สรุปวิชา Financial Management & Investment ตอนที่ 1

เป้าหมายของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นคือเจ้าของบริษัท ซึ่งผู้ถือหุ้นก็จะจ้างผู้บริหารมาบริหารงานให้ ซึ่งเป้าหมายที่ผู้บริหารต้องทำก็คือ ทำให้ผู้ถือหุ้นรวยที่สุด (stockholder wealth maximization) นั่นคือทำให้ราคาหุ้นสูงสุดในระยะยาวนั่นเอง แน่นอนว่าถ้าทำให้หุ้นสูงในระยะยาว ก็ต้องทำให้สังคมและพนักงาน happy ด้วยนั่นเอง (อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารอาจจะทำเพื่อผลประโยชน์ตนเอง โดยที่ไม่สนใจผู้ถือหุ้นก็ได้ หากไม่บริหารให้ดี) แล้วอะไรทำให้หุ้นราคาสูงขึ้นได้ ? (ในระยะยาว) การที่หุ้น หรือทรัพย์สินทางการเงินต่างๆ จะมีคุณค่าได้ มันต้องสร้าง Cash Flow (กระแสเงินสด) ออกมาให้ผู้ถือหุ้นได้ (ในอนาคตก็ได้) และแน่นอนว่า ถ้าผลตอบแทนทุกอย่างเท่ากันนักลงทุนจะเลือกสิ่งที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเสมอ แต่สิ่งที่เป็นในโลกของความเป็นจริงก็คือ นักลงทุนต้องการผลตอบแทนในการแบกรับความเสี่ยง (High Risk, High Expected Return) ชื่อก็บอกว่า “คาดหวัง”…

Marginal Utility อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม

“เมื่อคนเรามีรายได้จำกัด เราก็จำเป็นต้องเลือกว่าเราจะซื้ออะไร…” เป็นคำพูดซึ่งเป็นจริงเหลือเกิน จากนี้ไปผมขอสมมติว่าคนเราทำการเลือกอย่างมีเหตุผลนะครับ นั่นคือคนเราได้พิจารณาแล้วว่าสิ่งที่เราเลือกก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเราภายใต้งบประมาณที่จำกัด ยิ่งกับสินค้าราคาแพงขึ้นคนเราก็จะเลือกอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น ทฤษฎี Marginal Utility (อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม) คนเราซื้อสินค้าเพราะว่ามันทำให้เราเกิดความพึงพอใจ นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า Utility แต่มันมีด้วยกัน 2 ประเภทซึ่งเราจะต้องแยกให้ออก นั่นก็คือ Total Utility (TU) =ความพึงพอใจรวมที่ได้รับจากสินค้าหรือบริการทุกหน่วยรวมกัน Marginal Utility (MU) =ความพึงพอใจที่ได้รับเพิ่มจากการใช้สินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย เรื่องของเรื่องก็คือว่า ไอ้ Marginal Utility มันจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเราใช้สินค้าและบริการเพิ่มขึ้น เราเรียกว่าเกิดปรากฏการณ์ Diminishing Marginal Utility ยกตัวอย่างเช่น ความพึงพอใจที่ได้จากการกินก๊วยเตี๋ยวชามแรก กับชามที่ 5 คงไม่เท่ากันแน่นอน…