Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

11Oct/113

สรุป Game Theory ตอนที่ 1

หัวข้อ         : Economics, Entertainment, Strategy
ป้ายกำกับ   : , , , ,

ทฤษฎีเกมคืออะไร?

ก่อนอื่นต้องบอกว่าในที่นี้ไม่ใช่ทฤษฎีในการเขียนเกมคอมพิวเตอร์นะครับ แต่มันคือ ทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เรียกว่าเกม ซึ่งเกมนั้นต้องมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคน นั่นก็คือ เราไม่ได้ติดสินใจอยู่คนเดียว แต่การตัดสินใจของเราต้องคำนึงถึงการตัดสินใจของผู้อื่นที่มีความคิดด้วย ซึ่งผู้ตัดสินใจแต่ละคนก็ย่อมต้องการให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากที่สุดด้วยเช่นกัน

ภาพยนตร์ที่มีการพูดถึงทฤษฎีเกม ที่ดังๆ ก็มีเรื่อง A Beautiful Mind นี่แหละครับ

ตัวอย่างทฤษฎีเกมที่มีชื่อเสียง

เกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's dilemma)

คนร้ายสองคนคือนาย A และ B ถูกตำรวจจับข้อหาฆาตกรรม แต่ตำรวจไม่สามารถดำเนินคดีกับคนร้ายทั้งสองได้เพราะไม่มีพยาน ตำรวจจึงใช้วิธีแยกไปสอบปากคำคนละห้อง...

คนร้ายแต่ละคนมีทางเลือกสองทางคือ 1. รับสารภาพ หรือ 2.ไม่รับสารภาพ โดยมีผลลัพธ์ที่ตามมาดังนี้...

  • ถ้าคนร้ายคนหนึ่งรับสารภาพแต่อีกคนไม่รับ จะปล่อยตัวคนที่รับสารภาพไป แล้วคนที่ไม่รับสารภาพจะต้องถูกจำคุก 20 ปี
  • ถ้าทั้งสองคนรับสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือจำคุกคนละ 10 ปี
  • แต่ถ้าทั้งสองคนไม่รับสารภาพ ตำรวจจะสามารถส่งฟ้องได้เพียงข้อหาเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี....

แล้วถ้าคุณเป็นนาย A คุณจะทำยังไง??? ไว้รอดูการวิเคราะห์ในช่วงหลังนะครับ

ว่าด้วยทฤษฎีของทฤษฎีเกม

หัวใจของทฤษฎีเกม

หลักการใหญ่ที่สุดของทฏษฎีเกมก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Put yourself in the other player's shoes) ซึ่งก็คือ คิดว่าถ้าเราเป็นอีกคนหนึ่งเราจะทำอย่างไร?? จริงๆ ถ้าคุณสามารถคิดแบบนี้ได้ คุณจะสามารถวางแผนและตัดสินใจโดยใช้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนรู้ทฤษฎีเกมอะไรให้มากความเลย

Scope เรื่องระยะเวลาของเกม

แบ่งได้เป็น 2 อย่าง ใหญ่ๆคือ

  1. เกมที่เล่นทีเดียวจบ ผู้เล่นจะเลือกทางเลือกเพื่อให้ตนได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีที่ดูเลวร้ายแค่ไหน (เช่น การที่เราต้องไปซื้อของชายแดน แล้วมักโดนของปลอม เพราะผู้ขายไม่คิดว่าจะได้เจอเราอีกแล้ว)
  2. เกมที่ต้องเล่นซ้ำหลายๆ รอบ ผู้เล่นมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเลือกทางเลือกที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว เพราะหากเราใช้วิธีที่รุนแรง เราก็จะโดนโต้ตอบด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เสียประโยชน์ทั้งคู่ (เช่น คู่แข่งทางธุรกิจ จะไม่อยากใช้วิธีสงครามหั่นราคา เนื่องจากจะเสียผลประโยชน์ทั้งคู่ในที่สุด)

ปล. ความเห็นส่วนตัว เกมที่เราเล่นอยู่ อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่ใหญ่กว่า (ทั้งนี้ผมคิดว่า คนที่เชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ และชีวิตหลังความตาย จะมองชีวิตปัจจุบันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งใหญ่กว่ามากๆ)

ลักษณะการตัดสินใจทางกลยุทธ์ในเกม

สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ 1. ผลัดกันตัดสินใจ 2. ตัดสินใจพร้อมกัน

1. ผลัดกันตัดสินใจ (Sequential Move)

คือการที่แต่ละคนจะผลัดกันตัดสินใจ มีลำดับแน่นอน โดยที่แต่ที่แต่ละฝ่ายรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามได้ตัดสินใจอะไรในตาก่อนหน้า (เช่น เกมส์ OX , การเล่นหมากรุก) ซึ่งการเล่นแบบนี้จะสามารถหาวิธีการเล่นที่ดีที่สุดได้โดย การคิดย้อนกลับ (Backward Thinking) ซึ่งอาจใช้การวิเคราะห์ แผนภูมิการตัดสินใจแบบต้นไม้(Tree Diagram) โดยหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่ปลายทาง (ต้องพิจารณาแล้วว่าอีกฝ่ายก็ได้เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับอีกฝ่ายเช่นกัน) แล้วไล่ย้อนกลับมาจนถึงการตัดสินใจแรกสุด

ตัวอย่าง หากคุณมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจที่เก่งมากมายืมเงินคุณ 1 ล้านบาท บอกว่าจะเอาไปลงทุน ซึ่งคาดว่าใน 1 ปีจะได้เงินคืนมาทั้งหมด 5 ล้านบาท โดยจะแบ่งเงินกันครึ่งๆ คุณจะให้เงินเค้าไปลงทุนหรือไม่??

หากวาด Tree Diagram จะออกมาว่า...

จะเห็นว่าหากเราให้ยืมเงิน เพื่อเราจะต้องโกง เพราะเค้าได้ผลตอบแทนดีกว่า คือได้ 5ลบ. เทียบกับ 2.5 ลบ. (หากเค้าคิดว่าเล่นทีเดียวจบ) ดังนั้นการที่เราได้เลือกก่อน ทางเลือกที่ดีที่สุดของเราคือไม่ให้เงิน เพราะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า คือ 0 เทียบกับ -1 ลบ. นั่นเอง

ตัวอย่าง 2 อันนี้เอามาจากในหนังสือ The Art of Strategy โดยเป็นตัวอย่างเกมที่สามารถแก้ได้โดยการคิดย้อนกลับ ซึ่งเป็นเกมในรายการ Survivor ที่มีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม

กติกา : มีธงอยู่ทั้งหมด 21 อัน แต่ละทีมสามารถดึงธงออกได้ทีละ 1,2, หรือ 3 อัน (ห้ามดึงมากกว่านี้ใน 1 ตา) โดยให้ผลัดกันเล่นคนละตา ทีมไหนเป็นคนดึงธงอันสุดท้ายได้เป็นคนชนะ

 ถ้าหากคุณเป็นทีมที่เริ่มต้นก่อน คุณจะดึงธงออกกี่อัน จึงจะชนะแน่นอน??? (ใครตอบได้ ลองไปตอบในคอมเมนท์นะครับ)

2. ตัดสินใจพร้อมๆ กัน (Simultaneous)

คือการเล่นเกมที่ต้องตัดสินใจพร้อมๆกัน หรืออาจไม่ได้พร้อมกันซักทีเดียว แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลือกอะไร เช่น การตัดสินใจในเกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's Dilemma) ซึ่งนิยมใช้การวิเคราะห์โดยใช้ ตารางผลตอบแทน(Payoff Table)

ตัวอย่าง 1 : ในกรณี Prisoner's Dilemma

B รับสารภาพ B ไม่รับสารภาพ
A รับสารภาพ -10, -10 0, -20
A ไม่รับสารภาพ -20, 0 -1, -1

* เลขในตารางคือผลตอบแทนของแต่ละคน ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจแต่ละแบบ คือ (ผลตอบแทนนาย A, ผลตอบแทนนาย B)

สมมติว่าเราเป็น A จะเห็นว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกอะไร การที่เราสารภาพ จะได้ผลตอบแทนมากกว่าเสมอ (-10 เทียบกับ -20 และ 0 เทียบกับ -1) ซึ่งเราจะเรียก การสารภาพ ว่าเป็น กลยุทธเด่น (Dominant Strategy) ของ A (ในทำนองเดียวกัน กลยุทธ์เด่นของ B ก็คือการสารภาพเช่นกัน) และเมื่อทั้งสองทำตามกลยุทธ์เด่นของตนเอง ผลลัพธ์ก็คือ ทั้งคู่สารภาพ จนในที่สุดก็ต้องจำคุกไปคนละ 10 ปีนั่นเอง... และนี่ก็คือความลำบากใจของนักโทษครับ

หลักการที่สำคัญก็คือ เกมที่เล่นครั้งเดียวจบแบบนี้ ถ้าหากผู้เล่นคนไหนมีกลยุทธ์เด่น ผู้เล่นคนนั้นก็ควรจะทำตามกลยุทธ์เด่นเสมอ (เช่น ถ้าเกมไหนที่เราไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่อีกฝ่ายหนึ่งมี เราก็ควรจะ assume ว่าอีกฝ่ายก็ต้องเลือกกลยุทธ์เด่นของตัวเองแน่นอน แล้วเราก็ควรจะเลือกการโต้ตอบที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับเรา)

ตัวอย่าง 2 : ผมเอามาจากหนังสือ เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม นะครับ เล่มนี้อ่านเข้าใจง่ายมาก

มีสถานีโทรทัศน์อยู่ 2 ช่อง ต้องแข่งกัน และต้องตัดสินใจว่าจะวางผังรายการยังไงโดยที่ไม่รู้ผังของอีกฝั่งหนึ่ง แต่ได้ทำการประมาณการ rating ไว้ดังตาราง
เพื่อนๆ คิดว่าสุดท้ายแล้ว ผลสรุปจะออกมาแบบไหนกันครับ??

สถานีช่อง2
rating เกมโชว์ ละครน้ำเน่า รายการเพลง
สถานีช่อง 1 เกมโชว์ 35,65 10,90 60,40
ละครน้ำเน่า 45,55 55,45 65,35
รายการเพลง 40,60 10,90 75,25

ลองหากลยุทธ์เด่น....จะพบว่า หากเราเป็นสถานีช่อง 1 จะไม่มีกลยุทธ์เด่นเลย  ในทำนองเดียวกัน สถานีช่อง2 ก็ไม่มีกลยุทธ์เด่นเช่นเดียวกัน

แล้วอย่างงี้ทำไง?? ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าหากผู้เล่นไม่มีกลยุทธ์เด่น ก็ลองหากลยุทธ์ด้อย (Dominated Strategy) ซึ่งก็คือ ทางเลือกที่ไม่ว่ายังไงก็ห่วยกว่าทางเลือกอื่นทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นคนมีเหตุผลพอ ก็จะต้องไม่เลือกทางนั้นครับ (อีกฝ่ายก็อาจมีกลยุทธ์ด้อยเช่นกัน)

ถ้าลองพิจารณาดูจะพบว่า กลยุทธ์ด้อยของสถานี 1 คือ เกมโชว์ ส่วน กลยุทธ์ด้อยของสถานี 2 ก็คือ รายการเพลง ที่นี้เราก็ตัดมันทิ้งไปเลยครับ จะเหลือตารางแค่

สถานีช่อง2
rating เกมโชว์ ละครน้ำเน่า
สถานีช่อง 1 ละครน้ำเน่า 45,55 55,45
รายการเพลง 40,60 10,90

ซึ่งถ้าพิจารณาแค่นี้ก็จะพบกลยุทธ์เด่นของสถานี 1 คือ ละครน้ำเน่า
ส่วนของสถานี 2 ไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่เค้าจะมั่นใจว่าสถานี 1 ต้องเลือกละครน้ำเน่าแน่นอน ทำให้สถานี 2 ต้องเลือก เกมโชว์ ครับ

ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือ ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ นี้จะเป็นจุดที่ผลตอบแทนของทุกฝ่ายมีเสถียรภาพ นั่นคือ ไม่สามารถมีใครได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้โดยการเปลี่ยนไปเลือกทางเลือกอื่น จุดสมดุลที่ว่านี้เรียกว่า จุดสมดุลของแนช (Nash Equilibrium) อันโด่งดังนั่นเอง

จริงๆ มีอีกวิธีในการหา Nash Equilibrium
ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการเลือกจุดใดจุดหนึ่งในตารางเริ่มต้น (จุดไหนก็ได้) เช่น จุด รายการเพลง,รายการเพลง (75,25)
จะเห็นว่าสถานี 2 ย่อมอยากจะเปลี่ยนไปฉาย ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น รายการเพลง,ละครน้ำเน่า (10,90)
สถานี 1 ก็จะเปลี่ยนเป็น ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,ละครน้ำเน่า (55,45)
สถานี 2 ก็จะเปลี่ยนเป็น เกมโชว์ แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55)
สถานี 1 ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว (45 ดีที่สุดแล้ว) ดังนั้น จุดสมดุลของแนชก็คือ จุด ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55) นั่นเอง

ข้อควรระวัง โลกแห่งความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่ Nash Equilibrium บอกมาเสมอไป เนื่องจากผู้เล่นทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้มีแนวคิดที่มีเหตุผลตามในทฤษฎี แต่หากเล่นซ้ำหลายๆรอบแล้ว จุดสมดุลสุดท้ายมักจะเป็นที่ Nash Equilibrium เพราะผู้เล่นมีประสบการณ์มากพอที่จะมองเกมออกแล้ว

ในตอนนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อน ไว้ตอนหน้าจะมาต่อกันที่สถานการณ์อื่นๆ เช่น เกมที่อาจมีจุดสมดุลย์ของแนชมากกว่า 1 จุด แล้วมาดูเราควรจะวิเคราะห์ยังไง?

18Sep/110

หนังสือดีๆ ที่อยากแนะนำ Introducing Economics : A Graphic Guide

หัวข้อ         : Book, Economics
ป้ายกำกับ   : , , , ,

เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปเดิน Kinokuniya นานกว่าปกติ (เนื่องจากภรรยาผมไปทำ treatment หน้าอยู่) ตอนแรกว่าจะหาหนังสือเกี่ยวกับ Banking เพื่อเพิ่มความรู้ด้านการธนาคารให้มากขึ้น เพราะผมไม่ได้เรียนด้านนี้มาเลย เดินไปเดินมา ก็ไม่เจอเล่มที่ถูกใจซะที...

จนในที่สุดไปสะดุดตากับหนังสือเล่มเล็กๆ อันนึงคือ หนังสือในซีรีส์ Graphic Guide ของ Introducing Book ที่มีชื่อว่า Introducing Economics : A Graphic Guide

Introducing Economics : A Graphic Guide

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ มีการเล่าเนื้อหาความเป็นมาของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในรูปแบบของการมีภาพประกอบเป็นภาพกราฟิกการ์ตูน ซึ่งทำให้เราอ่านแนวความคิดที่ซับซ้อนได้โดยง่าย เห็นภาพรวม และอ่านจบอย่างรวดเร็ว!! (ผมอ่านแปปเดียวก็จบแล้ว)

โดยในเล่มนี้มีการอธิบายความเป็นมาตั้งแต่สมัยแนวคิดของปีทาโกรัสที่ว่าทุกอย่างในจักรวาลสามารถอธิบายได้ด้วยตัวเลข เรื่อยมาจนมีการพัฒนาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ มากมาย ที่ใช้ตัวเลขและสูตรต่างๆมาอธิบาย จนสุดท้ายมาถึงแนวคิดยุคหลังที่ต้องคำนึงถึงความคิดที่ซับซ้อนของมนุษย์ที่เอาเข้าจริงอาจไม่มีเหตุผลอย่างที่คิดเข้าไปในโมเดลด้วย

ซึ่งการอธิบายตามประวัติศาสตร์แบบนี้จะทำให้เราเกิดความเข้าใจได้ว่า ที่มาที่ไปของแนวความคิดแต่ละอันมาได้อย่างไร และมีปัจจัยสนับสนุนมาจากไหน (ในเล่มนี้ทำให้ผมเห็นความสัมพันธ์ของวิชาฟิสิกส์และวิชาเศรษฐศาสตร์ได้!!)

ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยเปิดมุมมองหลายๆ อย่างให้เพื่อนๆ ได้ไม่มากก็น้อย ใครมีเวลาก็ลองไปเปิดอ่านเล่นใน Kinokuniya สาขาพารากอนก่อนได้ (อยู่หมวด Economics ของหนังสือภาษาอังกฤษ)

(Tips: ใน Series นี้ เท่าที่ผมรู้ มีแปลไทยแค่เล่มเดียวคือ Introducing  Stephen Hawking ทำไมไม่มีคนแปลเรื่องอื่นนะ มันเจ๋งมากเลยจริงๆ)

ป.ล. หลังจากตัดสินใจเอาเล่มนี้แล้วก็ไปเจอะหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีเกมที่น่าสนใจอีกเล่มนึง ชื่อว่า The Art of Strategy ก็เลยสอยมาด้วยเลย ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ

3Jan/110

เว็บติว MacroEconomics สุดเจ๋ง

หัวข้อ         : Economics, Website
ป้ายกำกับ   : , , , ,

ผมไปเจอเว็บติว Macroeconomics เจ๋งๆ มาครับ เลยอยากจะเอามาแบ่งปันกัน

เว็บชื่อว่า eur macro tutor

http://www.fgn.unisg.ch/eurmacro/tutor/index.html

เวลาเข้าไปจะมี 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่เป็น Interactive Model สุดเจ๋ง เอาไว้ลองเปลี่ยนค่าโน่นนี่ดูว่ากราฟจะเปลี่ยนเป็นยังไงรวมถึงมี animation ให้ดูเพื่อจะได้เข้าใจง่ายขึ้นด้วย และอีกส่วนที่เจ๋งไม่แพ้กัน ก็คือ ส่วนที่เป็นเรื่องของทฤษฎี ซึ่งแสดงให้เห็นภาพรวมและความสัมพันธ์ของแต่ละกราฟฝนงิชา Macroeconomics ไว้ได้ดีเลยทีเดียวครับ

ยังไงก็ลองเข้าไปดูกันนะครับ

12Jul/100

แนะนำเว็บ Khan Academy เว็บสอนหนังสือด้วย online video ที่เจ๋งมากๆ

หัวข้อ         : Economics, Math, Statistics, Website
ป้ายกำกับ   : , , , , , , , ,

วันนี้นั่งดู youtube แล้วไปเจอ video สอนเรื่อง probability อันนึงสอนได้ละเอียดดี เลยจิ้มไปดูรายละเอียด...

พบว่าเป็น video ที่ทำโดย Salman Khan (Sal) แห่ง Khan Academy ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มี mission เจ๋งๆ นั่นคือ

การให้ความรู้ที่มีคุณภาพสูงแก่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดบนโลก

อันนี้เป็น video แนะนำสถาบันครับ เจ๋งมาก เค้าเริ่มตั้งแต่สอน 1+1=2 ยันไปถึงความรู้ระดับมหาลัย !!

เนื้อหาที่เค้าสอนมีหลากหลายหัวข้อ ตั้งแต่คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ไปจนถึงชีววิทยาเลยทีเดียว (แต่เป็นภาษาอังกฤษนะครับ แต่ฟังไปดูไปง่ายครับ)

จะเข้าไปดู video ที่เค้าสอนได้ยังไง?

คุณสามารถเข้าถึง video ของเค้าได้ 2 ทางคือ ทาง website และทาง youtube channel ซึ่ง Kal เค้าแนะนำว่า ใน website จะจัดระเบียบ video ไว้เข้าถึงง่ายกว่า แต่อาจจะ update ช้ากว่าของ youtube นิดหน่อยครับ

คนทำเรื่องดีๆ อย่างนี้ต้องสนับสนุน!! อย่าลืมส่งต่อให้เพื่อนๆ ได้รู้แหล่งเรียนรู้ดีๆ ด้วยนะครับ

19Mar/106

สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค2

หัวข้อ         : Economics
ป้ายกำกับ   : ,

เงินและอัตราดอกเบี้ย Money and Interest rate

ถ้าหากเรามองเรื่องของสินค้าบริการ Demand และ Supplyของสินค้าและบริการ จะเป็นตัวที่กำหนดราคาของสินค้าบริการนั้นๆ แต่ถ้าเรามองในเรื่องของเงินแล้ว Demand และ Supplyของเงิน จะเป็นตัวที่กำหนด "ราคาของเงิน" ซึ่งก็คือ อัตราดอกเบี้ย นั่นเอง

Demand ของเงินในที่นี้ก็คือความต้องการที่จะรักษาความมั่งคั่งของคุณไว้ในรูปของตัวเงิน แทนที่จะอยู่ในรูปของสินค้า บริการ หรือเอาไปซื้อหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อ Demand ของเงินมีดังนี้

  • รายได้ในรูปของเงิน = ยิ่งมีรายได้มาก ก็จะมีรายจ่ายมาก ทำให้ต้องการเงินมากขึ้น
  • ความถี่ในการได้รับเงิน = ยิ่งได้ถี่น้อย (นานๆได้ที) คนก็ต้องถือเงินมากขึ้น เพื่อที่จะใช้ชีวิตไปจนได้เงินอีกครั้งหนึ่ง
  • นวัตกรรมด้านการเงิน = บัตรเครดิต บัตรเดบิต เครื่อง ATM ล้วนแล้วแต่งส่งผลต่อการถือเงินทั้งสิ้น
  • การคาดการณ์ต่อรายได้ที่ได้จากการถือทรัพย์สิน = เช่น ถ้าคนคาดว่าหุ้นจะตก คนก็จะขายหุ้นและถือเงินมากขึ้น
  • อัตราดอกเบี้ย = อันนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ เพราะมันคือ ค่าเสียโอกาสในการถือเงิน (เพราะเสียโอกาสในการได้รายได้จากทรัพย์สินที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า เช่น หุ้น หรือ พันธบัตร) ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับ demand ของเงินจะเป็นเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้ว หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น มันมักจะเพิ่มในหุ้น หรือพันธบัตรมากกว่าที่จะเพิ่มในบัญชีธนาคารของคุณ ดังนั้น เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น demand ของเงินก็จะลดลง

ผลของการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน หรือ money supply

เมื่อ Money supply เพิ่มขึ้น... ( Ms เลื่อนไปทางขวา)

อัตราดอกเบี้ยจะลดลง -->

  • ทำให้การกู้เงินถูกลง ซึ่งส่งผลให้การลงทุนเพิ่มขึ้น และการออมลดลง
  • ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศไปหาประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอ่อนค่าลง (เงินบาทอ่อน) --> ทำให้สินค้าส่งออกราคาถูกลงในสายตาของต่างชาติ และสินค้านำเข้าแพงขึ้น ส่งผลให้ Export เพิ่ม Import ลดลง

จาก AD = C + G + I + ( X - M ) จะเห็นว่า I เพิ่ม, E เพิ่ม, M ลด นั่นคือ ทำให้ Aggregate Demand เพิ่มขึ้น และทำให้ GDP และอาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นไปด้วย (เงินเฟ้อ)

18Mar/1011

สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค1

หัวข้อ         : Economics
ป้ายกำกับ   : , , , , ,

**ในบทความนี้มีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติม เพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยผมจะใส่เป็นตัวหนังสือสีแดงนะครับ**

เศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นการมองภาวะเศรษฐกิจในลักษณะของภาพใหญ่ คือมองทั้งประเทศ ซึ่งคนที่มีหน้าที่หลักในการดูแลเรื่องนี้ก็คือรัฐบาล

รัฐบาลจะออกนโยบายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคโดยมีเป้าหมาย 2 อย่าง คือ

  1. ให้ตัวแปรหลักๆ ทางเศรษฐศาสตร์มหภาคอยู่ในระดับที่เหมาะสม
  2. ทำให้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มั่นคง ไม่ผันผวน

ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีอยู่หลายตัว แต่สามารถนำมาจัดลงใน 4 หัวข้อดังนี้

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) => ต้องการสูง และยั่งยืน
  • ภาวะการว่างงาน (Unemployment) => ต้องการให้น้อย
  • ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) => ต้องการให้น้อยและเสถียร เพราะจะช่วยให้ภาคธุรกิจตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
  • ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) => พยายามให้ไม่ขาดดุล

เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ รัฐบาลจะต้องทำการควบคุมตัวแปรซึ่งเป็นตัวกลางอีกทีหนึ่ง เช่น อัตราดอกเบี้ย อุปทานของเงิน ภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะบรรลุทุกวัตถุประสงค์พร้อมๆกันนั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะแต่ละจุดประสงค์ก็จะมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ถ้าต้องการให้ภาวะการว่างงานต่ำ ก็อาจจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อเป็นต้น

23Feb/1010

สรุปไอเดียเจ๋งๆ จากหนังสือ The Armchair Economist (part 1)

หัวข้อ         : Book, Economics
ป้ายกำกับ   : , , ,

ผมได้ซื้อหนังสือชื่อว่า The Armchair Economist มาจาก Amazon ครับ และได้พบว่ามีไอเดียที่น่าสนใจมากมาย เลยเอามาแบ่งปันกัน ( ผมยังอ่านไม่จบนะครับ แต่จะเอามาเติมเรื่อยๆ เมื่ออ่านผ่านไปแต่ละบทนะครับ)

Part I What life is all about

ตอนที่ 1 : พลังของสิ่งจูงใจ

  • เกือบทุกอย่างของวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถสรุปได้ออกมาว่า "คนเราตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ" ดังนั้นสิ่งจูงใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ
  • การที่มีกฎหมายบังคับให้ใช้เข็มขัดนิรภัย ทำให้ความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลง => แต่มันก็ส่งผลให้คนเราขับรถประมาทยิ่งขึ้นเพราะคิดว่าตนเองปลอดภัย => สรุปแล้ว จากการสำรวจพบว่า จำนวนคนที่ตายจากอุติเหตุก็ไม่ได้ลดลงเพราะกฎหมายนี้เลย ( แต่คนเดินถนนอาจจะตายมากขึ้น เพราะคนเดินถนนไม่ได้มีอุปกรณ์ช่วยเซฟเลย)
  • ถ้ายังสงสัยถึงเหตุผลดังกล่าวก็ให้ลองคิดกลับกันว่า ถ้าการขับรถมันอันตรายมากๆ คุณก็จะขับระวังขึ้นนั่นเอง
  • เช่นเดียวกันกับกรณีอื่นๆ การที่มีเทคนิคการคุมกำเนิดที่ดีขึ้นก็อาจจะไม่ทำให้จำนวนการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ลดลงได้ (เพราะคนก็จะมี xxx มากขึ้นไปด้วยนั่นเอง) หรือบุหรี่แบบอ่อนๆ ก็อาจทำให้คนเป็นมะเร็งปอดได้มากเช่นกัน (เพราะเค้าก็จะสูบมากขึ้น)
Page 1 of 212