สรุปวิชา Financial Management & Investment ตอนที่ 1
เป้าหมายของผู้ถือหุ้น
ผู้ถือหุ้นคือเจ้าของบริษัท ซึ่งผู้ถือหุ้นก็จะจ้างผู้บริหารมาบริหารงานให้ ซึ่งเป้าหมายที่ผู้บริหารต้องทำก็คือ ทำให้ผู้ถือหุ้นรวยที่สุด (stockholder wealth maximization) นั่นคือทำให้ราคาหุ้นสูงสุดในระยะยาวนั่นเอง แน่นอนว่าถ้าทำให้หุ้นสูงในระยะยาว ก็ต้องทำให้สังคมและพนักงาน happy ด้วยนั่นเอง (อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารอาจจะทำเพื่อผลประโยชน์ตนเอง โดยที่ไม่สนใจผู้ถือหุ้นก็ได้ หากไม่บริหารให้ดี)
แล้วอะไรทำให้หุ้นราคาสูงขึ้นได้ ? (ในระยะยาว)
การที่หุ้น หรือทรัพย์สินทางการเงินต่างๆ จะมีคุณค่าได้ มันต้องสร้าง Cash Flow (กระแสเงินสด) ออกมาให้ผู้ถือหุ้นได้ (ในอนาคตก็ได้) และแน่นอนว่า ถ้าผลตอบแทนทุกอย่างเท่ากันนักลงทุนจะเลือกสิ่งที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเสมอ
แต่สิ่งที่เป็นในโลกของความเป็นจริงก็คือ นักลงทุนต้องการผลตอบแทนในการแบกรับความเสี่ยง (High Risk, High Expected Return) ชื่อก็บอกว่า "คาดหวัง" ดังนั้นผลตอบแทนมันอาจจะไม่สูงอย่างที่คิด ไม่งั้นทุกคนคงซื้อหวยกันเป็นอาชีพ หรือกู้เงินมาเล่นหุ้นกันหมด...
สิ่งที่อาจจะส่งผลต่อกระแสเงินสด
1. จำนวนสินค้าและบริการที่ขายได้ (product design & marketing)
2. % กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (เพิ่มราคา หรือลด cost ผ่านการบริหารหลายๆ ด้าน เช่น branding, supply chain, human resource, operation management)
3. ความต้องการเงินทุนในการดำเนินงานต่างๆ (ซึ่งอาจต้องกู้จากสถาบันการเงินหรือเอามาจากนักลงทุน)
ซึ่งจะเห็นได้ว่าการจะทำให้กระแสเงินสดเพิ่มขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนงาน...
แต่สิ่งที่ Financial manager ต้องตัดสินใจ คือ จะลงทุนโครงการไหนดี? จะเอาเงินจากไหน? จะกู้ หรือ จะเอาจากผู้ถือหุ้น ด้วยสัดส่วนเท่าไหร่ ต้องเอากำไรที่ทำได้จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นหรือจะเอากลับมาลงทุนเพิ่มเท่าไหร่ดี?
Time value of Money
"เงิน 100 บาทที่ได้ตอนนี้ ย่อมมีค่ามากกว่าเงิน 100 บาทที่จะได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า..."
แล้วทำไมเงิน 100 บาทตอนนี้ถึงมีค่ามากกว่า 100 บาทใน 10 ปีข้างหน้าล่ะ!!?? เหตุผลก็คือ ถ้าคุณเอาเงิน 100 บาทไปฝากธนาคาร อย่างน้อยใน 10 ปีข้างหน้า ด้วยการคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอก เงินในบัญชีของคุณก็จะมีมูลค่ามากกว่า 100 แน่นอน (แต่จะมากขึ้นจนเป็นเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนการลุงทุนที่เราเลือก)
[ Tips : ไอน์สไตน์ กล่าวว่า “The most powerful force in the universe is compound interest” สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาลคือการคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอก ]
โดยมีสูตรการคำนวณคือ FVn = PV * (1+i)^n
โดยที่
FVn = Future Value (มูลค่าในอนาคต) ณ งวดที่ n,
PV = Present Value (มูลค่าปัจจุบัน),
n คือจำนวนงวดในการคิดผลตอบแทน
i= interest rate, opportunity cost rate, discount rate หรือ % ผลตอบแทน/งวด [จริงๆ คือ Opportunity Cost ของเงิน นั่นคือ ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ถ้าเราไม่ได้เอามาลงกับ Project ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ในกรณีนี้ ผมคิดว่า อย่างน้อยถ้าผมไม่ได้ทำอะไร ผมก็ต้องเอาเงินมาฝากธนาคารล่ะ] ,
ตัวอย่างเช่น ถ้าเงินฝากได้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เงิน 100 บาทที่ฝากไป 10 ปี จะมีค่า = 100 * (1+5%) ^ 10 = 162.89 บาท
หรือใช้พิมพ์ใน Excel ว่า = FV(5%,10,0,-100) ก็ได้ผลเหมือนกัน
ในทำนองเดียวกันเราก็สามารถหา PV จาก FV ได้โดยการย้ายข้างสมการนะครับ เป็น PV = FV / (1+i)^n หรือจะหาตัวอื่นๆ ก็ได้
Time line ( Cash Flow Diagram)
ปกติถ้ามี Cash Flow หลายๆ ช่วงเวลา เราจะเขียน Cash Flow ลงบน Timeline เพื่อให้สามารถเห็นภาพ และสามารถทำการคำนวณได้ง่ายขึ้น โดยอาจจะใช้วิธีเขียนลูกศรแทน Cash Flow ในช่วงเวลาต่างๆ โดยใช้ลูกศรลงแทนการจ่ายเงินออกไป และลูกศรขึ้นแทนการที่เราได้เงินเข้ามา
ปกติแล้ว ที่เวลา 0 คือเวลาปัจจุบัน, เวลา 1 คือ สิ้นงวดที่ 1, เวลา 2 คือสิ้นงวดที่ 2 ...เวลา n คือ สิ้นงวดที่ n

เราสามารถย้าย CF ไปๆ มาๆ ในแต่ละช่วงเวลาได้ โดยใช้สูตร FV หรือ PV ในการแปลงมูลค่านั่นเอง เช่น ถ้าจะเลื่อนไปอดีต 3 ช่วงเวลา ก็ต้องใช้สูตร PV ย้อนกลับไป โดย n = 3, ถ้าจะย้ายไปอนาคต 5 ช่วง ก็ต้องใช้ FV โดย n=5 เป็นต้น

(เราโยกย้าย CF ไปมาได้ตลอดตามที่ต้องการ)
Compounding Period
ที่ผ่านมา เรามีการคิดดอกเบี้ยแบบคิดปีละครั้ง แต่ถ้าดอกเบี้ยมีการคิดทุกครึ่งปี หรือทุก 3 เดือนล่ะล่ะ จะเป็นยังไง?? เราต้องเข้าใจศัพท์เหล่านี้ให้ชัดซะก่อนครับ
- Nominal Rate (Quoted Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ Bank ใช้ในการโฆษณา โดยปกติจะมีหน่วยเป็น % ต่อปี ซึ่งเรียกว่า Annual Percentage Rate (APR) เช่น 7% ต่อปี เป็นต้น
- Periodic Rate = อัตราดอกเบี้ยต่องวด โดย Periodic rate = Nominal rate/m (m คือ จำนวนครั้งที่ทำการคิดดอกเบี้ยใน 1 รอบ nominal rate ) ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราใช้ใส่ในสูตรของ Excel นั่นเอง
- Effective Annual Rate (EAR) = อัตราดอกเบี้ยที่ถูกคิดจริงๆ ใน 1 ปี โดย EAR = (1+Nominal Rate/m)^m -1
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะกู้เงินจาก Bank ที่บอกว่าดอกเบี้ย 10% ต่อปี (แต่จริงๆ Bank คิดดอกเบี้ยเราทุกวัน) ดังนั้นดอกเบี้ยที่แท้จริง (EAR) จะเท่ากับ
EAR = (1+10%/365)^365 - 1 = 10.52%/ปี นั่นเอง
ศัพท์เพิ่มเติม
NPV = Net Present Value = หา Present Value ของ Cash Flow ทุกอัน แล้วหักลบกันเป็นผลสุทธิ ถ้าเป็นบวกแสดงว่า คุ้มกับการลงทุน
IRR = Internal Rate pf Return = การแก้สมการหา interest rate ที่ทำ NPV เป็นศูนย์ แล้วค่อยนำไปเปรียบเทียบกับการลงทุนอื่นๆ ( IRR ยิ่งเยอะยิ่งดี)
เราสามารถประยุกต์ใช้การคำนวณหา IRR ในการเปรียบเทียบประกันชีวิตของที่ต่างๆ ได้ว่าที่ไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่ผมไม่ขอบอกละกัน ไปลองทำกันเองได้นะครับ ใช้ Excel ง่ายนิดเดียว โดยใช้สูตร = IRR(CF0,CF1,CF2,...CFn)
Annuity =การมี Cash Flow จำนวนเท่าๆ กัน ในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งจะเรียกมูลค่า Cash Flow ในแต่ละช่วงเวลา นั้นว่า Payment (PMT)
สมการหาค่าต่างๆ เมื่อมี Annuity ด้วย
![]()
ปกติแล้วเราจะใช้ความรู้ของ Annuity ในการหา Payment ในแต่ละงวด เช่น ใช้ในการคิดหางวดผ่อนเงินกู้ เช่น ถ้ากู้เงิน 1,000,000 บาท ที่ดอกเบี้ย 10% ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี จะต้องผ่อนเดือนละเท่าไหร่ ?? จะเห็นว่า ถ้าแก้สมการข้างบนเองอาจจะยากไปหน่อย วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้ Excel คิดครับ
=PMT(rate,period,pv,[fv],[type]) =PMT(10%/12,5*12,-1000000) = ฿21,247.04
[ที่เอา 10%/12 เพราะจะหาดอกเบี้ยต่อเดือน , 5*12 เพราะ ผ่อน 5 ปี คือ 5x12 เดือน, ส่วน PV ต้องใส่เครื่องหมายติดลบ เพื่อให้ PMT ออกมาเป็นบวก]
Perpetuity = Infinite Annuity มันคือ Annuity แบบมีไปตลอดกาล โดย PV(Perpetuity) = Payment / Interest rate = PMT/i
Risk & Return ของการลงทุนใน Asset
- Expected Return คือ ผลตอบแทนที่คาดหวัง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหลักการของความน่าจะเป็นด้วย
Expected rate of return E(r) = P1r1 x P2r2 x...Pnrn หรือ
= ความน่าจะเป็นที่ return1 จะเกิด x return1 + ความน่าจะเป็นที่ return2 จะเกิด x return2 +... ความน่าจะเป็นที่ return n จะเกิด x return n - Risk หรือความเสี่ยง ก็คือความไม่แน่นอนว่าจะได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง มักใช้แทนด้วย Standard Deviation ของผลตอบแทน
Portfolio คือการรวมเอา Asset หลายๆ ตัวมารวมกัน โดยที่
- Expected Return ของ Portfolio คือ Return รวมโดยคิดค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของ Asset แต่ละตัว = E(r)p = w1*r1 + w2*r2 +... wn*rn
- Standard Deviation ของ Portfolio จะไม่เท่ากัยการเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก เพราะการผสม Asset หลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน สามารถทำให้เกิดการหักล้างกันของความผันผวนของ Return ได้ด้วย นั่นคือขึ้นอยู่กับ Correlation ของ Asset แต่ละตัว ถ้า Correlation มีค่าน้อย (วิ่งไปคนละทางในเวลาเดียวกัน) มันก็จะหักล้างกันจนความผันผวนน้อยลง
โดยที่ตามหลักการแล้ว ยิ่งผสม Asset หลายๆตัวเข้าด้วยกัน มันก็จะมีโอกาสที่จะ correlate กันน้อย ทำให้สามารถลดความเสี่ยงของ Portfolio ลงได้ อย่างไรก็ตาม เราไม่มีทางที่จะกำจัดความเสี่ยงได้หมด 100% (เนื่องจาก Asset หลายๆตัวจะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโดยรวมอยู่ดี)
- ความเสี่ยงที่เรากำจัดออกไปได้โดยใช้การผสม Asset เข้าด้วยกัน ( Diversification) เรียกว่า Diversifiable Risk หรือ Unsystematic Risk (เป็นความเสี่ยงของแต่ละ asset ซึ่งอาจเจอเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน)
- ความเสี่ยงที่เราไม่สามารถกำจัดโดย Diversification ได้ เรียกว่า Market Risk หรือ Systematic Risk (ความเสี่ยงที่ทุกคนโดนเหมือนกัน)
คำว่า "นักลงทุนต้องการผลตอบแทนในการแบกรับความเสี่ยง" ความเสี่ยงที่ว่าก็คือ Systematic Risk ที่ไม่สามารถกำจัดได้นั่นเอง
ดังนั้นความเสี่ยงของการถือ Asset ตัวหนึ่งๆ ก็คือ ความเสี่ยงของ Asset ตัวนั้นที่ส่งผลต่อ Portfolio ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดี (ซึ่งก็คือ Port ของ Asset ทั้งตลาด) ซึ่งจะวัดด้วยค่าที่เรียกว่า Beta โดย
Beta ของ asset i =(SD i / SD market)*Correlation i กับ market
ยิ่ง Beta เยอะ แสดงว่า Asset นั้นจะวิ่งไปตามตลาดโดยรวม (Cyclical Industry) ถ้า Beta น้อยแสดงว่า จะวิ่งตามตลาดน้อย (Defensive Industry)
โดยที่เราสามารถหา Return ที่น่าจะเป็นของ Asset ได้จากทฤษฎีที่เรียกว่...
CAPM (Capital Asset Pricing Model)

โดย ![]()
E(Ri) = ผลตอบแทนของ Asset i
Rf = Risk Free Rate (ผลตอบแทนของการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง เช่น พันธบัตรรัฐบาล)
Bi = Beta ของ Asset i
E(Rm) = ผลตอบแทนของตลาดโดยรวม
E(Rm)-Rf = Market Risk Premium = ผลตอบแทนเพิ่มเติมที่นักลงทุนคาดหวังในการถือความเสี่ยงของตลาดโดยรวม
สูตรนี้หมายความว่า นักลงทุนจะยอมแบกรับความเสี่ยงโดยแลกกับผลตอบแทนคาดหวัง ยิ่งแบกรับความเสี่ยงเยอะ ก็ต้องหวังผลตอบแทนเยอะ
แต่ในเมื่อสามารถลงทุนโดยไม่มีความเสี่ยงได้ผลตอบแทนที่ Risk Free rate ดังนั้น การถือ Port ตลาดเอาไว้ (ที่ความเสี่ยง Beta=1) ก็จะต้องได้รับผลตอบแทนมากกว่า Risk Free rate เท่ากับ Market Risk Premium/1 ...
ดังนั้นถ้าจะลงทุนที่ Asset ที่มีความเสี่ยง Beta ก็จะต้องการผลตอบแทนมากกว่า Risk-Free rate = Market Risk Premium x2
นั่นคือ มีผลตอบแทน = Rf + Beta*Market Risk Premium นั่นเอง
เช่น ถ้า พันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทน 6%/ปี แล้วตลาดโดยรวมให้ผลตอบแทน 11%/ปี
หุ้น A มี Beta =2 (เสี่ยงมากกว่าตลาด) จะมีผลตอบแทนคาดหวังที่ = 6% + 2* (11%-6%) = 16% / ปี นั่นเอง
ขอจบตอนแรกเท่านี้ก่อนนะครับ แค่นี้ก็ดูเหมือนจะหนักเกินไปแล้วล่ะ
มาบันทึกรายรับรายจ่ายด้วย Voice Recorder ในมือถือของคุณกันเถอะ
ป้ายกำกับ : accounting, bb, blackberry, expense, finance, idea, mobile, record, smart phone, voice, wealth
เป็นสิ่งที่รู้กันอยู่ว่า ถ้าอยากจะควบคุมรายจ่ายให้ได้ดียิ่งขึ้น (อยากรวยขึ้น) สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ "การจดบันทึกรายรับรายจ่าย"
แต่หลังจากความพยายามหลากหลายรูปแบบในอดีตของผมนั้นพบว่า การจดบันทึกรายรับรายจ่ายให้คงเส้นคงวานั้นเป็นสิ่งที่ยากมากๆ เพราะผมเคยทำได้อย่างมากก็อาทิตย์เดียว หลังจากนั้นก็ลืมไปบ้าง จนทำให้เลิกจดไปในที่สุด (เพราะรู้สึกว่ามันพลาดไปแล้ว)

แต่ไม่นานมานี้ ผมได้ค้นพบวิธีใหม่ที่ work มากสำหรับตัวผมเอง นั่นก็คือ "การบันทึกรายรับรายจ่ายด้วยเสียง" ลงในมือถือของเราเอง เพราะมันทั้งง่าย เร็ว และก็เจ๋งมากๆ (ในกรณีของผม ผมใช้ BlackBerry ครับ แต่มือถืออื่นก็ทำได้เหมือนกันแหละ)
วิธีบันทึกที่ผมทำคือ
- ผมจะย้าย Icon โปรแกรมVoice Recorder
มาไว้ที่หน้า Home ของมือถือเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าโปรแกรมที่สุด - จะบันทึกรายรับรายจ่ายหลังจากได้รับหรือจ่ายเงินทันทีเลย (จะได้ไม่ลืม)
- พอดีมือถือของผมเองนั้น โปรแกรม Voice Recorder มันจะขึ้นวันเวลาที่อัดเสียงให้เองด้วย ทำให้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เลย
- จากนั้นถ้าเรามีเวลาก็ค่อยมาเปิดเสียงที่บันทึกไว้ แล้วนำมาพิมพ์บันทึกลงสมุดหรือใน Excel ต่อไปอีกที (อันนี้จะทำตอนไหนก็ได้ เพราะเราบันทึกลงมือถือไปแล้ว)
วิธีนี้ได้ผลมากๆ สำหรับผม ผมเลยอยากจะแชร์วิธีนี้ให้คนที่สนใจบันทึกรายรับรายจ่ายได้ลองใช้ดู เผื่อจะใช้ได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ ที่เคยลองมาครับ ^^ ใครมีวิธีอื่นๆ หรือมีไอเดียดีๆ ก็แชร์กันได้ตลอดนะครับ
Review หนังสือ : คู่มือบริหารเงิน
ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือครับ เลยชอบแวะเข้าร้านหนังสือเป็นประจำ วันนี้ก็เลยสอยหนังสือมาหลายเล่มเลย
หนึ่งในนั้นคือเรื่อง "คู่มือบริหารเงิน บริหารเงินอย่างไร ให้รวยอย่างยั่งยืน" โดย ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์ ซึ่งเป็นหนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องหลักการบริหารเงิน (แหงล่ะ) แต่สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีความโดดเด่น (นอกจากเอิร์นผู้น่ารักในหน้าปกแล้ว) ก็คือ หนังสือ เล่มนี้มีการเขียนการ์ตูนประกอบเป็นระยะๆ ทำให้อ่านแล้วไม่เบื่อครับ ผมอ่านรวดเดียวจบได้ในเวลาอันสั้น และได้แง่คิดดีๆ หลายเรื่องเลย ราคาก็ไม่แพง แค่ 145 บาทเท่านั้นเองครับ
เนื้อหาหลักๆ จะถูกนำเสนอผ่านตัวละครสาวที่ชื่อว่า "เอิร์น" ผู้ที่อยากจะเรียนรู้วิธีการบริหารเงิน โดยมีโค้ชส่วนตัวคือ ชายหนุ่มนามว่า "อันดา" ครับ
โดยเนื้อหาจะถูกแบ่งออกเป็น 5 หมวด ดังนี้ครับ (ข้างหลังคือตัวอย่างเรื่องย่อยๆ ในหมวดนั้น ทั้งเล่มจริงๆ มีทั้งหมด 47 หัวข้อครับ)
- เตรียมใจ - จะมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้นได้อย่างไร?, ถ้าไม่อยากลำบากตอนบั้นปลายชีวิต
- หา - คุณเหมาะกับรายได้แบบไหน?, ถ้าอยากจนไปตลอดก็ให้ตั้งเป้าไปที่เงิน เงิน และเงิน
- ออม - การออมเป็นเรื่องของการวางแผน, โค้ช สำหรับผู้ที่อยากออมแต่ไร้วินัย
- จ่าย - การจ่ายเป็นเรื่องของสติ, นี่คือรายจ่ายหรือการลงทุนกันแน่
- ลงทุน - หลักการทั่วไปของการลงทุน, อิสระภาพทางการเงินอยู่ที่ไหน
ใครสนใจเป็นเจ้าของก็เชิญที่นี่ได้ครับ http://www.se-ed.com/eShop/Products/Detail.aspx?No=9789742359874
ใครสนใจเว็บของผู้จัดทำ หรืออยากลองดูผลงานอื่นๆ ก็เชิญที่นี่ครับ http://www.earnconcept.com/




