Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

21Nov/100

TED Talks ในดวงใจ

หัวข้อ         : Idea / Creativity, Math, Others, Statistics, หลักธรรมมะ
ป้ายกำกับ   : , , , , ,

ในแต่ละปี นักคิดและนักปฏิบัติระดับโลกจะรวมตัวกันในงานประชุมแห่งหนึ่ง มันเป็นงานสัมมนาซึ่งไม่มีงานไหนในโลกที่เสมอเหมือน งานนั้นเรียกว่า TED...

TED คืออะไร

TED คือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งมีภารกิจคือ "การเผยแพร่ไอเดีย" ดัง Slogan ที่ว่า Ideas Worth Spreading

มันได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1984 ในรูปแบบของงานประชุมที่รวบรวมคนมาจาก 3 โลก นั่นคือ โลก Technology, Entertainment, Design และจากนั้นเป็นต้นมา ขอบเขตของมันก็กว้างขึ้นไปอีกมากมายนัก

ซึ่งในเว็บไซต์ TED.com ก็ได้มีการรวบรวมการบรรยายและการแสดงเจ๋งๆ เอาไว้ให้คนทั้งโลกดูได้ฟรีๆ พูดไปก็คงไม่เห็นภาพ มาดูตัวอย่างกันเลยดีกว่าครับ

TED Talks ในดวงใจ

วันนี้ผมจะขอรวบรวมเอาบรรยายเจ๋งๆ ที่ผมชื่นชอบมาลองให้ดูกันครับ (ไว้จะมาเพิ่มเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในนี้ )

บางอันอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ผมว่าแนวความคิดของทุกคนนั้นน่าทึ่งมากๆ ครับ

Tips : ใน Video หลายๆ อัน เราสามารถเลือก Subtitle ได้นะครับ (บางอันอาจมี Sub Thai, แต่ผมเชื่อว่า Sub English ก็พอเพียงแล้วครับ)

Sir Ken Robinson: Bring on the learning revolution!

ปัจจุบันนอกจากจะมีวิกฤติการณ์โลกร้อนแล้ว ยังมีวิกฤติเรื่องการใช้พรสวรรค์ของทรัพยากรมนุษย์อีกด้วย !! คนคนนี้คิดเช่นเดียวกับที่ผมคิดเลย (ถ้าจะให้ถูก ผมคิดเหมือนเค้าเลย)

David Gallo shows underwater astonishments

น่าทึ่งจริงๆ กับโลกใต้ทะเลลึกที่น้อยคนจะได้เห็น

Stephen Wolfram: Computing a theory of everything

ใครได้ดู Video อันนี้คงรู้สึกได้ในความเชื่อมั่นที่มีต่อการคำนวณของเขา ซึ่งเชื่อแม้กระทั่งว่า จะพยายามหาวิธีคำนวณความเป็นไปของจักรวาลให้ได้!!

Denis Dutton: A Darwinian theory of beauty

ความสวยงามนั้นขึ้นอยู่กับผู้มองจริงหรือ? คนคนนี้คิดว่าไม่ เพราะเขาเชื่อว่ามันเชื่อมโยงกับทฤษฎีของ Charles Darwin ต่างหาก

Hans Rosling shows the best stats you've ever seen

การอธิบายเรื่องของสถิติในระดับโลกที่ซับซ้อนนั่นเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่เขาคนนี้ใช้วิธีอธิบายได้น่าสนใจมากๆ

Arthur Benjamin does "Mathemagic"

พูดได้คำเดียวว่า "ทึ่งสุดๆ" กับ เลขมายากล

นอกจาก Video นี้แล้ว ยังมีอีกอันนึงที่ Arthur Benjamin แนะนำว่า การศึกษาด้านคณิตศาสตร์ในปัจจุบันที่มุ่งเนั้นจุดสูงสุดไปที่ Calculus นั้นไม่เหมาะสม เพราะสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่าก็คือ การมุ่งเนั้นไปที่ Probability และ Statistics ครับ http://www.ted.com/talks/arthur_benjamin_s_formula_for_changing_math_education.html

Jane McGonigal: Gaming can make a better world

จะดีแค่ไหน ถ้า Gamer ใช้ความมุ่งมั่นและทัศนคติอันแสนพิเศษอย่างที่เค้าใช้เวลาเล่นเกมส์ มาใช้แก้ปัญหากับโลกแห่งความจริงได้

Conrad Wolfram: Teaching kids real math with computers

Math ≠ Calculation แล้วทำไมวิชาเลข เราถึงถูกสอนแต่เรื่อง Calculation ทั้งๆ ที่คอมพิวเตอร์ทำเก่งกว่าเราเยอะ?? เราสอนเลขกันแบบผิดๆ มาตลอด มาดูกันว่าใน Video นี้เค้าจะว่ายังไงบ้างครับ

Pattie Maes and Pranav Mistry demo SixthSense

สุดยอดเทคโนโลยี เหมือนในหนังบางเรื่องเลยล่ะ!!

2Aug/109

Inception : หนังดีที่ดูแล้วต้องมาวิเคราะห์กัน(หนัก)หน่อย

หัวข้อ         : Idea / Creativity, Movies
ป้ายกำกับ   : , , , , , ,

ผมเพิ่งได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้เมื่อวานซืนครับ หลังจากดูเสร็จได้ความรู้สึกสดใหม่คล้ายๆกับดู Matrix ภาคแรกจบเลย เจ๋งมากๆ ครับ ^^
หลังจากที่ได้ไปอ่านในเว็บบอร์ด ก็พบว่ามีการถกเถียงกันหลักๆ 2 ประเด็น ซึ่งก็คือ

  1. ในตอนท้ายโลกที่คอบส์และเอเรียดเน่ตามไปช่วยฟิชเชอร์นั้นเป็นฝันชั้น Limbo หรือไม่ ?
  2. ในตอนจบนั้นเป็นโลกจริงหรือไม่?

บทความนี้เป็นการพยายามหาข้อสรุปของคำถามทั้ง 2 อันในแบบของผมเองครับ ถ้าพร้อมแล้วลองไปดูคำตอบที่ผมคิดไว้กันครับ ว่าจะตรงใจเพื่อนๆ รึเปล่า

!!บทความต่อไปนี้ มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน SPOILED แน่นอน ใครยังไม่ได้ดู ไม่แนะนำให้อ่านครับ!!

ก่อนที่จะทำความเข้าใจเนื้อหาที่นำเสนอออกมาอย่างค่อนข้างซับซ้อนได้นั้น เราต้องทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานที่ในเรื่องนำเสนอออกมาโต้งๆ ก่อน ซึ่งผมจะถือว่าข้อความต่อไปนี้เป็นจริงก่อนที่จะทำการวิเคราะห์ต่อไป (ตรงนี้สำคัญ เพราะถ้าสมมติฐานผิด ข้อสรุปที่อ้างมาจากสมมติฐานก็ผิดไปด้วย)

  • คนเราสามารถแชร์ความฝันกับคนอื่นได้ผ่านเครื่องแชร์ความฝัน (แถมในเรื่อง ทั้งแก๊งยังฝึกจิตจนพกเครื่องแชร์ความฝันเข้าไปในความฝันได้ด้วย เหอๆ) และเราจะไม่ตื่นขึ้นมาเอง ถ้าหากเวลาที่ตั้งไว้ยังไม่หมด
  • เวลาเราฝัน เรามักจะจำไม่ได้ว่ามันเริ่มต้นยังไง นั่นคือเรามักจะจำได้กลางๆ หรือท้ายๆ เรื่องเลย
  • เพื่อใช้แยกแยะว่าโลกที่เราอยู่เป็นโลกจริงหรืออยู่ในฝัน เราต้องใช้ Totem ซึ่งเป็นวัตถุที่มีน้ำหนักโดยเฉพาะของเราเอง ของพระเอกเป็นลูกข่าง ซึ่งถ้าเป็นโลกฝัน มันจะหมุนไม่หยุด
  • สมมติให้โลกที่เราดูพวกพระเอกวางแผนกันเป็นโลกจริง...
  • เวลาคนเราฝัน จิตจะทำงานไวมาก ทำให้แม้เวลาในฝันผ่านไป 1 ชั่วโมง เวลาในโลกของความจริงจะผ่านไปเพียง 5 นาทีเท่านั้น (ในฝันนาน 12 เท่า)
  • แต่เมื่อใช้ยานอนหลับแบบพิเศษ มันจะเร่งจนทำให้เวลาในฝันนานเป็น 20 เท่าของเวลาจริง (นี่คือสภาพที่ใช้ในปฏิบัติการล้มกิจการของฟิชเชอร์)
  • Architect มีหน้าที่สร้างสิ่งก่อสร้างและสภาพแวดล้อมในความฝัน
  • Dreamer คือคนที่ฝัน ถ้ารู้ว่าตนเองกำลังฝันอาจจะควบคุมสภาพแวดล้อมในความฝันได้
  • Subject คือ คนที่เราดึงให้เข้ามาอยู่ในฝัน ซึ่งจิตใต้สำนึกของ Subject จะเป็นคนเติมผู้คนลงไปในฝัน ถ้าเริ่มมีการระแคะระคายว่ามีใครซักคนสร้างความฝันขึ้นมา ผู้คนเหล่านี้จะเข้าโจมตีผู้สร้างฝัน เช่นเดียวกับเม็ดเลือดขาวเข้าโจมตีเชื้อโรค โดยที่ Subject จะไม่สามารถควบคุมผู้คนที่มาจากจิตใต้สำนึกได้
  • ถ้าหาก Subject มีการฝึกจิตมาเพื่อป้องกันการโจรกรรม Idea ผู้คนที่ Subject สร้างขึ้นมาก็จะเก่งกาจขึ้นมาก เช่น เป็นกองกำลังติดอาวุธเป็นต้น และมันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในฝันชั้นที่ลึกขึ้น
  • เราสามารถตื่นขึ้นมาจากความฝันได้โดยการตายในฝัน หรือการให้รู้สึกว่าตกจากที่สูง (เรียกว่า Kick)
  • ในเรื่องใช้วิธีเปิดเพลงให้ฟัง เพื่อเป็นการให้สัญญาณเตือนว่าใกล้ถึงเวลาKick แล้ว จุดประสงค์คือ จะทำให้ Kick จนตื่นขึ้นมาจากฝันทีละชั้น จนออกมาในโลกจริงในที่สุด
  • อย่างไรก็ตาม ถ้าเราใช้ยาพิเศษแล้ว เราจะตายเพื่อตื่นจากฝันไม่ได้ หากเราตาย เราจะตกไปอยู่ในฝันชั้น Limbo
  • เมื่อเราไปอยู่ในฝันชั้น Limbo แล้ว เราจะสับสน ไม่สามารถรู้ได้ว่านั่นคือโลกจริงหรือโลกฝัน

ข้อสังเกต

  1. ฟิชเชอร์โดนมอลล์ยิงในฝันชั้นที่ 3 ก่อนที่ไซโตะจะตาย
  2. คอบส์ตามไปเจอฟิชเชอร์ในสภาพที่ถูกจับ แต่ยังไม่แก่
  3. คอบส์ตามไปเจอไซโตะในสภาพที่แก่แล้ว
  4. คอบส์และเอเรียดเน่ที่ตามไปช่วยฟิชเชอร์ไม่ได้มีความสับสนเรื่องโลกจริงหรือโลกฝันเลย
  5. ตอนที่คอบส์ลงไปช่วยฟิชเชอร์จนเจอ คอบส์บอกว่าไซโตะตายแล้ว น่าจะอยู่ที่ไหนซักแห่งในโลกนี้ เค้าจะไปกลับไปแต่จะตามหาไซโตะให้เจอ
  6. คอบส์คาดไว้ว่า เค้าจะมีเวลาประมาณ 20 นาทีในฝันชั้นที่ 3 หลังจากรถตู้เริ่มตกจากสะพานจนถึงรถตู้กระแทกน้ำ
  7. ไซโตะตายขณะหลังจากรถตู้ตกสะพาน (ก่อนอาเธอร์เปิดเพลงปลุกอีมส์ไม่นาน ซึ่งเกือบจะเป็นเวลาเดียวกับเวลาที่รถตู้จะถึงผิวน้ำ) แต่ตื่นมาขณะที่เครื่องบินกำลังจะจอด 20 นาที (สมมติให้ตื่นมาพร้อมๆกับคอบส์)
    นั่นคือใช้เวลาอยู่ในฝันราวๆ 10 ชม. - 20 นาที =
    9 ชม. 40 นาที ซึ่งถือว่าคอบส์ และไซโตะใช้เวลาในฝันไปเกือบๆ 10 ชม.จริง
  8. ไซโตะดูแก่ขึ้นประมาณ 40-50 ปี ใน Limbo ของเค้า

วิเคราะห์เรื่องเวลาที่เกิดขึ้นในปฏิบัติการล้มกิจการของฟิชเชอร์

หลังจากใช้ยาแล้ว ในฝันจะนานประมาณ 20 เท่าของเวลาปกติ ( เรื่องเวลานานขึ้น 20 เท่า น่าจะถูกแล้ว เพราะในเรื่องตอนวางแผนกัน มัันก็กะเวลาไว้ประมาณนี้ และถ้ากะเวลาไม่ถูกตั้งแต่แรก มันจะใช้เพลงปลุกแบบ sync กันไม่ได้เลย )

  • โลกจริง (สมมติว่าจริง) : เวลาบนเครื่องบินนานประมาณ 10 ชั่วโมง (เวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้)
  • ฝันชั้น1 โลกฝนตกที่ขับรถแวน (ฝันของยูซุฟ-นักเคมี) : โลกนี้จะมีเวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้ =10x20 = 200 ชม. = 8.3 วัน (ในเรื่องบอกประมาณ 1 อาทิตย์)
  • ฝันชั้น2 โลกโรงแรม (ฝันของอาเธอร์) :โลกนี้จะมีเวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้ =200x20 = 4,000 ชม. = 166.7 วัน = 5.5 เดือน (ในเรื่องบอกประมาณ 6 เดือน)
  • ฝันชั้น3 โลกหิมะ (ฝันของอีมส์-นักปลอมแปลง) : โลกนี้จะมีเวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้ =4,000x20 = 80,000 ชม. = 3,333.3 วัน = 9.25 ปี (ในเรื่องบอกประมาณ 10 ปี)
  • ฝันชั้น 4 ขึ้นไป : โลกนี้จะมีเวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้ อย่างน้อยต้องมากกว่าหรือเท่ากับชั้นที่ 4 ซึ่งคือ =80,000x20 = 1,600,000 ชม. = 66,666.7 วัน = 185.1852 ปี = 182.6 ปี

คิดเวลาขณะที่รถตู้กำลังตกสะพานจนถึงผิวน้ำ

ในฝันชั้นที่ 3 มีเวลาประมาณ 20 นาที++ จะได้ว่า

  • ในโลกจริงเป็นเวลาแค่เสี้ยววินาทีท่านั้นเอง
  • ฝันชั้นแรกมีเวลา = 60 วิ/20 = 3 วินาที++
  • ฝันชั้นที่ 2 มีเวลา = 20/20 = 1 นาที++
  • ฝันชั้นที่ 4 มีเวลา =  6.66 ชม. ++
  • ฝันชั้นที่ 5 มีเวลา = 5.5 วัน ++
  • ฝันช้นที่ 6 มีเวลา = 3.7 เดือน ++
  • ฝันชั้นที่ 7 มีเวลา = 6 ปี ++
  • ฝันชั้นที่ 8 มีเวลา = 121 ปี ++

คิดเวลาช่วงที่ไซโตะอยู่ใน Limbo (สมมติให้ Limbo เป็นฝันชั้นที่ 4 ก่อน)

ในฝันชั้นที่ 4 ใช้เวลาไปอย่างน้อย 40-50 ปี ++ (เผื่อตายไปแล้วหลายรอบ)

  • ฝันชั้นที่ 3 ใช้เวลาไป 2-2.5 ปี ++
  • ฝันชั้นที่ 2 ใช้เวลาไป 36.5 - 45.6 วัน ++
  • ในโลกจริงเป็นเวลาไป 1.8 -2.2 วัน ++
  • ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยครับ เพราะบนเครื่องบินมีแค่ 10 ชม. (แถมลงก่อนเวลา 20 นาทีอีก) ดังนั้นข้อสรุปที่บอกว่า Limbo คือฝันชั้นที่ 4 นั้นผิดแน่นอน !!

ข้อสรุปที่ได้จากข้อมูลเหล่านี้

  • ไม่ว่าชั้นที่ 4 จะเป็น Limbo หรือไม่ เราไม่มีทางใช้ชีวิตอยู่ในฝันชั้น 4 แล้วตื่นเองได้เลยโดยที่ไม่ตายซักครั้งสองครั้งก่อน (อายุเฉลี่ยในความคิดมนุษย์น่าจะซัก 80 ปีเท่านั้น)
  • ไซโตะตายแล้วไปอยู่ชั้น Limbo แน่นอน ตามกฎการฝัน
  • ฟิชเชอร์ไม่น่าจะตายจากการถูกยิงในฝันชั้นที่ 3 เพราะถ้าตายแล้ว เค้าจะต้องไปใน Limbo ก่อนไซโตะ (ตอนนั้นไซโตะยังไม่ตายเลย) ถ้าฟิชเชอร์ไป Limbo ก่อนไซโตะจริง เค้าจะต้องแก่มากๆ ตอนที่คอบส์ไปเจอ
  • ตามหลักการแล้วโลกที่คอบส์ตามไปช่วยฟิชเชอร์ไม่น่าจะเป็น Limbo เพราะคอบส์และเอเรียดเน่ไม่มีความสับสนเรื่องความจริงหรือความฝัน อย่างไรก็ตามมันไปขัดกับคำพูดของคอบส์ที่ว่าไซโตะที่ตายแล้วอยู่ในโลกเดียวกับเค้าที่ไหนซักแห่ง
  • ไซโตะตายขณะที่รถตู้กำลังจะถึงผิวน้ำ และเวลาใน Limbo ของเค้าผ่านไปประมาณ 50 ปีได้
  • ที่ยังขาดข้อมูลอยู่คือ ทีมคอบส์ตั้งเวลาปลุกตามแผนคือจะใช้เวลาในโลกจริงกี่ชั่วโมงกันแน่ เพราะถ้าเรารู้ตรงนี้ เราจะคำนวนได้เลยว่า Limbo อยู่ในฝันที่ลึกแค่ไหน จากการ เอาเวลา 40-50 ปีใน Limbo ไปเทียบกับเวลานับจากคนอื่นในทีมตื่นแล้ว(นั่นคือเวลาที่ไซโตะตาย) จนถึงเวลาที่ไซโตะตื่น

ในตอนท้ายโลกที่คอบส์และเอเรียดเน่ตามไปช่วยฟิชเชอร์นั้นเป็น Limbo หรือไม่ (แถเล็กน้อย)

คอบส์เข้าใจผิดว่าโลกตึกร้างสูงๆ เป็น Limbo ทั้งๆ ที่จริงแล้วไม่ใช่ (เป็นเพียงแค่ฝันชั้น 4 ที่มีภาพลักษณ์แบบ Limbo ของคอบส์และมอลล์ ) แต่พอคอบส์อยู่ตามหาไซโตะไปเรื่อยๆ อาจจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวจนตาย จนตกไป Limbo จริงๆ (และจำอะไรไม่ได้ด้วย) แล้วไปพบกับไซโตะใน Limbo ของจริงในที่สุด

    ในตอนจบนั้นเป็นโลกจริงหรือไม่?

    ถ้าคาดเอาเอาว่าในตอนจบคอบส์และไซโตะฆ่าตัวตายหลังจากระลึกได้ว่ากำลังฝันอยู่จริง คอบส์ก็ควรจะตื่นมาในโลกจริงแล้ว ประกอบกับการเห็นหน้าลูกแบบจังๆ เรื่องเสื้อผ้าของลูกที่มีหลายๆคนสังเกตเอาไว้

    ดังนั้นในความคิดของผม ฉากตอนจบควรจะเป็นโลกจริงแล้วครับ (อย่างไรก็ตาม หลักฐานของจ้อสรุปนี้ไม่แน่นหนาเท่าคำตอบของข้อข้างบนนะครับ)

    11Jul/101

    มาบันทึกรายรับรายจ่ายด้วย Voice Recorder ในมือถือของคุณกันเถอะ

    หัวข้อ         : Idea / Creativity, Program-Apps
    ป้ายกำกับ   : , , , , , , , , , ,

    เป็นสิ่งที่รู้กันอยู่ว่า ถ้าอยากจะควบคุมรายจ่ายให้ได้ดียิ่งขึ้น (อยากรวยขึ้น) สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ "การจดบันทึกรายรับรายจ่าย"

    แต่หลังจากความพยายามหลากหลายรูปแบบในอดีตของผมนั้นพบว่า การจดบันทึกรายรับรายจ่ายให้คงเส้นคงวานั้นเป็นสิ่งที่ยากมากๆ เพราะผมเคยทำได้อย่างมากก็อาทิตย์เดียว หลังจากนั้นก็ลืมไปบ้าง จนทำให้เลิกจดไปในที่สุด (เพราะรู้สึกว่ามันพลาดไปแล้ว)

    แต่ไม่นานมานี้ ผมได้ค้นพบวิธีใหม่ที่ work มากสำหรับตัวผมเอง นั่นก็คือ "การบันทึกรายรับรายจ่ายด้วยเสียง" ลงในมือถือของเราเอง เพราะมันทั้งง่าย เร็ว และก็เจ๋งมากๆ (ในกรณีของผม ผมใช้ BlackBerry ครับ แต่มือถืออื่นก็ทำได้เหมือนกันแหละ)

    วิธีบันทึกที่ผมทำคือ

    • ผมจะย้าย Icon โปรแกรมVoice Recorder มาไว้ที่หน้า Home ของมือถือเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าโปรแกรมที่สุด
    • จะบันทึกรายรับรายจ่ายหลังจากได้รับหรือจ่ายเงินทันทีเลย (จะได้ไม่ลืม)
    • พอดีมือถือของผมเองนั้น โปรแกรม Voice Recorder มันจะขึ้นวันเวลาที่อัดเสียงให้เองด้วย ทำให้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เลย
    • จากนั้นถ้าเรามีเวลาก็ค่อยมาเปิดเสียงที่บันทึกไว้ แล้วนำมาพิมพ์บันทึกลงสมุดหรือใน Excel ต่อไปอีกที (อันนี้จะทำตอนไหนก็ได้ เพราะเราบันทึกลงมือถือไปแล้ว)

    วิธีนี้ได้ผลมากๆ สำหรับผม ผมเลยอยากจะแชร์วิธีนี้ให้คนที่สนใจบันทึกรายรับรายจ่ายได้ลองใช้ดู เผื่อจะใช้ได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ ที่เคยลองมาครับ ^^ ใครมีวิธีอื่นๆ หรือมีไอเดียดีๆ ก็แชร์กันได้ตลอดนะครับ

    23Feb/1010

    สรุปไอเดียเจ๋งๆ จากหนังสือ The Armchair Economist (part 1)

    หัวข้อ         : Book, Economics
    ป้ายกำกับ   : , , ,

    ผมได้ซื้อหนังสือชื่อว่า The Armchair Economist มาจาก Amazon ครับ และได้พบว่ามีไอเดียที่น่าสนใจมากมาย เลยเอามาแบ่งปันกัน ( ผมยังอ่านไม่จบนะครับ แต่จะเอามาเติมเรื่อยๆ เมื่ออ่านผ่านไปแต่ละบทนะครับ)

    Part I What life is all about

    ตอนที่ 1 : พลังของสิ่งจูงใจ

    • เกือบทุกอย่างของวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถสรุปได้ออกมาว่า "คนเราตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ" ดังนั้นสิ่งจูงใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ
    • การที่มีกฎหมายบังคับให้ใช้เข็มขัดนิรภัย ทำให้ความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลง => แต่มันก็ส่งผลให้คนเราขับรถประมาทยิ่งขึ้นเพราะคิดว่าตนเองปลอดภัย => สรุปแล้ว จากการสำรวจพบว่า จำนวนคนที่ตายจากอุติเหตุก็ไม่ได้ลดลงเพราะกฎหมายนี้เลย ( แต่คนเดินถนนอาจจะตายมากขึ้น เพราะคนเดินถนนไม่ได้มีอุปกรณ์ช่วยเซฟเลย)
    • ถ้ายังสงสัยถึงเหตุผลดังกล่าวก็ให้ลองคิดกลับกันว่า ถ้าการขับรถมันอันตรายมากๆ คุณก็จะขับระวังขึ้นนั่นเอง
    • เช่นเดียวกันกับกรณีอื่นๆ การที่มีเทคนิคการคุมกำเนิดที่ดีขึ้นก็อาจจะไม่ทำให้จำนวนการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ลดลงได้ (เพราะคนก็จะมี xxx มากขึ้นไปด้วยนั่นเอง) หรือบุหรี่แบบอ่อนๆ ก็อาจทำให้คนเป็นมะเร็งปอดได้มากเช่นกัน (เพราะเค้าก็จะสูบมากขึ้น)