สรุป Game Theory ตอนที่ 1
ทฤษฎีเกมคืออะไร?
ก่อนอื่นต้องบอกว่าในที่นี้ไม่ใช่ทฤษฎีในการเขียนเกมคอมพิวเตอร์นะครับ แต่มันคือ ทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เรียกว่าเกม ซึ่งเกมนั้นต้องมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคน นั่นก็คือ เราไม่ได้ติดสินใจอยู่คนเดียว แต่การตัดสินใจของเราต้องคำนึงถึงการตัดสินใจของผู้อื่นที่มีความคิดด้วย ซึ่งผู้ตัดสินใจแต่ละคนก็ย่อมต้องการให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากที่สุดด้วยเช่นกัน

ภาพยนตร์ที่มีการพูดถึงทฤษฎีเกม ที่ดังๆ ก็มีเรื่อง A Beautiful Mind นี่แหละครับ
ตัวอย่างทฤษฎีเกมที่มีชื่อเสียง
เกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's dilemma)
คนร้ายสองคนคือนาย A และ B ถูกตำรวจจับข้อหาฆาตกรรม แต่ตำรวจไม่สามารถดำเนินคดีกับคนร้ายทั้งสองได้เพราะไม่มีพยาน ตำรวจจึงใช้วิธีแยกไปสอบปากคำคนละห้อง...
คนร้ายแต่ละคนมีทางเลือกสองทางคือ 1. รับสารภาพ หรือ 2.ไม่รับสารภาพ โดยมีผลลัพธ์ที่ตามมาดังนี้...
- ถ้าคนร้ายคนหนึ่งรับสารภาพแต่อีกคนไม่รับ จะปล่อยตัวคนที่รับสารภาพไป แล้วคนที่ไม่รับสารภาพจะต้องถูกจำคุก 20 ปี
- ถ้าทั้งสองคนรับสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือจำคุกคนละ 10 ปี
- แต่ถ้าทั้งสองคนไม่รับสารภาพ ตำรวจจะสามารถส่งฟ้องได้เพียงข้อหาเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี....
แล้วถ้าคุณเป็นนาย A คุณจะทำยังไง??? ไว้รอดูการวิเคราะห์ในช่วงหลังนะครับ
ว่าด้วยทฤษฎีของทฤษฎีเกม
หัวใจของทฤษฎีเกม
หลักการใหญ่ที่สุดของทฏษฎีเกมก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Put yourself in the other player's shoes) ซึ่งก็คือ คิดว่าถ้าเราเป็นอีกคนหนึ่งเราจะทำอย่างไร?? จริงๆ ถ้าคุณสามารถคิดแบบนี้ได้ คุณจะสามารถวางแผนและตัดสินใจโดยใช้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนรู้ทฤษฎีเกมอะไรให้มากความเลย
Scope เรื่องระยะเวลาของเกม
แบ่งได้เป็น 2 อย่าง ใหญ่ๆคือ
- เกมที่เล่นทีเดียวจบ ผู้เล่นจะเลือกทางเลือกเพื่อให้ตนได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีที่ดูเลวร้ายแค่ไหน (เช่น การที่เราต้องไปซื้อของชายแดน แล้วมักโดนของปลอม เพราะผู้ขายไม่คิดว่าจะได้เจอเราอีกแล้ว)
- เกมที่ต้องเล่นซ้ำหลายๆ รอบ ผู้เล่นมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเลือกทางเลือกที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว เพราะหากเราใช้วิธีที่รุนแรง เราก็จะโดนโต้ตอบด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เสียประโยชน์ทั้งคู่ (เช่น คู่แข่งทางธุรกิจ จะไม่อยากใช้วิธีสงครามหั่นราคา เนื่องจากจะเสียผลประโยชน์ทั้งคู่ในที่สุด)
ปล. ความเห็นส่วนตัว เกมที่เราเล่นอยู่ อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่ใหญ่กว่า (ทั้งนี้ผมคิดว่า คนที่เชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ และชีวิตหลังความตาย จะมองชีวิตปัจจุบันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งใหญ่กว่ามากๆ)
ลักษณะการตัดสินใจทางกลยุทธ์ในเกม
สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ 1. ผลัดกันตัดสินใจ 2. ตัดสินใจพร้อมกัน
1. ผลัดกันตัดสินใจ (Sequential Move)
คือการที่แต่ละคนจะผลัดกันตัดสินใจ มีลำดับแน่นอน โดยที่แต่ที่แต่ละฝ่ายรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามได้ตัดสินใจอะไรในตาก่อนหน้า (เช่น เกมส์ OX , การเล่นหมากรุก) ซึ่งการเล่นแบบนี้จะสามารถหาวิธีการเล่นที่ดีที่สุดได้โดย การคิดย้อนกลับ (Backward Thinking) ซึ่งอาจใช้การวิเคราะห์ แผนภูมิการตัดสินใจแบบต้นไม้(Tree Diagram) โดยหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่ปลายทาง (ต้องพิจารณาแล้วว่าอีกฝ่ายก็ได้เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับอีกฝ่ายเช่นกัน) แล้วไล่ย้อนกลับมาจนถึงการตัดสินใจแรกสุด
ตัวอย่าง หากคุณมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจที่เก่งมากมายืมเงินคุณ 1 ล้านบาท บอกว่าจะเอาไปลงทุน ซึ่งคาดว่าใน 1 ปีจะได้เงินคืนมาทั้งหมด 5 ล้านบาท โดยจะแบ่งเงินกันครึ่งๆ คุณจะให้เงินเค้าไปลงทุนหรือไม่??
หากวาด Tree Diagram จะออกมาว่า...

จะเห็นว่าหากเราให้ยืมเงิน เพื่อเราจะต้องโกง เพราะเค้าได้ผลตอบแทนดีกว่า คือได้ 5ลบ. เทียบกับ 2.5 ลบ. (หากเค้าคิดว่าเล่นทีเดียวจบ) ดังนั้นการที่เราได้เลือกก่อน ทางเลือกที่ดีที่สุดของเราคือไม่ให้เงิน เพราะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า คือ 0 เทียบกับ -1 ลบ. นั่นเอง
ตัวอย่าง 2 อันนี้เอามาจากในหนังสือ The Art of Strategy โดยเป็นตัวอย่างเกมที่สามารถแก้ได้โดยการคิดย้อนกลับ ซึ่งเป็นเกมในรายการ Survivor ที่มีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม
กติกา : มีธงอยู่ทั้งหมด 21 อัน แต่ละทีมสามารถดึงธงออกได้ทีละ 1,2, หรือ 3 อัน (ห้ามดึงมากกว่านี้ใน 1 ตา) โดยให้ผลัดกันเล่นคนละตา ทีมไหนเป็นคนดึงธงอันสุดท้ายได้เป็นคนชนะ
ถ้าหากคุณเป็นทีมที่เริ่มต้นก่อน คุณจะดึงธงออกกี่อัน จึงจะชนะแน่นอน??? (ใครตอบได้ ลองไปตอบในคอมเมนท์นะครับ)
2. ตัดสินใจพร้อมๆ กัน (Simultaneous)
คือการเล่นเกมที่ต้องตัดสินใจพร้อมๆกัน หรืออาจไม่ได้พร้อมกันซักทีเดียว แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลือกอะไร เช่น การตัดสินใจในเกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's Dilemma) ซึ่งนิยมใช้การวิเคราะห์โดยใช้ ตารางผลตอบแทน(Payoff Table)
ตัวอย่าง 1 : ในกรณี Prisoner's Dilemma
| B รับสารภาพ | B ไม่รับสารภาพ | |
|---|---|---|
| A รับสารภาพ | -10, -10 | 0, -20 |
| A ไม่รับสารภาพ | -20, 0 | -1, -1 |
* เลขในตารางคือผลตอบแทนของแต่ละคน ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจแต่ละแบบ คือ (ผลตอบแทนนาย A, ผลตอบแทนนาย B)
สมมติว่าเราเป็น A จะเห็นว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกอะไร การที่เราสารภาพ จะได้ผลตอบแทนมากกว่าเสมอ (-10 เทียบกับ -20 และ 0 เทียบกับ -1) ซึ่งเราจะเรียก การสารภาพ ว่าเป็น กลยุทธเด่น (Dominant Strategy) ของ A (ในทำนองเดียวกัน กลยุทธ์เด่นของ B ก็คือการสารภาพเช่นกัน) และเมื่อทั้งสองทำตามกลยุทธ์เด่นของตนเอง ผลลัพธ์ก็คือ ทั้งคู่สารภาพ จนในที่สุดก็ต้องจำคุกไปคนละ 10 ปีนั่นเอง... และนี่ก็คือความลำบากใจของนักโทษครับ
หลักการที่สำคัญก็คือ เกมที่เล่นครั้งเดียวจบแบบนี้ ถ้าหากผู้เล่นคนไหนมีกลยุทธ์เด่น ผู้เล่นคนนั้นก็ควรจะทำตามกลยุทธ์เด่นเสมอ (เช่น ถ้าเกมไหนที่เราไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่อีกฝ่ายหนึ่งมี เราก็ควรจะ assume ว่าอีกฝ่ายก็ต้องเลือกกลยุทธ์เด่นของตัวเองแน่นอน แล้วเราก็ควรจะเลือกการโต้ตอบที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับเรา)
ตัวอย่าง 2 : ผมเอามาจากหนังสือ เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม นะครับ เล่มนี้อ่านเข้าใจง่ายมาก
มีสถานีโทรทัศน์อยู่ 2 ช่อง ต้องแข่งกัน และต้องตัดสินใจว่าจะวางผังรายการยังไงโดยที่ไม่รู้ผังของอีกฝั่งหนึ่ง แต่ได้ทำการประมาณการ rating ไว้ดังตาราง
เพื่อนๆ คิดว่าสุดท้ายแล้ว ผลสรุปจะออกมาแบบไหนกันครับ??
| สถานีช่อง2 | ||||
| rating | เกมโชว์ | ละครน้ำเน่า | รายการเพลง | |
| สถานีช่อง 1 | เกมโชว์ | 35,65 | 10,90 | 60,40 |
| ละครน้ำเน่า | 45,55 | 55,45 | 65,35 | |
| รายการเพลง | 40,60 | 10,90 | 75,25 | |
ลองหากลยุทธ์เด่น....จะพบว่า หากเราเป็นสถานีช่อง 1 จะไม่มีกลยุทธ์เด่นเลย ในทำนองเดียวกัน สถานีช่อง2 ก็ไม่มีกลยุทธ์เด่นเช่นเดียวกัน
แล้วอย่างงี้ทำไง?? ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าหากผู้เล่นไม่มีกลยุทธ์เด่น ก็ลองหากลยุทธ์ด้อย (Dominated Strategy) ซึ่งก็คือ ทางเลือกที่ไม่ว่ายังไงก็ห่วยกว่าทางเลือกอื่นทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นคนมีเหตุผลพอ ก็จะต้องไม่เลือกทางนั้นครับ (อีกฝ่ายก็อาจมีกลยุทธ์ด้อยเช่นกัน)
ถ้าลองพิจารณาดูจะพบว่า กลยุทธ์ด้อยของสถานี 1 คือ เกมโชว์ ส่วน กลยุทธ์ด้อยของสถานี 2 ก็คือ รายการเพลง ที่นี้เราก็ตัดมันทิ้งไปเลยครับ จะเหลือตารางแค่
| สถานีช่อง2 | |||
| rating | เกมโชว์ | ละครน้ำเน่า | |
| สถานีช่อง 1 | ละครน้ำเน่า | 45,55 | 55,45 |
| รายการเพลง | 40,60 | 10,90 | |
ซึ่งถ้าพิจารณาแค่นี้ก็จะพบกลยุทธ์เด่นของสถานี 1 คือ ละครน้ำเน่า
ส่วนของสถานี 2 ไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่เค้าจะมั่นใจว่าสถานี 1 ต้องเลือกละครน้ำเน่าแน่นอน ทำให้สถานี 2 ต้องเลือก เกมโชว์ ครับ
ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือ ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ นี้จะเป็นจุดที่ผลตอบแทนของทุกฝ่ายมีเสถียรภาพ นั่นคือ ไม่สามารถมีใครได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้โดยการเปลี่ยนไปเลือกทางเลือกอื่น จุดสมดุลที่ว่านี้เรียกว่า จุดสมดุลของแนช (Nash Equilibrium) อันโด่งดังนั่นเอง
จริงๆ มีอีกวิธีในการหา Nash Equilibrium
ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการเลือกจุดใดจุดหนึ่งในตารางเริ่มต้น (จุดไหนก็ได้) เช่น จุด รายการเพลง,รายการเพลง (75,25)
จะเห็นว่าสถานี 2 ย่อมอยากจะเปลี่ยนไปฉาย ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น รายการเพลง,ละครน้ำเน่า (10,90)
สถานี 1 ก็จะเปลี่ยนเป็น ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,ละครน้ำเน่า (55,45)
สถานี 2 ก็จะเปลี่ยนเป็น เกมโชว์ แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55)
สถานี 1 ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว (45 ดีที่สุดแล้ว) ดังนั้น จุดสมดุลของแนชก็คือ จุด ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55) นั่นเอง
ข้อควรระวัง โลกแห่งความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่ Nash Equilibrium บอกมาเสมอไป เนื่องจากผู้เล่นทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้มีแนวคิดที่มีเหตุผลตามในทฤษฎี แต่หากเล่นซ้ำหลายๆรอบแล้ว จุดสมดุลสุดท้ายมักจะเป็นที่ Nash Equilibrium เพราะผู้เล่นมีประสบการณ์มากพอที่จะมองเกมออกแล้ว
ในตอนนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อน ไว้ตอนหน้าจะมาต่อกันที่สถานการณ์อื่นๆ เช่น เกมที่อาจมีจุดสมดุลย์ของแนชมากกว่า 1 จุด แล้วมาดูเราควรจะวิเคราะห์ยังไง?
หนังสือดีๆ ที่อยากแนะนำ Introducing Economics : A Graphic Guide
เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปเดิน Kinokuniya นานกว่าปกติ (เนื่องจากภรรยาผมไปทำ treatment หน้าอยู่) ตอนแรกว่าจะหาหนังสือเกี่ยวกับ Banking เพื่อเพิ่มความรู้ด้านการธนาคารให้มากขึ้น เพราะผมไม่ได้เรียนด้านนี้มาเลย เดินไปเดินมา ก็ไม่เจอเล่มที่ถูกใจซะที...
จนในที่สุดไปสะดุดตากับหนังสือเล่มเล็กๆ อันนึงคือ หนังสือในซีรีส์ Graphic Guide ของ Introducing Book ที่มีชื่อว่า Introducing Economics : A Graphic Guide

Introducing Economics : A Graphic Guide
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ มีการเล่าเนื้อหาความเป็นมาของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในรูปแบบของการมีภาพประกอบเป็นภาพกราฟิกการ์ตูน ซึ่งทำให้เราอ่านแนวความคิดที่ซับซ้อนได้โดยง่าย เห็นภาพรวม และอ่านจบอย่างรวดเร็ว!! (ผมอ่านแปปเดียวก็จบแล้ว)
โดยในเล่มนี้มีการอธิบายความเป็นมาตั้งแต่สมัยแนวคิดของปีทาโกรัสที่ว่าทุกอย่างในจักรวาลสามารถอธิบายได้ด้วยตัวเลข เรื่อยมาจนมีการพัฒนาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ มากมาย ที่ใช้ตัวเลขและสูตรต่างๆมาอธิบาย จนสุดท้ายมาถึงแนวคิดยุคหลังที่ต้องคำนึงถึงความคิดที่ซับซ้อนของมนุษย์ที่เอาเข้าจริงอาจไม่มีเหตุผลอย่างที่คิดเข้าไปในโมเดลด้วย


ซึ่งการอธิบายตามประวัติศาสตร์แบบนี้จะทำให้เราเกิดความเข้าใจได้ว่า ที่มาที่ไปของแนวความคิดแต่ละอันมาได้อย่างไร และมีปัจจัยสนับสนุนมาจากไหน (ในเล่มนี้ทำให้ผมเห็นความสัมพันธ์ของวิชาฟิสิกส์และวิชาเศรษฐศาสตร์ได้!!)
ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยเปิดมุมมองหลายๆ อย่างให้เพื่อนๆ ได้ไม่มากก็น้อย ใครมีเวลาก็ลองไปเปิดอ่านเล่นใน Kinokuniya สาขาพารากอนก่อนได้ (อยู่หมวด Economics ของหนังสือภาษาอังกฤษ)
(Tips: ใน Series นี้ เท่าที่ผมรู้ มีแปลไทยแค่เล่มเดียวคือ Introducing Stephen Hawking ทำไมไม่มีคนแปลเรื่องอื่นนะ มันเจ๋งมากเลยจริงๆ)
ป.ล. หลังจากตัดสินใจเอาเล่มนี้แล้วก็ไปเจอะหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีเกมที่น่าสนใจอีกเล่มนึง ชื่อว่า The Art of Strategy ก็เลยสอยมาด้วยเลย ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ
เว็บติว MacroEconomics สุดเจ๋ง
ผมไปเจอเว็บติว Macroeconomics เจ๋งๆ มาครับ เลยอยากจะเอามาแบ่งปันกัน
เว็บชื่อว่า eur macro tutor
http://www.fgn.unisg.ch/eurmacro/tutor/index.html
เวลาเข้าไปจะมี 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่เป็น Interactive Model สุดเจ๋ง เอาไว้ลองเปลี่ยนค่าโน่นนี่ดูว่ากราฟจะเปลี่ยนเป็นยังไงรวมถึงมี animation ให้ดูเพื่อจะได้เข้าใจง่ายขึ้นด้วย และอีกส่วนที่เจ๋งไม่แพ้กัน ก็คือ ส่วนที่เป็นเรื่องของทฤษฎี ซึ่งแสดงให้เห็นภาพรวมและความสัมพันธ์ของแต่ละกราฟฝนงิชา Macroeconomics ไว้ได้ดีเลยทีเดียวครับ
ยังไงก็ลองเข้าไปดูกันนะครับ
แนะนำเว็บ Khan Academy เว็บสอนหนังสือด้วย online video ที่เจ๋งมากๆ
ป้ายกำกับ : academy, biology, khan, math, physics, Tutorial, video, website, youtube
วันนี้นั่งดู youtube แล้วไปเจอ video สอนเรื่อง probability อันนึงสอนได้ละเอียดดี เลยจิ้มไปดูรายละเอียด...

พบว่าเป็น video ที่ทำโดย Salman Khan (Sal) แห่ง Khan Academy ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มี mission เจ๋งๆ นั่นคือ
การให้ความรู้ที่มีคุณภาพสูงแก่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใดบนโลก
อันนี้เป็น video แนะนำสถาบันครับ เจ๋งมาก เค้าเริ่มตั้งแต่สอน 1+1=2 ยันไปถึงความรู้ระดับมหาลัย !!
เนื้อหาที่เค้าสอนมีหลากหลายหัวข้อ ตั้งแต่คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ไปจนถึงชีววิทยาเลยทีเดียว (แต่เป็นภาษาอังกฤษนะครับ แต่ฟังไปดูไปง่ายครับ)
จะเข้าไปดู video ที่เค้าสอนได้ยังไง?
คุณสามารถเข้าถึง video ของเค้าได้ 2 ทางคือ ทาง website และทาง youtube channel ซึ่ง Kal เค้าแนะนำว่า ใน website จะจัดระเบียบ video ไว้เข้าถึงง่ายกว่า แต่อาจจะ update ช้ากว่าของ youtube นิดหน่อยครับ
- Website : http://www.khanacademy.org/
- Youtube Channel : http://www.youtube.com/user/khanacademy
คนทำเรื่องดีๆ อย่างนี้ต้องสนับสนุน!! อย่าลืมส่งต่อให้เพื่อนๆ ได้รู้แหล่งเรียนรู้ดีๆ ด้วยนะครับ
สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค2
เงินและอัตราดอกเบี้ย Money and Interest rate
ถ้าหากเรามองเรื่องของสินค้าบริการ Demand และ Supplyของสินค้าและบริการ จะเป็นตัวที่กำหนดราคาของสินค้าบริการนั้นๆ แต่ถ้าเรามองในเรื่องของเงินแล้ว Demand และ Supplyของเงิน จะเป็นตัวที่กำหนด "ราคาของเงิน" ซึ่งก็คือ อัตราดอกเบี้ย นั่นเอง
Demand ของเงินในที่นี้ก็คือความต้องการที่จะรักษาความมั่งคั่งของคุณไว้ในรูปของตัวเงิน แทนที่จะอยู่ในรูปของสินค้า บริการ หรือเอาไปซื้อหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อ Demand ของเงินมีดังนี้
- รายได้ในรูปของเงิน = ยิ่งมีรายได้มาก ก็จะมีรายจ่ายมาก ทำให้ต้องการเงินมากขึ้น
- ความถี่ในการได้รับเงิน = ยิ่งได้ถี่น้อย (นานๆได้ที) คนก็ต้องถือเงินมากขึ้น เพื่อที่จะใช้ชีวิตไปจนได้เงินอีกครั้งหนึ่ง
- นวัตกรรมด้านการเงิน = บัตรเครดิต บัตรเดบิต เครื่อง ATM ล้วนแล้วแต่งส่งผลต่อการถือเงินทั้งสิ้น
- การคาดการณ์ต่อรายได้ที่ได้จากการถือทรัพย์สิน = เช่น ถ้าคนคาดว่าหุ้นจะตก คนก็จะขายหุ้นและถือเงินมากขึ้น
- อัตราดอกเบี้ย = อันนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ เพราะมันคือ ค่าเสียโอกาสในการถือเงิน (เพราะเสียโอกาสในการได้รายได้จากทรัพย์สินที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า เช่น หุ้น หรือ พันธบัตร) ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับ demand ของเงินจะเป็นเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้ว หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น มันมักจะเพิ่มในหุ้น หรือพันธบัตรมากกว่าที่จะเพิ่มในบัญชีธนาคารของคุณ ดังนั้น เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น demand ของเงินก็จะลดลง
ผลของการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน หรือ money supply
เมื่อ Money supply เพิ่มขึ้น... ( Ms เลื่อนไปทางขวา)
อัตราดอกเบี้ยจะลดลง -->
- ทำให้การกู้เงินถูกลง ซึ่งส่งผลให้การลงทุนเพิ่มขึ้น และการออมลดลง
- ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศไปหาประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอ่อนค่าลง (เงินบาทอ่อน) --> ทำให้สินค้าส่งออกราคาถูกลงในสายตาของต่างชาติ และสินค้านำเข้าแพงขึ้น ส่งผลให้ Export เพิ่ม Import ลดลง
จาก AD = C + G + I + ( X - M ) จะเห็นว่า I เพิ่ม, E เพิ่ม, M ลด นั่นคือ ทำให้ Aggregate Demand เพิ่มขึ้น และทำให้ GDP และอาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นไปด้วย (เงินเฟ้อ)
สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค1
**ในบทความนี้มีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติม เพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยผมจะใส่เป็นตัวหนังสือสีแดงนะครับ**
เศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นการมองภาวะเศรษฐกิจในลักษณะของภาพใหญ่ คือมองทั้งประเทศ ซึ่งคนที่มีหน้าที่หลักในการดูแลเรื่องนี้ก็คือรัฐบาล
รัฐบาลจะออกนโยบายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคโดยมีเป้าหมาย 2 อย่าง คือ
- ให้ตัวแปรหลักๆ ทางเศรษฐศาสตร์มหภาคอยู่ในระดับที่เหมาะสม
- ทำให้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มั่นคง ไม่ผันผวน
ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีอยู่หลายตัว แต่สามารถนำมาจัดลงใน 4 หัวข้อดังนี้
- การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) => ต้องการสูง และยั่งยืน
- ภาวะการว่างงาน (Unemployment) => ต้องการให้น้อย
- ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) => ต้องการให้น้อยและเสถียร เพราะจะช่วยให้ภาคธุรกิจตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
- ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) => พยายามให้ไม่ขาดดุล
เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ รัฐบาลจะต้องทำการควบคุมตัวแปรซึ่งเป็นตัวกลางอีกทีหนึ่ง เช่น อัตราดอกเบี้ย อุปทานของเงิน ภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การที่จะบรรลุทุกวัตถุประสงค์พร้อมๆกันนั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะแต่ละจุดประสงค์ก็จะมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ถ้าต้องการให้ภาวะการว่างงานต่ำ ก็อาจจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อเป็นต้น
สรุปไอเดียเจ๋งๆ จากหนังสือ The Armchair Economist (part 1)
ผมได้ซื้อหนังสือชื่อว่า The Armchair Economist มาจาก Amazon ครับ และได้พบว่ามีไอเดียที่น่าสนใจมากมาย เลยเอามาแบ่งปันกัน ( ผมยังอ่านไม่จบนะครับ แต่จะเอามาเติมเรื่อยๆ เมื่ออ่านผ่านไปแต่ละบทนะครับ)
Part I What life is all about
ตอนที่ 1 : พลังของสิ่งจูงใจ
- เกือบทุกอย่างของวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถสรุปได้ออกมาว่า "คนเราตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ" ดังนั้นสิ่งจูงใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ
- การที่มีกฎหมายบังคับให้ใช้เข็มขัดนิรภัย ทำให้ความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลง => แต่มันก็ส่งผลให้คนเราขับรถประมาทยิ่งขึ้นเพราะคิดว่าตนเองปลอดภัย => สรุปแล้ว จากการสำรวจพบว่า จำนวนคนที่ตายจากอุติเหตุก็ไม่ได้ลดลงเพราะกฎหมายนี้เลย ( แต่คนเดินถนนอาจจะตายมากขึ้น เพราะคนเดินถนนไม่ได้มีอุปกรณ์ช่วยเซฟเลย)
- ถ้ายังสงสัยถึงเหตุผลดังกล่าวก็ให้ลองคิดกลับกันว่า ถ้าการขับรถมันอันตรายมากๆ คุณก็จะขับระวังขึ้นนั่นเอง
- เช่นเดียวกันกับกรณีอื่นๆ การที่มีเทคนิคการคุมกำเนิดที่ดีขึ้นก็อาจจะไม่ทำให้จำนวนการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ลดลงได้ (เพราะคนก็จะมี xxx มากขึ้นไปด้วยนั่นเอง) หรือบุหรี่แบบอ่อนๆ ก็อาจทำให้คนเป็นมะเร็งปอดได้มากเช่นกัน (เพราะเค้าก็จะสูบมากขึ้น)






