Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

24Jan/104

กฎพื้นฐานของการทำบัญชี (GAAP)

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , ,

ถ้าหากบริษัทของเราต้องการที่จะนำข้อมูลทางด้านการเงินออกสู่สาธารณะแล้ว เราจะต้องทำตามกฎเกณฑ์พื้นฐานที่เรียกว่า GAAP (generally accepted accounting principles) ครับ ดังนั้นเราควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฏนี้ด้วย

เรามีกฎเกณฑ์หลักๆ อยู่ 10 ข้อครับ โดยจะแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ นั่นคือ

สมมติฐาน ( Assumptions )

  • Monetary Unit Assumption (หน่วยเงินตรา) = เราจะบันทึกบัญชีเฉพาะสิ่งที่ตีค่าเป็นเงินได้เท่านั้น
  • Economic Entity Assumption (หน่วยงาน) = เราจะแยกการพิจารณาของหน่วยงานที่กำลังพิจารณา (บริษัท) ออกจากกิจกรรมของเจ้าของหรือหน่วยงานอื่นๆ
  • Time period Assumption (รอบเวลา) = บอกว่าช่วงชีวิตของธุรกิจนั้นสามารถาแบ่งรอบบัญชีเป็นช่วงๆ เพื่อการเสนอรายงานการเงิน โดยแบ่งเวลาเป็นช่วงสั้นๆ เช่น เป็นไตรมาส เป็นเดือน หรือ เป็นปี เพื่อให้ง่ายต่อการรายงานผล
  • Going concern Assumption (การดำเนินงานต่อเนื่อง) = สมมติให้บริษัทสามารถจะอยู่ได้ไปเรื่อยๆ จนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และภาระผู้พันที่มีอยู่ โดยไม่ต้องเลิกกิจการ

หลักการ ( Principles)

  • Revenue Recognition Principle (การรับรู้รายได้) = เราควรรับรู้รายได้ (การรวบรวมรายการหรือเหตุการณ์ทางบัญชีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงบกำไรขาดทุน) ในช่วงบัญชีที่เกิดการขายขึ้น ไม่ใช่ตอนที่ผลิตเสร็จ และ ไม่ใช่ตอนที่ลูกค้ามาจ่ายเงินเรา
  • Matching Principle (Expense Recognition) (การจับคู่ - รับรู้รายจ่าย) = รายจ่ายต้องถูกรับรู้ในช่วงเวลาเดียวกับรายรับที่เป็นคู่ของมัน (รายรับที่จะเกิดจากการทำรายจ่ายนั้น) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท มีการให้บริการนวดลูกค้า โดยได้รายรับ 300 บาท และสมมติว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมีอันเดียวคือ ค่าจ้างหมอนวด ดังนั้น ค่าจ้างหมอนวดจะต้องถูกนำมาคิดให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับการได้รับรายรับจากลูกค้านั่นเองถ้าจะให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราจะต้องเข้าใจว่า ค่าใช้จ่าย( Expense) นั้น จริงๆแล้ว มีต้นกำเนิดมาจากต้นทุน (Cost) ซึ่งต้นทุนมีสองประเภท คือ
    • 1. ต้นทุนที่ยังส่งผลประโยชน์ในอนาคตได้อีก เราจะเรียกว่า Unexpired Cost ซึ่งต้นทุนพวกนี้เราจะเก็บมันไว้ใน Asset ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อเครื่องจักรมา 10,000 บาท เราก็จะเก็บมันไว้ใน (Fixed Asset) ทรัพย์สินถาวร หรือว่าเราผลิตสินค้ามา มันก็จะถูกเก็บเป็น Inventory (สินค้าคงคลัง)

      Unexpired cost จะกลายเป็น expense ได้โดย เปลี่ยนจาก Inventory => Cost of Goods Sold เวลาเราขายสินค้าได้ หรือ เวลาเราใช้สินทรัพย์ถาวรไปเรื่อยๆ มันก็จะต้องเสื่อมลงตามกาลเวลา เราจึงมีการคิด Depreciation (ค่าเสื่อมราคา) ซึ่งเป็น Expense ชนิดหนึ่งนั่นเอง

    • 2. ต้นทุนที่ไม่สามารถส่งผลประโยชน์ในอนาคตได้อีก เราจะเรียกว่า Expired Cost ซึ่งเราจะคิดต้นทุนพวกนี้ว่าเป็นค่าใช้จ่าย (Expense) ทันที เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าโฆษณา เป็นต้น
  • Full Disclosure Principle (เปิดเผยข้อมูล) = จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่จะกระทบต่อผู้ลงทุนต่อเจ้าหนี้
  • Cost Principle (หลักต้นทุน) = Asset จะต้องถูกบันทึกไว้ที่ราคาต้นทุนที่ซื้อมา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปก็ตาม

ข้อจำกัด ( Constraints)

  • Materiality (การมีนัยสำคัญ) = ถ้ารายการบางอันมีมูลค่าน้อยจนไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจ ก็ไม่จำเป็นต้องทำตามหลักเกณฑ์ GAAP
  • Conservatism (อนุรักษ์นิยม / ระมัดระวัง) = ถ้าเกิดความสงสัยหรือไม่แน่ใจ ให้เลือกวิธีที่ไม่ทำให้เรามีทรัพย์สินหรือรายได้มากเกินความเป็นจริง
24Jan/108

งบดุลเบื้องต้น

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , ,

ส่วนประกอบของงบดุลนั้นแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. ทรัพย์สิน (Asset) หมายถึง มูลค่าของทรัพยากรทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่
  2. หนี้สิน (Liability) หมายถึง มูลค่าที่บริษัทเป็นหนี้ และต้องนำไปคืนเจ้าหนี้ (creditor)
  3. ส่วนของเจ้าของ (Owners’ / Stockholders’ Equity) หมายถึง มูลค่าส่วนที่เป็นสิทธิ์ของเจ้าของ (ผู้ถือหุ้น)

ที่นี่เมื่อรู้นิยามแล้ว… ความสัมพันธ์อันสุดยอดของ 3 ตัวนี้ก็คือ

ทรัพย์สิน (Asset) = หนี้สิน (Liabilities) + ส่วนของเจ้าของ (Equity)

ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าบริษัทจะไปหา ทรัพย์สิน มาครอบได้ 2 วิธีก็คือ คือ ไปกู้เงินมาซื้อ ไม่ก็ใช้เงินจากผู้ถือหุ้น (เจ้าของบริษัท) ซื้อ ระบบงบดุลก็จะเป็นการบอกว่าทรัพย์สินของบริษัทนั้นมีเจ้าหนี้เป็นเจ้าของอยู่เท่าไหร่ และเป็นของผู้ถือหุ้น (ตัวเจ้าของบริษัท) เองอยู่เท่าไหร่

จะให้ง่ายต้องมองงบดุลเป็นตราชั่งที่มีสองฝั่งครับ ฝรั่งซ้ายมีก้อนที่เรียกว่า ทรัพย์สินอยู่ ส่วนฝั่งขวามีก้อนที่เรียกว่า หนี้สิน กับก้อนที่เรียกว่า ส่วนของผู้ถือหุ้น วางทับกันอยู่ โดยที่ตราชั่ง 2 ฝั่งจะต้องหนักเท่ากัน (มูลค่าเท่ากัน) ตลอดเวลาครับ

24Jan/100

งบกำไรขาดทุนเบื้องต้น (Income Statement)

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , , ,

บทความที่แล้วเราทำความรู้จักกับงบดุลหรือ Balance Sheet ไปแล้ว วันนี้เรามาทำความรู้จักกับงบกำไรขาดทุน หรือ Income Statement กันครับ

ส่วนประกอบของ Income Statement หลักๆ มีอยู่ 3 ส่วน นั่นก็คือ

Revenue (รายรับ) - Expense (รายจ่าย) = Profit and Loss (กำไร/ขาดทุน)

แต่ทว่า ถ้ามันง่ายแค่นี้ คงไม่ต้องมานั่งเรียนบัญชีเป็นแน่ เพราะสิ่งที่ทำให้มันซับซ้อนขึ้นก็คือ มันมีส่วนประกอบย่อยๆ อีกดังนี้

ตัวอย่าง Income Statement

  • Sales Revenue (ยอดขาย) 50,000
  • > หัก Cost of goods sold (ต้นทุนขาย) 20,000
  • ได้ Gross profit (กำไรขั้นต้น) 30,000
  • > หัก Selling, general and admin. expenses (ค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร) 10,000
  • > หัก Depreciation and amortization (ค่าเสื่อมราคา) 2,000
  • > หัก Other expenses (ค่าใช้จ่าย อื่นๆ ) 1,000
  • ได้ Earnings before Interest and Taxes (EBIT) (รายได้ก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี) 17,000
  • > หัก Net interest expense/income (ดอกเบี้ยจ่าย) 1,000
  • ได้ Earnings before income taxes (รายได้ก่อนจ่ายภาษี) 16,000
  • > หัก Income taxes (ภาษี) 4,800
  • ได้ Net Income (รายได้สุทธิ) 11,200
    =====จบส่วนของ Income Statement===========
  • > หัก Dividend (เงินปันผล) 3,000
  • ได้ Retained Earning ( กำไรสะสม) 8,200

ที่นี้ เจ้าของบริษัทก็จะมีสิทธิ์เลือกได้ว่า จะแบ่งผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นในรูปแบบของ Dividend (เงินปันผล) หรือไม่? ซึ่งเงินที่เหลือจากการนำไปจ่ายเงินปันผล จะถูกนำไปเก็บไว้ในบริษัทเพื่อนำไปใช้งานในอนาคต โดยจะอยู่ในรูปของ Retained Earning (กำไรสะสม) ซึ่งจะไปสะสมในส่วนของเจ้าของในงบดุลอีกทีนั่นเองครับ

ตอนต่อไปเราจะมาดูเรื่องงบดุลกันครับ

24Jan/100

บัญชีเบื้องต้น

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , ,

การที่จะเข้าใจวิชาบัญชีบริหารนั้น เราต้องทำความเข้าใจกับวิชาบัญชีซะก่อนครับ วิชาบัญชีนั้นเปรียบเสมือนเป็น “ภาษาของการทำธุรกิจ” ใครอยากที่จะพัฒนาธุรกิจหรือเข้าใจธุรกิจมากขึ้นควรเข้าใจพื้นฐานของวิชาบัญชีซะก่อน อย่างไรก็ตาม ที่ผมจะนำมาสรุปในนี้จะใช้มีเพียงหลักที่สำคัญต่อการอ่านค่าจากบัญชีเท่านั้น พวกกฎระเบียบยิบย่อย หรือวิธีการทำบัญชีอย่างนักบัญชีจะไม่ขอพูดถึงนะครับ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยครับ

บัญชี คืออะไร?

บัญชี คือ ระบบข้อมูลที่ใช้เพื่อ 1. ระบุ 2. บันทึก และ 3.สื่อสาร กิจกรรมด้นเงินๆทองๆของบริษัทให้ผู้ที่สนใจได้รับรู้ ซึ่งก็คือ บุคคลภายในองค์กร เช่น ผู้จัดการแผนกต่างๆ หรือบุคคลภายนอก เช่น นักลงทุน เจ้าหนี้ หรือเจ้าหน้าที่สรรพากร เป็นต้น

หลักการพื้นฐานของบัญชี

บัญชีนั้นแบ่งออกเป็น 3 บัญชีหลักๆ คือ

  1. งบดุล (Balance Sheet) = ตัวบอกสถานะการเงินทั้งหมดของบริษัท ณ จุดของเวลาหนึ่งๆ เช่น สิ้นเดือน สิ้นปี หรือวันใดวันหนึ่ง
  2. งบรายรับรายจ่าย (Income Statement) = จะบอกเรื่องของรายรับ รายจ่าย ซึ่งจะส่งผลต่อผลกำไรและขาดทุนในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างงบดุล 2 อันนั่นเอง
  3. งบกระแสเงินสด ( Statement of Cash Flow) = ตัวบอกการเคลื่อนไหวของเงินสดจริงๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ช่วยให้รู้ว่าเงินสดได้มาจากไหน ใช้ยังไง และมีการเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

พอจะเห็นภาพคร่าวๆ หรือยังครับ ไว้ตอนหน้าเราจะมาทำความเข้าใจกันให้ลึกซึ้งขึ้นกว่านี้อีก ครับ !!

20Jan/1029

ภาพรวมของการเรียน MBA

หัวข้อ         : Tutorial
ป้ายกำกับ   : , , , , ,

ตัวผมเองได้มีโอกาสเรียน ป.โท MBA จนสำเร็จมาแล้ว จึงอยากจะใช้พื้นที่ในบล็อกนี้ บันทึกความรู้ที่ได้เรียนรู้มาทั้งหมด เวลาผ่านไปจะได้ไม่ลืมง่ายๆ ครับ ก็เลยถือโอกาสนี้แบ่งปันความรู้กันซะเลย ใครอ่านแล้วสงสัยตรงไหน หรือตรงไหนไม่เห้นด้วยก็คอมเมนต์มาได้เลยนะครับ

MBA ต้องเรียนอะไรบ้าง?

MBA นั้นย่อมาจาก Master of Business Administration หรือที่คนไทยเรียกกันว่าเรียน "โทบริหารธุรกิจ" นั่นเองครับ ในบทความนี้ผมจะขอยึดตามที่จุฬาที่ผมไปเรียนมานะครับ ตอนที่เข้าไปเรียนใหม่ๆ ก็จะเป็นวิชาที่เรียนก็จะเป็นการปูพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นก่อนครับ วิชาพื้นฐานที่ว่านั้น มีดังนี้ครับ

Page 9 of 9« First...56789