หนังสือดีๆ ที่อยากแนะนำ Introducing Economics : A Graphic Guide

เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปเดิน Kinokuniya นานกว่าปกติ (เนื่องจากภรรยาผมไปทำ treatment หน้าอยู่) ตอนแรกว่าจะหาหนังสือเกี่ยวกับ Banking เพื่อเพิ่มความรู้ด้านการธนาคารให้มากขึ้น เพราะผมไม่ได้เรียนด้านนี้มาเลย เดินไปเดินมา ก็ไม่เจอเล่มที่ถูกใจซะที… จนในที่สุดไปสะดุดตากับหนังสือเล่มเล็กๆ อันนึงคือ หนังสือในซีรีส์ Graphic Guide ของ Introducing Book ที่มีชื่อว่า Introducing Economics : A Graphic Guide Introducing Economics : A Graphic Guide จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ มีการเล่าเนื้อหาความเป็นมาของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในรูปแบบของการมีภาพประกอบเป็นภาพกราฟิกการ์ตูน ซึ่งทำให้เราอ่านแนวความคิดที่ซับซ้อนได้โดยง่าย เห็นภาพรวม และอ่านจบอย่างรวดเร็ว!! (ผมอ่านแปปเดียวก็จบแล้ว)…

สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค2

เงินและอัตราดอกเบี้ย Money and Interest rate ถ้าหากเรามองเรื่องของสินค้าบริการ Demand และ Supplyของสินค้าและบริการ จะเป็นตัวที่กำหนดราคาของสินค้าบริการนั้นๆ แต่ถ้าเรามองในเรื่องของเงินแล้ว Demand และ Supplyของเงิน จะเป็นตัวที่กำหนด “ราคาของเงิน” ซึ่งก็คือ อัตราดอกเบี้ย นั่นเอง Demand ของเงินในที่นี้ก็คือความต้องการที่จะรักษาความมั่งคั่งของคุณไว้ในรูปของตัวเงิน แทนที่จะอยู่ในรูปของสินค้า บริการ หรือเอาไปซื้อหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อ Demand ของเงินมีดังนี้ รายได้ในรูปของเงิน = ยิ่งมีรายได้มาก ก็จะมีรายจ่ายมาก ทำให้ต้องการเงินมากขึ้น ความถี่ในการได้รับเงิน = ยิ่งได้ถี่น้อย (นานๆได้ที) คนก็ต้องถือเงินมากขึ้น…

สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค1

**ในบทความนี้มีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติม เพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยผมจะใส่เป็นตัวหนังสือสีแดงนะครับ** เศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นการมองภาวะเศรษฐกิจในลักษณะของภาพใหญ่ คือมองทั้งประเทศ ซึ่งคนที่มีหน้าที่หลักในการดูแลเรื่องนี้ก็คือรัฐบาล รัฐบาลจะออกนโยบายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคโดยมีเป้าหมาย 2 อย่าง คือ ให้ตัวแปรหลักๆ ทางเศรษฐศาสตร์มหภาคอยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มั่นคง ไม่ผันผวน ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีอยู่หลายตัว แต่สามารถนำมาจัดลงใน 4 หัวข้อดังนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) => ต้องการสูง และยั่งยืน ภาวะการว่างงาน (Unemployment) => ต้องการให้น้อย ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) => ต้องการให้น้อยและเสถียร เพราะจะช่วยให้ภาคธุรกิจตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) => พยายามให้ไม่ขาดดุล เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้…

สรุปไอเดียเจ๋งๆ จากหนังสือ The Armchair Economist (part 1)

ผมได้ซื้อหนังสือชื่อว่า The Armchair Economist มาจาก Amazon ครับ และได้พบว่ามีไอเดียที่น่าสนใจมากมาย เลยเอามาแบ่งปันกัน ( ผมยังอ่านไม่จบนะครับ แต่จะเอามาเติมเรื่อยๆ เมื่ออ่านผ่านไปแต่ละบทนะครับ) Part I What life is all about ตอนที่ 1 : พลังของสิ่งจูงใจ เกือบทุกอย่างของวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถสรุปได้ออกมาว่า “คนเราตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ” ดังนั้นสิ่งจูงใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ การที่มีกฎหมายบังคับให้ใช้เข็มขัดนิรภัย ทำให้ความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลง => แต่มันก็ส่งผลให้คนเราขับรถประมาทยิ่งขึ้นเพราะคิดว่าตนเองปลอดภัย => สรุปแล้ว จากการสำรวจพบว่า จำนวนคนที่ตายจากอุติเหตุก็ไม่ได้ลดลงเพราะกฎหมายนี้เลย ( แต่คนเดินถนนอาจจะตายมากขึ้น เพราะคนเดินถนนไม่ได้มีอุปกรณ์ช่วยเซฟเลย) ถ้ายังสงสัยถึงเหตุผลดังกล่าวก็ให้ลองคิดกลับกันว่า ถ้าการขับรถมันอันตรายมากๆ…

Marginal Utility อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม

“เมื่อคนเรามีรายได้จำกัด เราก็จำเป็นต้องเลือกว่าเราจะซื้ออะไร…” เป็นคำพูดซึ่งเป็นจริงเหลือเกิน จากนี้ไปผมขอสมมติว่าคนเราทำการเลือกอย่างมีเหตุผลนะครับ นั่นคือคนเราได้พิจารณาแล้วว่าสิ่งที่เราเลือกก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเราภายใต้งบประมาณที่จำกัด ยิ่งกับสินค้าราคาแพงขึ้นคนเราก็จะเลือกอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น ทฤษฎี Marginal Utility (อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม) คนเราซื้อสินค้าเพราะว่ามันทำให้เราเกิดความพึงพอใจ นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า Utility แต่มันมีด้วยกัน 2 ประเภทซึ่งเราจะต้องแยกให้ออก นั่นก็คือ Total Utility (TU) =ความพึงพอใจรวมที่ได้รับจากสินค้าหรือบริการทุกหน่วยรวมกัน Marginal Utility (MU) =ความพึงพอใจที่ได้รับเพิ่มจากการใช้สินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย เรื่องของเรื่องก็คือว่า ไอ้ Marginal Utility มันจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเราใช้สินค้าและบริการเพิ่มขึ้น เราเรียกว่าเกิดปรากฏการณ์ Diminishing Marginal Utility ยกตัวอย่างเช่น ความพึงพอใจที่ได้จากการกินก๊วยเตี๋ยวชามแรก กับชามที่ 5 คงไม่เท่ากันแน่นอน…

Price Elasiticity of Demand ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา

เคยสงสัยบ้างมั๊ยว่า ถ้าเราขึ้นราคาสินค้าแล้ว ปริมาณความต้องการสินค้าของเราจะลดลงเท่าไหร่? แล้วถ้าลดราคาล่ะ จะมีคนอยากได้สินค้าเรามากขึ้นแค่ไหน? นั่นคือเราต้องการรู้ว่า “ผู้บริโภคจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคายังไง?” การตอบสนองที่ว่านี้ถูกวัดโดยสิ่งที่เรียกว่า Elasticity ครับ Elasticity ก็คือ การตอบสนองของตัวแปรนึง (เช่น demand) เมื่ออีกตัวแปรอีกตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป (เช่น ราคา) ยิ่งมีความ Elastic มาก ก็จะยิ่งตอบสนองมาก จริงๆแล้ว Elasticity มีหลายแบบครับ แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของ Price Elasticity of Demand (ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา) กันครับ Price Elasticity of Demand จะเห็นว่ากราฟบนนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราคาจาก P1 เป็น P2…

Demand and Supply อุปสงค์และอุปทาน

เวลาบริษัททำธุรกิจแล้วต้องการจะเพิ่มกำไร บริษัทควรจะขึ้นราคาหรือลดราคา ควรผลิตให้มากขึ้นหรือน้อยลง คำตอบของคำถามเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับตลาดที่บริษัทนั้นๆดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น เมื่อสินค้ามีความขาดแคลน ( Demand > Supply ) ราคาของสินค้าก็จะสูงขึ้น ซึ่งจะดึงดูดให้ผู้ผลิตทำการผลิตมากขึ้น และผู้บริโภคก็จะอยากซื้อของน้อยลง จนในที่สุดภาวะขาดแคลนก็จะหายไป เมื่อสินค้านั้นล้นตลาด (Supply > Demand) ราคาของสินค้าก็จะลดลง ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตทำการผลิตน้อยลง ส่วนผู้บริโภคก็จะอยากซื้อของมากขึ้น จนในที่สุดภาวะล้นตลาดก็จะหายไป ซึ่งราคาสุดท้ายที่ทำให้เกิดสมดุลระหว่าง Demand และ Supply เราก็จะเรียกว่า Equilibrium Price นั่นเอง เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Demand ให้ลึกซึ้งมากขึ้นกันครับ Demand (อุปสงค์) กฎที่สำคัญก็คือ “เมื่อราคาของสินค้าสูงขึ้น ปริมาณความต้องการสินค้า (และสามารถจ่ายได้จริง) ก็จะลดลง”…

Page 1 of 212