Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

3Oct/105

สรุปทฤษฎีความน่าจะเป็น Probability Theory

หัวข้อ         : Math, Statistics
ป้ายกำกับ   : , , , , , , , , , ,

หลังจากที่ผมเคย Post บทความเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความน่าจะเป็นไปหลายเรื่องพอสมควร โดยเฉพาะวิชาสถิติ ผมพบว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปูพื้นฐานเรื่องความน่าจะเป็นให้มากขึ้น ดังนั้น วันนี้ผมจะขอพูดเรื่องความน่าจะเป็นล้วนๆ เลยครับ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ในนี้ ผมสรุปมาจากหนังสือ Statistics in a Nutshell: A Desktop Quick Reference In a Nutshell ของค่าย O'Reilly ครับ

นิยามของคำที่เกี่ยวข้อง

  • Trial = การทดลอง หรือ การสังเกตการณ์ ซึ่งมักจะเป็นเหตุการณ์ที่เราไม่รู้แน่ชัดถึงผลลัพธ์  เช่น Trial คือการโยนเหรียญ การทอยลูกเต๋า การการดึงไพ่ เป็นต้น ซึ่งความน่าจะเป็นนั้นจะให้ความสนใจถึงผลลัพธ์ของ Trial นั้นๆ
  • Sample Space (S) = ผลลัพธ์ทั้งหมดที่เป็นไปได้ของ Trail เช่น ถ้า Trial เป็นการโยนเหรียญ 1 ครั้ง S ={h,t} นั่นคือหน้าของเหรียญที่เป็นไปได้ 2 แบบ h=หัว, t= ก้อย  หรือถ้า Trail เป็นการโยนเหรียญ 2 ครั้ง S = {(h, h), (h, t), (t, h), (t, t)} ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 แบบ
  • Events (E) = เหตุการณ์ใน Sample Space ที่เราสนใจ เช่น เหตุการณ์ที่เหรียญออกหัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ในการโยนเหรียญ 2 ครั้ง คือ E={(h, h), (h, t), (t, h)} ซึ่งเป็นไปได้ 3 แบบ
  • Union = การรวมเหตุการณ์หลายๆ อันเข้าด้วยกัน เช่น E U F คือ เหตุการณ์ E หรือ F หรือ ทั้ง 2 อย่างเกิดขึ้น
  • Intersection = เหตุการณ์ที่ซ้ำกัน E ∩ F คือ เหตุการณ์ที่ต้องเกิดทั้งเหตการณ์ E และ F
  • Complement = ~E  คือ เหตการณ์ที่ไม่ใช่เหตการณ์ E
  • Mutually Exclusive หมายถึง เหตุการณ์ ทั้งสองไม่มีทางเกิดพร้อมกัน
  • Independence คือ ผลลัพธ์ของเหตุการณ์หนึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับอีกเหตุการณ์หนึ่ง (ไม่สามารถทำนายผลลัพธ์ของเหตุการณ์หนึ่งจากอีกอันหนึ่งได้)
  • Counting Theory กฎการนับ การที่จะคำนวณความน่าจะเป็นได้ เราจะต้องนับ Event และ Sample Space ให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งมีวิธีช่วยในการนับดังนี้ครับ
    • กฏพื้นฐาน คือ ถ้าทำงานอย่างหนึ่งให้เสร็จ ประกอบด้วย k ขั้นตอน
      ขั้นตอนที่ 1 มีวิธีเลือก n1 วิธี
      ขั้นตอนที่ 2 มีวิธีเลือก n2 วิธี
      . . .
      ขั้นตอนที่ k มีวิธีเลือก nk วิธี
      จะได้ว่า จำนวนวิธีทั้งหมดที่เลือกทำงานนี้ เท่ากับ n1 x n2 x n3 . . .x nk วิธี

      เช่น ถ้ามีเสื้อ 4 แบบ กางเกง 2 แบบ จะแต่งตัวได้กี่แบบ = ใส่เสื้อ ได้ 4 แบบ x ใส่กางเกงได้ 2 แบบ = 8 วิธี

    • Permutation คือ วิธีทั้งหมดในการจัดเรียงสมาชิกในเซ็ต โดยที่ลำดับมีความสำคัญ เช่น ในเซ็ตมี (a, b, c) เราสามารถจับมาเรียงได้ทั้งหมดโดยไม่ซ้ำกันได้ดังนี้ (a, b, c), (a, c, b), (b, a, c), (b, c, a), (c, a, b), (c, b, a) = 6 แบบซึ่งเราจะใช้ Factorial ในการคำนวนโดยที่ n! อ่านว่า "n แฟคตอเรียล" หมายถึง เอาตัวมันเองคูณด้วยตัวมันเองลบ 1 ไปเรื่อยๆ จนถึง 1   เช่น 3! = 3 x 2 x 1 = 6 แบบ เป็นต้นการที่มีของอยู่ n สิ่ง แต่เลือกมาจักเรียงแค่ k สิ่ง เราจะได้ว่า มี Permutation ทั้งหมด = nPk = n! / (n-k)! แบบเช่น มีของกิน 5 อย่าง เลือกกิน 2 อย่าง จะเลือกได้กี่แบบ โดยที่ลำดับมีความสำคัญ
      จะได้ว่า 5P2 = 5!/(5-2)! = 5!/3! = 5x4 = 20 แบบ

      ถ้ามองด้วยกฎการนับ ตอนแรกมีของ 5 อย่างให้เลือก คือ 5วิธี เมื่อเลือกไปแล้ว 1 อย่าง ทำให้เหลือให้เลือกในขั้นตอนต่อไปเพียง 4 วิธี ทำให้เป็น 5 x 4 = 20 แบบ นั่นเอง

    • Combination นั้นจะเหมือนกับ Permutation แต่ว่าการเรียงลำดับไม่มีความหมาย ดังนั้น จำนวนวิธีในการจัดเรียงจึงต้องน้อยกว่า Permutation แน่นอน ทำให้ต้องหาร Permutation ทั้งด้วย k! จึงได้ว่า  nCk = nPk / k! = n! / (n-k)!k!  นั่นเองเช่น ถ้าในตัวอย่างที่แล้วลำดับไม่สำคัญ เราจะได้ว่า 5C2 = 5!/(5-2)!2! = 10 แบบ
  • Probability คือ ความน่าจะเป็นที่สิ่งที่เราสนใจจะเกิดขึ้น คำนวนได้จาก

    ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E ซึ่งเขียนได้ว่า  P(E) = จำนวน Event E / จำนวน Sample Space = E/S
    มีค่าตั้งแต่ 0 (ไม่มีทางเกิดขึ้น) ถึง 1 (เกิดขึ้นแน่นอน) หรือจะเป็น 0% - 100% ก็ได้ (เพราะ % คือหาร 100)

    • P(E) = 0.4 แปลว่า ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E คือ 40%
    • P(E) + P(~E) = P(S) = 1 เสมอ
  • Conditional Probability บ่อยครั้งที่เราต้องการจะรู้ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์หนึ่ง เมื่ออีกเหตุการณ์หนึ่งได้เกิดขึ้น เราจะเขียนว่า P(E|F) อ่านว่า "Probability of E given F" คือ ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E เมื่อเหตุการณ์ F ได้เกิดขึ้นแล้วแต่ว่า ถ้าหาก E และ F มีความไม่ขึ้นต่อกัน ( independent ) เราจะได้ว่า P(E|F) = P(E) ซึ่งตีความได้ว่า ไม่ว่า F จะเกิดขึ้น ความน่าจะเป็นของ P(E) ก็ยังเหมือนเดิมนั่นเอง

การคำนวน Union ของ 2 เหตุการณ์

  • กรณี Mutually Exclusive : P (E U F) = P(E) + P(F)
  • กรณี Not Mutually Exclusive : P (E U F) = P(E) + P(F) - P(E ∩ F)
    เพราะ E และ F มีส่วนซ้ำกัน ทำให้เรานับเบิ้ล น้องเอาส่วนที่ซ้ำกันออกไป 1 ที นั่นเอง
    ซึ่งจะเห็นว่า ถ้าเป็น Mutually Exclusive แล้ว   P(E ∩ F) จะเท่ากับ 0 ทำให้ได้สูตรข้างบนนั่นเอง

การคำนวน Intersection ของ 2 เหตุการณ์

  • กรณี Independent : P(E ∩ F) = P(E) × P(F)
    • เช่น หาความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญ 2 ครั้งแล้วออกหัวทั้ง 2 ครั้ง จะได้ว่า
      P(E) = ความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญครั้งแรกแล้วออกหัว = 0.5
      P(F) = ความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญครั้งสองแล้วออกหัว = 0.5
      P(E ∩ F) = ความจ่าจะเป็นที่ครั้งแรกและครั้งที่สองออกหัว = P(E) × P(F) = 0.5 x 0.5 = 0.25
  • กรณี Nonindependent : P(E ∩ F) = P(E) × P(F|E) หรือ = P(F ∩ E) = P(F) × P(E|F) เพราะสลับที่กันได้
    • เช่น หาความน่าจะเป็นที่จะจั่วไพ่ได้สีดำ 2 ครั้งติดกัน ถ้าไม่ได้ใส่ไพ่คืน (การจั่วครั้งแรกมีผลต่อครั้งที่สองแน่นอน) จะได้ว่า
      P(E) = ความน่าจะเป็นของการจั่วไพ่ครั้งแรกได้สีดำ = 26/52 =0.5 (มีไพ่ดำ 26 ใบ จากไพ่ 52 ใบ)
      P(F|E) = ความน่าจะเป็นของการจั่วไพ่ครั้งสองได้สีดำ หลังจากจั่วไพ่ครั้งแรกได้สีดำ = 25/51 =0.49 (เหลือไพ่ดำ 25 ใบ จากไพ่ 51 ใบ เพราะดึงไพ่ดำไปแล้วใบนึง)
      P(E ∩ F) = ความน่าจะเป็นที่จะจั่วไพ่ได้สีดำ 2 ครั้งติดกัน = P(E) × P(F) = 0.5 x 0.49 = 0.245

Bayes's Theorem

เป็นทฤษฎีที่ใช้คำนวณหา Conditional Probability โดยที่

P(A | B) = P (A ∩ B) / P(B)

ซึ่ง P (A ∩ B) =  P(A) * P(B|A)
และ P(B) = P(A∩B) +P(~A∩B) = P(A)*P(B|A) + P(~A)*P(B|~A)

ลองพิจารณาจาก Venn Diagrams จะเข้าใจง่ายมาก ว่าทำไม P(A | B) = P (A ∩ B) / P(B)

ซึ่งจะทำให้รู้ได้อีกว่า P (A ∩ B) = P(A | B) * P(B) และเมื่อ P (A ∩ B) = P (B ∩ A)
ทำให้ได้ว่า P(A | B) * P(B) = P(B | A) * P(A) ไปด้วยนั่นเองครับ

นั่นคือ P(A | B) = P(B | A) * P(A) / P(B)

ตัวอย่างเรื่องความน่าจะเป็น

ในตัวอย่างหลายๆ อันในนี้จะมีการพูดถึงไพ่ โดยไพ่มาตรฐานจะมีลักษณะดังนี้ (คนที่เป็นเซียนไพ่คงรู้อยู่แล้ว )

  • ไพ่ 1 สำรับมี 52 ใบ
  • ประกอบด้วย 4 ชุด คือ ข้าวหลามตัด (diamonds), โพธิ์แดง (hearts), ดอกจิก (clubs) ,โพธิ์ดำ (spades) โดยที่ 2 ชุดแรกสีแดง, 2 ชุดหลังสีดำ
  • แต่ละชุดมีไพ่ 13 ใบ คือ เลข 2-10, และอีก 3 หน้า แจค (jack), แหม่ม (queen), คิง (king)

การคำนวนเรื่องความน่าจะเป็นมีขั้นตอนดังนี้

  1. กำหนด trail/experiment
  2. นิยาม sample space
  3. นิยาม event
  4. หาความน่าจะเป็น

คำถาม 1 :

ถ้าจั่วไพ่ออกมา 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ จงหาโอกาสที่จะได้ไพ่ที่เป็นหน้า J Q K และมีสีดำ?

  1. trial = การจั่วไพ่ 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
  2. sample space = ไพ่ 52 ใบ ที่มีความน่าจะเป็นที่จะได้แต่ละใบเท่าๆ กัน
  3. event = ไพ่ J, Q, K ที่มีสีดำ (ดอกจิก ไม่ก็โพธิ์ดำ) จึงมีที่ตรงตามต้องการแค่ 6 ใบ
  4. probability = 6/52 = 0.115

หรือจะคำนวนอีกวิธีได้ว่า

เนื่องจากทั้งสองอัน independent กัน P(JQK ∩ ดำ) = P(JQK) x P(ดำ) = 12/52  x 26/52  = 0.115

คำถาม 2 :

ถ้าจั่วไพ่ออกมา 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ จงหาโอกาสที่จะได้ไพ่ที่เป็นหน้า J Q K หรือไพ่สีดำ?

  1. trial = การจั่วไพ่ 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
  2. sample space = ไพ่ 52 ใบ ที่มีความน่าจะเป็นที่จะได้แต่ละใบเท่าๆ กัน
  3. event = ไพ่ J, Q, K 12 ใบ หรือ ไพ่ที่มีสีดำ 26 ใบ ก็ตรงตามต้องการ เนื่องจากทั้ง 2 การไม่ใช่ Mutually Exclusive ทำให้มีไพ่ 6 ใบที่ตรงกับทั้งคู่ คือ JQK ที่มีสีดำ ทำให้ต้องหักออก ทำให้เหลือไพ่ที่ตรงความต้องการ = 12+26-6 = 32 ใบ
  4. probability = 32/52 = 0.615

หรือจะคำนวนอีกวิธีได้ว่า

กัน P(JQK U | ดำ) = P(JQK) + P(ดำ) - P(JQK ∩ ดำ) = 12/52  +   26/52  -  6/52  = 0.615

คำถาม 3 :

ถ้าจั่วไพ่ออกมา 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ แล้วเป็นสีดำ จงหาโอกาสที่มันจะเป็นไพ่ดอกจิก

  1. trial = การจั่วไพ่ 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
  2. sample space = ไพ่สีดำ 26 ใบ
  3. event = ได้ไพ่ดอกจิก
  4. probability = 13/26 = 0.5

หรือจะคำนวนอีกวิธีได้ว่า

P(ดอกจิก | ไพ่ดำ) = P(ดอกจิก และ ไพ่ดำ) / P(ไพ่ดำ) = P(ดอกจิก) / P(ไพ่ดำ) = 0.25 / 0.5 = 0.5

คำถาม 4 :

ถ้าลำดับไม่สำคัญ จะมีวิธีในการเลือกนักเรียน 5 คนจากนักเรียน 20 คนกี่แบบ

ถ้าลำดับไม่สำคัญ มันก็คือ Combination = 20C5  = 20! / (20-5)!5! = 15504 วิธี

คำถาม 5 :

ถ้ามีนักเรียนในห้อง 100 คน เป็นชาย 40 คน หญิง 60 คน  ชาย 20 คน ติด Facebook เช่นเดียวกับหญิง 45 คน ถ้าเราสุ่มคนมาหนึ่งคนปรากฏว่าคนนั้นติด Facebook จงหาความน่าจะเป็นที่คนนั้นจะเป็นผู้หญิง

  • P(ชาย) =P(~หญิง) = 40/100 = 0.4
  • P(หญิง) = 60/100 = 0.6
  • P(ติด Facebook | ชาย ) = P(ติด Facebook | ~หญิง ) = 20/40 = 0.5
  • P(ติด Facebook | หญิง ) = 45/60 = 0.75

P(หญิง|ติด Facebook ) = P(หญิง ∩ ติด Facebook) / P (ติด Facebook)

ซึ่ง P(หญิง ∩ ติด Facebook) = P(หญิง) * P(ติด Facebook | หญิง )=  0.6 x 0.75 = 0.45

และ P(ติด Facebook ) = P(หญิง)*P(ติด Facebook | หญิง ) +  P(~หญิง)*P(ติด Facebook | ~หญิง )
= 0.45 + (0.4*0.5) = 0.65

ดังนั้น P(หญิง|ติด Facebook ) = 0.45/0.65 = 0.69 นั่นเอง

หวังว่าเพื่อนๆ คงจะพอเห็นภาพรวมมากขึ้นนะครับ

12Aug/101

การจัด Paradigm Deck ใน Final Fantasy XIII กับทฤษฎีการจัดหมู่

หัวข้อ         : Games, Math
ป้ายกำกับ   : , , , , , , , , , ,

ผมเพิ่งได้มีโอกาสเล่น Final Fantasy XIII เมื่อไม่นานมากนี้เองครับ ทั้งๆ ที่เกมนี้ออกมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว (ผมมีเครื่อง PS3 แต่ตอนนี้มีเกมส์อยู่แค่ 2 เกมส์คือ Tekken6 และ FF13 เนี่ย... ซื้อมาดู Blu-ray และ DVD Upscale โดยแท้เลย)

ข้อดีของเกมส์ Final Fantasy ภาคนี้นอกจากจะมีภาพกราฟิกที่สวยงามสุดๆ แล้ว มันยังมีระบบการต่อสู้ที่ตื่นเต้นเร้าใจและดำเนินไปอย่างรวดเร็วมากๆ เมื่อเทียบกับภาคก่อนๆที่ผมเคยเล่น

ระบบการต่อสู้ของภาคนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า Paradigm ซึ่งเปรียบเหมือน Strategy ที่ตัวละครจะใช้สู้กับคู่ต่อสู้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยที่เราสามารถเลือกเปลี่ยน Strategy หรือทำ Paradigm Shift ได้ตลอดเวลาในขณะที่ต่อสู้อยู่

ในการต่อสู้ของเกมนี้นั้น ทีมของเราจะมีตัวละครได้สูงสุดไม่เกิน 3 ตัว แต่ละตัวจะมีบทบาท (Role) ได้สูงสุด 6 แบบ แต่ละ role ก็จะมีความสามารถแตกต่างกันไป ดังนี้

  • Commando [COM] โจมตีคู่ต่อสู้เพื่อจะทำความเสียหายให้มากที่สุด (ส่วนใหญ่จะโจมตีทางกายภาพ)
  • Ravager [RAV] โจมตีคู่ต่อสู้เพื่อที่จะสร้างการโจมตีต่อเนื่องให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ศัตรูเซ (ส่วนใหญ่จะใช้เวทย์มนตร์)
  • Sentinel [SEN] ล่อศัตรูมาให้โจมตีตนเองและป้องกันไว้
  • Saboteur [SAB] ทำให้ศัตรูอ่อนกำลังลง
  • Synergist [SYN] เพิ่มความแข็งแกร่งให้พวกพ้องตัวเอง
  • Medic [MED] เน้นการรักษาพวกพ้อง

ในแต่ละ Paradigm ก็จะเป็นการจัดบทบาทให้ตัวละครแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย  ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในระบบการต่อสู้ของภาคนี้ เพราะว่าในภาคนี้เราจะสามารถบังคับตัวละครหลักได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น ตัวละครอื่นในทีม คอมพิวเตอร์จะเป็นคนบังคับเองตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ( ไม่รู้ว่าจะสอนเรื่องการทำงานเป็นทีมในชีวิตจริงรึเปล่านะ ที่เราไม่สามารถบังคับคนอื่นให้ทำตามที่เราต้องการเป๊ะๆ ได้เนี่ย...)

เอาล่ะ ทีนี้เพื่อนๆ เคยลองคิดกันมั๊ยครับว่า...

ในเกมส์นี้เราจะสามารถจัด Paradigm Deck ได้ทั้งหมดไม่ซ้ำกันเลยกี่แบบ??

  • การสลับตำแหน่งของตัวละครในทีมไม่มีผลต่อการจัด Paradigm Deck เช่น COM RAV MED จะเหมือนกับ RAV COM MED และ COM COM SYN เหมือนกับ COM SYN COM เป็นต้น
  • การจัด Paradigm เกิดได้ 3 กรณี คือ ทีมเรามี 3 คน , มี 2 คน, และต่อสู้คนเดียว

ขอท้าคนเรียนคณิตศาสตร์ให้ลองคิดดูก่อนโดยยังไม่ดูเฉลยนะครับ

  • ทีม 3คน : แต่ละคนเลือกได้ 6 บทบาท = 6 x 6 x6 แต่ว่าการสลับลำดับไม่ได้มีผล จึงต้องหารด้วย 3!
    สรุปได้ว่า 6x6x6/3x2x1 = 36 แบบ.... ใครคิดแบบนี้ ผิดถนัดเลยครับ!! ตอนแรกผมก็เผลอคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่มันผิด!!
    เพราะว่าการจับคู่บางกรณีขึ้นเช่น COM COM COM นั้นเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว (ในขณะที่COM RAV MED เกิดขึ้น 6 ครั้งจริงๆ แต่สับตำแหน่งกัน) แต่เราดันเอา 6 ไปหารทิ้งซะหมดเลย ผลที่ได้จึงน้อยกว่าความเป็นจริง
  • ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องในการคิด จะต้องใช้หลักการ "การจัดหมู่แบบยอมให้เลือกชนิดของซ้ำกันได้" (Combination with repetitions allowed) ดังที่กำลังจะอธิบายครับ

การจัดหมู่แบบยอมให้เลือกชนิดของซ้ำกันได้ (combination with repetitions allowed)

มีสูตรว่า ถ้ามีของทั้งหมดให้เลือก n ชนิด แล้วเลือกของมา r ชิ้น จะมีวิธีการเลือกกี่แบบ โดยที่การสลับตำแหน่งไม่มีผล?

จะได้ว่าจัดได้ทั้งหมด = C n+r-1 , r = (n+r-1)! / (n+r-1-r)!(r!) = (n+r-1)! /(n-1)!(r!) ครับ (ที่มาของสูตรดูด้านล่างนะครับ)

  • ทีม 3คน : จะได้ว่า = C 6+3-1,3 = 8x7x6 / 3x3x1 = 56 แบบ
  • ทีม 2คน : จะได้ว่า = C 6+2-1,2 = 7x6 / 2x1 = 21 แบบ
  • ทีม 1คน : จะได้ว่า = 6 แบบ

สรุปแล้ว เราจะสามารถจัด Paradigm Deck ให้ไม่ซ้ำกันเลยได้ถึง 56+21+6 = 83 แบบเลยทีเดียวครับ !!
ใครสนใจดูรายละเอียดของการจัด Paradigm Deck ทุกแบบ ไปดูได้ที่ http://finalfantasy.wikia.com/wiki/Paradigm

ที่มาของสูตร

ถ้ามีของทั้งหมด n ชนิด  เราจะสามารถกั้นห้องให้แต่ละห้องแทนของแต่ละชนิดโดยใช้เส้นกั้น (|) n-1 เส้น และถ้าเลือกของ r ชนิด เราจะ mark ตำแหน่งว่า เราเลือกของชนิดไหนไปด้วยเครื่องหมาย *

สมมติให้มีของ 6 ชนิด โดยเราจะเลือกสิ่งของมา 3 อัน จะได้ว่า เราจะเลือกวางเครื่องหมาย * ลงไปในห้องได้หลายแบบมาก เช่น

*|*|*| | |

หรือ

*| |*| | |*

หรือ

**| | | | | *

หรืออีกมากมาย...

แต่ไม่ว่าจะวางยังไงก็ตาม ของทั้งหมดที่เราจะจัดได้ก็คือเส้นกั้นจำนวน n-1 เส้น และ * จำนวน r ดวง
ดั้งนั้นของทั้งหมดที่เราจะสลับมันเล่นได้คือ n+r-1 ชิ้นนั่นเอง แต่ที่นี้เราจะวาง * จำนวน r ดวงได้กี่แบบ ??
ก็คำนวณโดยคิดว่า ถ้าเรามีตำแหน่งอยู่ n+r-1 ตำแหน่ง เลือกมา r ตำแหน่ง (เพื่อวาง * ลงไป) จะได้กี่แบบ??

ซึ่งคิดเหมือนการจัดหมู่ปกติได้เลย นั่นก็คือ จาก n+r-1 ตำแหน่ง เลือกมา r ตำแหน่ง
ซึ่งจะได้เท่ากับ
C n+r-1 , r แบบนั่นเอง

Tips

เราสามารถมองคำถามข้างบนนี้ให้เป็น
X1 + X2 + X3 + X4 + X5 + X6 = 3
มีคำตอบกี่แบบที่ทำให้สมการข้างบนนี้เป็นจริง โดยที่ ค่า X เป็นจำนวนเต็มที่ไม่ติดลบ??
คำตอบก็คือ
C 6+3-1,3 = 56 แบบ เช่นกันครับ

ทั้งหมดนี้สอนให้รู้ว่า แนวคิดอะไรที่คิดว่าถูก อาจจะผิดก็ไม่ดูเงื่อนไขให้ดี และก็การเล่นเกมส์ก็ให้ความรู้กับเราได้อย่างคาดไม่ถึงนะครับผม 555