สรุป Game Theory ตอนที่ 1
ทฤษฎีเกมคืออะไร?
ก่อนอื่นต้องบอกว่าในที่นี้ไม่ใช่ทฤษฎีในการเขียนเกมคอมพิวเตอร์นะครับ แต่มันคือ ทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เรียกว่าเกม ซึ่งเกมนั้นต้องมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคน นั่นก็คือ เราไม่ได้ติดสินใจอยู่คนเดียว แต่การตัดสินใจของเราต้องคำนึงถึงการตัดสินใจของผู้อื่นที่มีความคิดด้วย ซึ่งผู้ตัดสินใจแต่ละคนก็ย่อมต้องการให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากที่สุดด้วยเช่นกัน

ภาพยนตร์ที่มีการพูดถึงทฤษฎีเกม ที่ดังๆ ก็มีเรื่อง A Beautiful Mind นี่แหละครับ
ตัวอย่างทฤษฎีเกมที่มีชื่อเสียง
เกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's dilemma)
คนร้ายสองคนคือนาย A และ B ถูกตำรวจจับข้อหาฆาตกรรม แต่ตำรวจไม่สามารถดำเนินคดีกับคนร้ายทั้งสองได้เพราะไม่มีพยาน ตำรวจจึงใช้วิธีแยกไปสอบปากคำคนละห้อง...
คนร้ายแต่ละคนมีทางเลือกสองทางคือ 1. รับสารภาพ หรือ 2.ไม่รับสารภาพ โดยมีผลลัพธ์ที่ตามมาดังนี้...
- ถ้าคนร้ายคนหนึ่งรับสารภาพแต่อีกคนไม่รับ จะปล่อยตัวคนที่รับสารภาพไป แล้วคนที่ไม่รับสารภาพจะต้องถูกจำคุก 20 ปี
- ถ้าทั้งสองคนรับสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือจำคุกคนละ 10 ปี
- แต่ถ้าทั้งสองคนไม่รับสารภาพ ตำรวจจะสามารถส่งฟ้องได้เพียงข้อหาเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี....
แล้วถ้าคุณเป็นนาย A คุณจะทำยังไง??? ไว้รอดูการวิเคราะห์ในช่วงหลังนะครับ
ว่าด้วยทฤษฎีของทฤษฎีเกม
หัวใจของทฤษฎีเกม
หลักการใหญ่ที่สุดของทฏษฎีเกมก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Put yourself in the other player's shoes) ซึ่งก็คือ คิดว่าถ้าเราเป็นอีกคนหนึ่งเราจะทำอย่างไร?? จริงๆ ถ้าคุณสามารถคิดแบบนี้ได้ คุณจะสามารถวางแผนและตัดสินใจโดยใช้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนรู้ทฤษฎีเกมอะไรให้มากความเลย
Scope เรื่องระยะเวลาของเกม
แบ่งได้เป็น 2 อย่าง ใหญ่ๆคือ
- เกมที่เล่นทีเดียวจบ ผู้เล่นจะเลือกทางเลือกเพื่อให้ตนได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีที่ดูเลวร้ายแค่ไหน (เช่น การที่เราต้องไปซื้อของชายแดน แล้วมักโดนของปลอม เพราะผู้ขายไม่คิดว่าจะได้เจอเราอีกแล้ว)
- เกมที่ต้องเล่นซ้ำหลายๆ รอบ ผู้เล่นมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเลือกทางเลือกที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว เพราะหากเราใช้วิธีที่รุนแรง เราก็จะโดนโต้ตอบด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เสียประโยชน์ทั้งคู่ (เช่น คู่แข่งทางธุรกิจ จะไม่อยากใช้วิธีสงครามหั่นราคา เนื่องจากจะเสียผลประโยชน์ทั้งคู่ในที่สุด)
ปล. ความเห็นส่วนตัว เกมที่เราเล่นอยู่ อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่ใหญ่กว่า (ทั้งนี้ผมคิดว่า คนที่เชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ และชีวิตหลังความตาย จะมองชีวิตปัจจุบันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งใหญ่กว่ามากๆ)
ลักษณะการตัดสินใจทางกลยุทธ์ในเกม
สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ 1. ผลัดกันตัดสินใจ 2. ตัดสินใจพร้อมกัน
1. ผลัดกันตัดสินใจ (Sequential Move)
คือการที่แต่ละคนจะผลัดกันตัดสินใจ มีลำดับแน่นอน โดยที่แต่ที่แต่ละฝ่ายรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามได้ตัดสินใจอะไรในตาก่อนหน้า (เช่น เกมส์ OX , การเล่นหมากรุก) ซึ่งการเล่นแบบนี้จะสามารถหาวิธีการเล่นที่ดีที่สุดได้โดย การคิดย้อนกลับ (Backward Thinking) ซึ่งอาจใช้การวิเคราะห์ แผนภูมิการตัดสินใจแบบต้นไม้(Tree Diagram) โดยหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่ปลายทาง (ต้องพิจารณาแล้วว่าอีกฝ่ายก็ได้เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับอีกฝ่ายเช่นกัน) แล้วไล่ย้อนกลับมาจนถึงการตัดสินใจแรกสุด
ตัวอย่าง หากคุณมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจที่เก่งมากมายืมเงินคุณ 1 ล้านบาท บอกว่าจะเอาไปลงทุน ซึ่งคาดว่าใน 1 ปีจะได้เงินคืนมาทั้งหมด 5 ล้านบาท โดยจะแบ่งเงินกันครึ่งๆ คุณจะให้เงินเค้าไปลงทุนหรือไม่??
หากวาด Tree Diagram จะออกมาว่า...

จะเห็นว่าหากเราให้ยืมเงิน เพื่อเราจะต้องโกง เพราะเค้าได้ผลตอบแทนดีกว่า คือได้ 5ลบ. เทียบกับ 2.5 ลบ. (หากเค้าคิดว่าเล่นทีเดียวจบ) ดังนั้นการที่เราได้เลือกก่อน ทางเลือกที่ดีที่สุดของเราคือไม่ให้เงิน เพราะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า คือ 0 เทียบกับ -1 ลบ. นั่นเอง
ตัวอย่าง 2 อันนี้เอามาจากในหนังสือ The Art of Strategy โดยเป็นตัวอย่างเกมที่สามารถแก้ได้โดยการคิดย้อนกลับ ซึ่งเป็นเกมในรายการ Survivor ที่มีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม
กติกา : มีธงอยู่ทั้งหมด 21 อัน แต่ละทีมสามารถดึงธงออกได้ทีละ 1,2, หรือ 3 อัน (ห้ามดึงมากกว่านี้ใน 1 ตา) โดยให้ผลัดกันเล่นคนละตา ทีมไหนเป็นคนดึงธงอันสุดท้ายได้เป็นคนชนะ
ถ้าหากคุณเป็นทีมที่เริ่มต้นก่อน คุณจะดึงธงออกกี่อัน จึงจะชนะแน่นอน??? (ใครตอบได้ ลองไปตอบในคอมเมนท์นะครับ)
2. ตัดสินใจพร้อมๆ กัน (Simultaneous)
คือการเล่นเกมที่ต้องตัดสินใจพร้อมๆกัน หรืออาจไม่ได้พร้อมกันซักทีเดียว แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลือกอะไร เช่น การตัดสินใจในเกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's Dilemma) ซึ่งนิยมใช้การวิเคราะห์โดยใช้ ตารางผลตอบแทน(Payoff Table)
ตัวอย่าง 1 : ในกรณี Prisoner's Dilemma
| B รับสารภาพ | B ไม่รับสารภาพ | |
|---|---|---|
| A รับสารภาพ | -10, -10 | 0, -20 |
| A ไม่รับสารภาพ | -20, 0 | -1, -1 |
* เลขในตารางคือผลตอบแทนของแต่ละคน ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจแต่ละแบบ คือ (ผลตอบแทนนาย A, ผลตอบแทนนาย B)
สมมติว่าเราเป็น A จะเห็นว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกอะไร การที่เราสารภาพ จะได้ผลตอบแทนมากกว่าเสมอ (-10 เทียบกับ -20 และ 0 เทียบกับ -1) ซึ่งเราจะเรียก การสารภาพ ว่าเป็น กลยุทธเด่น (Dominant Strategy) ของ A (ในทำนองเดียวกัน กลยุทธ์เด่นของ B ก็คือการสารภาพเช่นกัน) และเมื่อทั้งสองทำตามกลยุทธ์เด่นของตนเอง ผลลัพธ์ก็คือ ทั้งคู่สารภาพ จนในที่สุดก็ต้องจำคุกไปคนละ 10 ปีนั่นเอง... และนี่ก็คือความลำบากใจของนักโทษครับ
หลักการที่สำคัญก็คือ เกมที่เล่นครั้งเดียวจบแบบนี้ ถ้าหากผู้เล่นคนไหนมีกลยุทธ์เด่น ผู้เล่นคนนั้นก็ควรจะทำตามกลยุทธ์เด่นเสมอ (เช่น ถ้าเกมไหนที่เราไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่อีกฝ่ายหนึ่งมี เราก็ควรจะ assume ว่าอีกฝ่ายก็ต้องเลือกกลยุทธ์เด่นของตัวเองแน่นอน แล้วเราก็ควรจะเลือกการโต้ตอบที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับเรา)
ตัวอย่าง 2 : ผมเอามาจากหนังสือ เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม นะครับ เล่มนี้อ่านเข้าใจง่ายมาก
มีสถานีโทรทัศน์อยู่ 2 ช่อง ต้องแข่งกัน และต้องตัดสินใจว่าจะวางผังรายการยังไงโดยที่ไม่รู้ผังของอีกฝั่งหนึ่ง แต่ได้ทำการประมาณการ rating ไว้ดังตาราง
เพื่อนๆ คิดว่าสุดท้ายแล้ว ผลสรุปจะออกมาแบบไหนกันครับ??
| สถานีช่อง2 | ||||
| rating | เกมโชว์ | ละครน้ำเน่า | รายการเพลง | |
| สถานีช่อง 1 | เกมโชว์ | 35,65 | 10,90 | 60,40 |
| ละครน้ำเน่า | 45,55 | 55,45 | 65,35 | |
| รายการเพลง | 40,60 | 10,90 | 75,25 | |
ลองหากลยุทธ์เด่น....จะพบว่า หากเราเป็นสถานีช่อง 1 จะไม่มีกลยุทธ์เด่นเลย ในทำนองเดียวกัน สถานีช่อง2 ก็ไม่มีกลยุทธ์เด่นเช่นเดียวกัน
แล้วอย่างงี้ทำไง?? ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าหากผู้เล่นไม่มีกลยุทธ์เด่น ก็ลองหากลยุทธ์ด้อย (Dominated Strategy) ซึ่งก็คือ ทางเลือกที่ไม่ว่ายังไงก็ห่วยกว่าทางเลือกอื่นทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นคนมีเหตุผลพอ ก็จะต้องไม่เลือกทางนั้นครับ (อีกฝ่ายก็อาจมีกลยุทธ์ด้อยเช่นกัน)
ถ้าลองพิจารณาดูจะพบว่า กลยุทธ์ด้อยของสถานี 1 คือ เกมโชว์ ส่วน กลยุทธ์ด้อยของสถานี 2 ก็คือ รายการเพลง ที่นี้เราก็ตัดมันทิ้งไปเลยครับ จะเหลือตารางแค่
| สถานีช่อง2 | |||
| rating | เกมโชว์ | ละครน้ำเน่า | |
| สถานีช่อง 1 | ละครน้ำเน่า | 45,55 | 55,45 |
| รายการเพลง | 40,60 | 10,90 | |
ซึ่งถ้าพิจารณาแค่นี้ก็จะพบกลยุทธ์เด่นของสถานี 1 คือ ละครน้ำเน่า
ส่วนของสถานี 2 ไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่เค้าจะมั่นใจว่าสถานี 1 ต้องเลือกละครน้ำเน่าแน่นอน ทำให้สถานี 2 ต้องเลือก เกมโชว์ ครับ
ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือ ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ นี้จะเป็นจุดที่ผลตอบแทนของทุกฝ่ายมีเสถียรภาพ นั่นคือ ไม่สามารถมีใครได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้โดยการเปลี่ยนไปเลือกทางเลือกอื่น จุดสมดุลที่ว่านี้เรียกว่า จุดสมดุลของแนช (Nash Equilibrium) อันโด่งดังนั่นเอง
จริงๆ มีอีกวิธีในการหา Nash Equilibrium
ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการเลือกจุดใดจุดหนึ่งในตารางเริ่มต้น (จุดไหนก็ได้) เช่น จุด รายการเพลง,รายการเพลง (75,25)
จะเห็นว่าสถานี 2 ย่อมอยากจะเปลี่ยนไปฉาย ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น รายการเพลง,ละครน้ำเน่า (10,90)
สถานี 1 ก็จะเปลี่ยนเป็น ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,ละครน้ำเน่า (55,45)
สถานี 2 ก็จะเปลี่ยนเป็น เกมโชว์ แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55)
สถานี 1 ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว (45 ดีที่สุดแล้ว) ดังนั้น จุดสมดุลของแนชก็คือ จุด ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55) นั่นเอง
ข้อควรระวัง โลกแห่งความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่ Nash Equilibrium บอกมาเสมอไป เนื่องจากผู้เล่นทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้มีแนวคิดที่มีเหตุผลตามในทฤษฎี แต่หากเล่นซ้ำหลายๆรอบแล้ว จุดสมดุลสุดท้ายมักจะเป็นที่ Nash Equilibrium เพราะผู้เล่นมีประสบการณ์มากพอที่จะมองเกมออกแล้ว
ในตอนนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อน ไว้ตอนหน้าจะมาต่อกันที่สถานการณ์อื่นๆ เช่น เกมที่อาจมีจุดสมดุลย์ของแนชมากกว่า 1 จุด แล้วมาดูเราควรจะวิเคราะห์ยังไง?
วิธีสร้างเกมส์ปริศนาเอาไว้เล่นเองแก้เซ็ง
วันนี้ผมมีวิธีสร้างเกมส์ปริศนาเกี่ยวกับตัวเลขเอาไว้เล่นแก้เบื่อได้ครับ นอกจากนี้ยังสามารถทำเฉลยเองได้แบบสบายๆ ด้วย
การตั้งโจทย์
วิธีการก็คือ ใส่ตัวเลขอะไรก็ได้ 3 แถว 3 หลัก (เป็นจำนวนเต็มที่น้อยๆ จะง่ายหน่อย) เช่น
1 -1 2
2 0 3
0 1 -1
จากนั้น ให้ลากเส้นตั้งที่ด้านขวา เขียนเลข ให้มี 1 อยู่ในเส้นทแยงมุม จากซ้ายบนไปขวาล่าง นอกนั้นให้เป็นเลข 0จะได้ว่า
1 -1 2 | 1 0 0
2 0 3 | 0 1 0
0 1 -1 | 0 0 1
จากนั้นให้พยายามแปลงกลุ่มเลขด้านซ้าย ให้กลายเป็นเลข
1 0 0
0 1 0
0 0 1
โดยมีกติกาดังต่อไปนี้
กติกาการแปลง
- สามารถเอาเลขอะไรก็ได้มาคูณแถวนั้นทั้งแถว (เป็นเลขเดียวกันทั้งแถว)
- สามารถเอาแถวนึงมาบวกหรือลบกับอีกแถวนึงได้ ( แต่ต้องเอาคอลัมน์เดียวกันมาบวกกัน ห้ามข้ามคอลัมน์)
- สามารถสลับแถวกันได้ทันที
ซึ่งไม่ว่าจะทำอะไรกับเลขด้านซ้ายก็ตาม ก็ต้องทำวิธีเดียวกันกับเลขกลุ่มทางขวาด้วย นอกจากนี้ เรายังจับแต่ละขั้นตอนมาผสมกันได้ด้วย (เพื่อลัดขั้นตอนให้เร็วขึ้น) เช่น เอา -2 คูณด้วยแถวแรก แล้วบวกกลับไปยังแถวที่สอง จะได้ว่า
1 -1 2 | 1 0 0
0 2 -1 | -2 1 0
0 1 -1 | 0 0 1
ทำไปเรื่อยๆ จนได้ด้านซ้ายเป็นเลขดังต่อไปนี้ ถือว่าจบเกม
1 0 0
0 1 0
0 0 1
ส่วนเลขด้านขวาเอาไว้เช็คคำตอบว่าถูกหรือไม่ โดยใช้ฟังก์ชั่น MINVERSE ของ Excel รายละเอียดอยู่ด้านล่างของ Video ครับ
รายละเอียดดูได้ใน video นี้ครับ
ถ้าทำสำเร็จแล้ว ไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือไม่ คุณสามารถตรวจคำตอบได้โดยใช้ MS EXCEL ฟังชั่น MINVERSE มาช่วยเช็ค ซึ่งค่าที่ออกมาจาก Excel จะต้องตรงกับเลขด้านขวาของคุณครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่คุณกำลังทำนั้น ก็คือการหา Inverse ของ Matrix 3x3 นั่นเอง
(ดังนั้น การตั้งโจทย์มั่วๆ บางครั้งอาจจะหาคำตอบไม่ได้ เพราะว่า Det ของ Matrix เป็น 0 จึงหา Inverse ไม่ได้ไปด้วย)
วิธีใช้ฟังก์ชั่นลองอ่านตามนี้ครับ http://www.quantunet.com/excel2003/skills/sample/the_minverse_function.html
การจัด Paradigm Deck ใน Final Fantasy XIII กับทฤษฎีการจัดหมู่
ป้ายกำกับ : combinations, counting, final fantasy xiii, game, math, paradigm, probability, ps3, repetitions, role, team

ผมเพิ่งได้มีโอกาสเล่น Final Fantasy XIII เมื่อไม่นานมากนี้เองครับ ทั้งๆ ที่เกมนี้ออกมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว (ผมมีเครื่อง PS3 แต่ตอนนี้มีเกมส์อยู่แค่ 2 เกมส์คือ Tekken6 และ FF13 เนี่ย... ซื้อมาดู Blu-ray และ DVD Upscale โดยแท้เลย)
ข้อดีของเกมส์ Final Fantasy ภาคนี้นอกจากจะมีภาพกราฟิกที่สวยงามสุดๆ แล้ว มันยังมีระบบการต่อสู้ที่ตื่นเต้นเร้าใจและดำเนินไปอย่างรวดเร็วมากๆ เมื่อเทียบกับภาคก่อนๆที่ผมเคยเล่น
ระบบการต่อสู้ของภาคนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า Paradigm ซึ่งเปรียบเหมือน Strategy ที่ตัวละครจะใช้สู้กับคู่ต่อสู้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยที่เราสามารถเลือกเปลี่ยน Strategy หรือทำ Paradigm Shift ได้ตลอดเวลาในขณะที่ต่อสู้อยู่

ในการต่อสู้ของเกมนี้นั้น ทีมของเราจะมีตัวละครได้สูงสุดไม่เกิน 3 ตัว แต่ละตัวจะมีบทบาท (Role) ได้สูงสุด 6 แบบ แต่ละ role ก็จะมีความสามารถแตกต่างกันไป ดังนี้
- Commando [COM] โจมตีคู่ต่อสู้เพื่อจะทำความเสียหายให้มากที่สุด (ส่วนใหญ่จะโจมตีทางกายภาพ)
- Ravager [RAV] โจมตีคู่ต่อสู้เพื่อที่จะสร้างการโจมตีต่อเนื่องให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ศัตรูเซ (ส่วนใหญ่จะใช้เวทย์มนตร์)
- Sentinel [SEN] ล่อศัตรูมาให้โจมตีตนเองและป้องกันไว้
- Saboteur [SAB] ทำให้ศัตรูอ่อนกำลังลง
- Synergist [SYN] เพิ่มความแข็งแกร่งให้พวกพ้องตัวเอง
- Medic [MED] เน้นการรักษาพวกพ้อง

ในแต่ละ Paradigm ก็จะเป็นการจัดบทบาทให้ตัวละครแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในระบบการต่อสู้ของภาคนี้ เพราะว่าในภาคนี้เราจะสามารถบังคับตัวละครหลักได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น ตัวละครอื่นในทีม คอมพิวเตอร์จะเป็นคนบังคับเองตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ( ไม่รู้ว่าจะสอนเรื่องการทำงานเป็นทีมในชีวิตจริงรึเปล่านะ ที่เราไม่สามารถบังคับคนอื่นให้ทำตามที่เราต้องการเป๊ะๆ ได้เนี่ย...)
เอาล่ะ ทีนี้เพื่อนๆ เคยลองคิดกันมั๊ยครับว่า...
ในเกมส์นี้เราจะสามารถจัด Paradigm Deck ได้ทั้งหมดไม่ซ้ำกันเลยกี่แบบ??
- การสลับตำแหน่งของตัวละครในทีมไม่มีผลต่อการจัด Paradigm Deck เช่น COM RAV MED จะเหมือนกับ RAV COM MED และ COM COM SYN เหมือนกับ COM SYN COM เป็นต้น
- การจัด Paradigm เกิดได้ 3 กรณี คือ ทีมเรามี 3 คน , มี 2 คน, และต่อสู้คนเดียว
ขอท้าคนเรียนคณิตศาสตร์ให้ลองคิดดูก่อนโดยยังไม่ดูเฉลยนะครับ
- ทีม 3คน : แต่ละคนเลือกได้ 6 บทบาท = 6 x 6 x6 แต่ว่าการสลับลำดับไม่ได้มีผล จึงต้องหารด้วย 3!
สรุปได้ว่า 6x6x6/3x2x1 = 36 แบบ.... ใครคิดแบบนี้ ผิดถนัดเลยครับ!! ตอนแรกผมก็เผลอคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่มันผิด!!
เพราะว่าการจับคู่บางกรณีขึ้นเช่น COM COM COM นั้นเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว (ในขณะที่COM RAV MED เกิดขึ้น 6 ครั้งจริงๆ แต่สับตำแหน่งกัน) แต่เราดันเอา 6 ไปหารทิ้งซะหมดเลย ผลที่ได้จึงน้อยกว่าความเป็นจริง - ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องในการคิด จะต้องใช้หลักการ "การจัดหมู่แบบยอมให้เลือกชนิดของซ้ำกันได้" (Combination with repetitions allowed) ดังที่กำลังจะอธิบายครับ
การจัดหมู่แบบยอมให้เลือกชนิดของซ้ำกันได้ (combination with repetitions allowed)
มีสูตรว่า ถ้ามีของทั้งหมดให้เลือก n ชนิด แล้วเลือกของมา r ชิ้น จะมีวิธีการเลือกกี่แบบ โดยที่การสลับตำแหน่งไม่มีผล?
จะได้ว่าจัดได้ทั้งหมด = C n+r-1 , r = (n+r-1)! / (n+r-1-r)!(r!) = (n+r-1)! /(n-1)!(r!) ครับ (ที่มาของสูตรดูด้านล่างนะครับ)
- ทีม 3คน : จะได้ว่า = C 6+3-1,3 = 8x7x6 / 3x3x1 = 56 แบบ
- ทีม 2คน : จะได้ว่า = C 6+2-1,2 = 7x6 / 2x1 = 21 แบบ
- ทีม 1คน : จะได้ว่า = 6 แบบ
สรุปแล้ว เราจะสามารถจัด Paradigm Deck ให้ไม่ซ้ำกันเลยได้ถึง 56+21+6 = 83 แบบเลยทีเดียวครับ !!
ใครสนใจดูรายละเอียดของการจัด Paradigm Deck ทุกแบบ ไปดูได้ที่ http://finalfantasy.wikia.com/wiki/Paradigm
ที่มาของสูตร
ถ้ามีของทั้งหมด n ชนิด เราจะสามารถกั้นห้องให้แต่ละห้องแทนของแต่ละชนิดโดยใช้เส้นกั้น (|) n-1 เส้น และถ้าเลือกของ r ชนิด เราจะ mark ตำแหน่งว่า เราเลือกของชนิดไหนไปด้วยเครื่องหมาย *
สมมติให้มีของ 6 ชนิด โดยเราจะเลือกสิ่งของมา 3 อัน จะได้ว่า เราจะเลือกวางเครื่องหมาย * ลงไปในห้องได้หลายแบบมาก เช่น
*|*|*| | |
หรือ
*| |*| | |*
หรือ
**| | | | | *
หรืออีกมากมาย...
แต่ไม่ว่าจะวางยังไงก็ตาม ของทั้งหมดที่เราจะจัดได้ก็คือเส้นกั้นจำนวน n-1 เส้น และ * จำนวน r ดวง
ดั้งนั้นของทั้งหมดที่เราจะสลับมันเล่นได้คือ n+r-1 ชิ้นนั่นเอง แต่ที่นี้เราจะวาง * จำนวน r ดวงได้กี่แบบ ??
ก็คำนวณโดยคิดว่า ถ้าเรามีตำแหน่งอยู่ n+r-1 ตำแหน่ง เลือกมา r ตำแหน่ง (เพื่อวาง * ลงไป) จะได้กี่แบบ??ซึ่งคิดเหมือนการจัดหมู่ปกติได้เลย นั่นก็คือ จาก n+r-1 ตำแหน่ง เลือกมา r ตำแหน่ง
ซึ่งจะได้เท่ากับ C n+r-1 , r แบบนั่นเองTips
เราสามารถมองคำถามข้างบนนี้ให้เป็น
X1 + X2 + X3 + X4 + X5 + X6 = 3
มีคำตอบกี่แบบที่ทำให้สมการข้างบนนี้เป็นจริง โดยที่ ค่า X เป็นจำนวนเต็มที่ไม่ติดลบ??
คำตอบก็คือ C 6+3-1,3 = 56 แบบ เช่นกันครับ
ทั้งหมดนี้สอนให้รู้ว่า แนวคิดอะไรที่คิดว่าถูก อาจจะผิดก็ไม่ดูเงื่อนไขให้ดี และก็การเล่นเกมส์ก็ให้ความรู้กับเราได้อย่างคาดไม่ถึงนะครับผม 555


