Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

26Jan/100

Incremental Analysis

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , , ,

เวลาที่เราต้องการจะวิเคราะห์ทางเลือกต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นมากมายนั้น วิธีที่เป็นที่นิยมของนักบัญชีบริหารก็คือ Incremental Analysis ครับ โดยเราจะทำการระบุข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆ ที่เปลี่ยนไปเมื่อเปลี่ยนทางเลือกมาพิจารณาครับ

แต่การที่เราจะทำการวิเคราะห์ได้ถูกต้องนั้น เราต้องทำความเข้าใจ ศัพท์ 3 คำนี้ให้ทะลุปรุโปร่งซะก่อนครับ

  • Relevant Cost = ปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเปลี่ยนทางเลือก ซึ่งเราจะต้องนำมาพิจารณาด้วย
  • Opportunity Cost (ต้นทุนค่าเสียโอกาส) = ต้นทุนที่สูญเสียไปเมื่อเราเปลี่ยนทางเลือกไปเลือกทางเลือกอันใหม่ ซึ่งเราจะต้องนำมาพิจารณาด้วย
  • Sunk Cost = ต้นทุนที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ไม่มีทางเอากลับคืนหรือเปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้น เราจะไม่นำ Sunk Cost มาพิจารณาใน Incremental Analysis ครับ
25Jan/100

Cost-Volume-Profit Analysis การวิเคราะห์ ต้นทุน-ปริมาณการผลิต-และผลกำไร

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , ,

หลังจากที่พูดเรื่องพื้นฐานบัญชีกันมานานพอสมควร วันนี้จะขอพูดถึงหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับวิชาบัญชีบริหารจริงๆแล้ว ซึ่งหัวข้อนี้จะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุน ปริมาณการผลิต และผลกำไร ภาษาคนเรียน MBA เรียกมันว่า Cost-Volume-Profit หรือ CVP Analysis ครับ

แต่ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจส่วนประกอบของมันก่อน นั่นก็คือ

1. Variable Cost (ต้นทุนแปรผัน) = คือต้นทุนรวมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสัดส่วนเมื่อเราผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้นหรือน้อยลง (ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยเท่าเดิม) ยกตัวอย่างเช่น ต้นทุนของวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเป็นต้น

2. Fixed Cost (ต้นทุนคงที่) = ต้นทุนรวมที่คงที่แม้เราจะผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้นหรือน้อยลง (ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง) ยกตัวอย่างเช่น ค่าเช่าที่สำนักงานหรือโรงงานเป็นต้น

แต่แน่นอนว่า การที่จะทำให้ Variable Cost แปรผันเป้นสัดส่วนตามปริมาณการผลิต หรือทำให้ Fixed Cost คงที่แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงปริมาณการผลิตนั้น ย่อมเป็นจริงได้ในช่วงการผลิตบางช่วงเท่านั้น (ไม่ได้เป็นไปตลอด) ซึ่งเราจะเรียกช่วงนี้ว่า Relevant Range นั่นเอง ซึ่งการวิเคราะห์ CVP นี้จะสมมติว่าวิเคราะห์อยู่ใน Relevant Range ครับ

3. Mixed Cost คือต้นทุนที่มีทั้งส่วนประกอบของ Fixed Cost และ Variable Cost อยู่ด้วยกัน  ซึ่งนี่แหละคือต้นทุนที่พบได้ในชีวิตจริงมากที่สุดครับ

วิธีการหา Variable Cost ต่อหน่วย ที่แฝงอยู่ใน Mixed Cost ก็คือ การหา "ความชันของรูปสามเหลี่ยม" ด้านบนนั่นเองครับ ซึ่งทำได้โดยการ นำ ต้นทุนรวมที่เพิ่มขึ้น หารด้วย จำนวนการผลิตที่เพิ่มขึ้น = (4000-1000)/(3000-0) = $1 / หน่วย นั่นเองครับ

24Jan/104

กฎพื้นฐานของการทำบัญชี (GAAP)

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , ,

ถ้าหากบริษัทของเราต้องการที่จะนำข้อมูลทางด้านการเงินออกสู่สาธารณะแล้ว เราจะต้องทำตามกฎเกณฑ์พื้นฐานที่เรียกว่า GAAP (generally accepted accounting principles) ครับ ดังนั้นเราควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฏนี้ด้วย

เรามีกฎเกณฑ์หลักๆ อยู่ 10 ข้อครับ โดยจะแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ นั่นคือ

สมมติฐาน ( Assumptions )

  • Monetary Unit Assumption (หน่วยเงินตรา) = เราจะบันทึกบัญชีเฉพาะสิ่งที่ตีค่าเป็นเงินได้เท่านั้น
  • Economic Entity Assumption (หน่วยงาน) = เราจะแยกการพิจารณาของหน่วยงานที่กำลังพิจารณา (บริษัท) ออกจากกิจกรรมของเจ้าของหรือหน่วยงานอื่นๆ
  • Time period Assumption (รอบเวลา) = บอกว่าช่วงชีวิตของธุรกิจนั้นสามารถาแบ่งรอบบัญชีเป็นช่วงๆ เพื่อการเสนอรายงานการเงิน โดยแบ่งเวลาเป็นช่วงสั้นๆ เช่น เป็นไตรมาส เป็นเดือน หรือ เป็นปี เพื่อให้ง่ายต่อการรายงานผล
  • Going concern Assumption (การดำเนินงานต่อเนื่อง) = สมมติให้บริษัทสามารถจะอยู่ได้ไปเรื่อยๆ จนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์และภาระผู้พันที่มีอยู่ โดยไม่ต้องเลิกกิจการ

หลักการ ( Principles)

  • Revenue Recognition Principle (การรับรู้รายได้) = เราควรรับรู้รายได้ (การรวบรวมรายการหรือเหตุการณ์ทางบัญชีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงบกำไรขาดทุน) ในช่วงบัญชีที่เกิดการขายขึ้น ไม่ใช่ตอนที่ผลิตเสร็จ และ ไม่ใช่ตอนที่ลูกค้ามาจ่ายเงินเรา
  • Matching Principle (Expense Recognition) (การจับคู่ - รับรู้รายจ่าย) = รายจ่ายต้องถูกรับรู้ในช่วงเวลาเดียวกับรายรับที่เป็นคู่ของมัน (รายรับที่จะเกิดจากการทำรายจ่ายนั้น) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท มีการให้บริการนวดลูกค้า โดยได้รายรับ 300 บาท และสมมติว่าค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมีอันเดียวคือ ค่าจ้างหมอนวด ดังนั้น ค่าจ้างหมอนวดจะต้องถูกนำมาคิดให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับการได้รับรายรับจากลูกค้านั่นเองถ้าจะให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราจะต้องเข้าใจว่า ค่าใช้จ่าย( Expense) นั้น จริงๆแล้ว มีต้นกำเนิดมาจากต้นทุน (Cost) ซึ่งต้นทุนมีสองประเภท คือ
    • 1. ต้นทุนที่ยังส่งผลประโยชน์ในอนาคตได้อีก เราจะเรียกว่า Unexpired Cost ซึ่งต้นทุนพวกนี้เราจะเก็บมันไว้ใน Asset ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อเครื่องจักรมา 10,000 บาท เราก็จะเก็บมันไว้ใน (Fixed Asset) ทรัพย์สินถาวร หรือว่าเราผลิตสินค้ามา มันก็จะถูกเก็บเป็น Inventory (สินค้าคงคลัง)

      Unexpired cost จะกลายเป็น expense ได้โดย เปลี่ยนจาก Inventory => Cost of Goods Sold เวลาเราขายสินค้าได้ หรือ เวลาเราใช้สินทรัพย์ถาวรไปเรื่อยๆ มันก็จะต้องเสื่อมลงตามกาลเวลา เราจึงมีการคิด Depreciation (ค่าเสื่อมราคา) ซึ่งเป็น Expense ชนิดหนึ่งนั่นเอง

    • 2. ต้นทุนที่ไม่สามารถส่งผลประโยชน์ในอนาคตได้อีก เราจะเรียกว่า Expired Cost ซึ่งเราจะคิดต้นทุนพวกนี้ว่าเป็นค่าใช้จ่าย (Expense) ทันที เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าโฆษณา เป็นต้น
  • Full Disclosure Principle (เปิดเผยข้อมูล) = จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่จะกระทบต่อผู้ลงทุนต่อเจ้าหนี้
  • Cost Principle (หลักต้นทุน) = Asset จะต้องถูกบันทึกไว้ที่ราคาต้นทุนที่ซื้อมา ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปก็ตาม

ข้อจำกัด ( Constraints)

  • Materiality (การมีนัยสำคัญ) = ถ้ารายการบางอันมีมูลค่าน้อยจนไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจ ก็ไม่จำเป็นต้องทำตามหลักเกณฑ์ GAAP
  • Conservatism (อนุรักษ์นิยม / ระมัดระวัง) = ถ้าเกิดความสงสัยหรือไม่แน่ใจ ให้เลือกวิธีที่ไม่ทำให้เรามีทรัพย์สินหรือรายได้มากเกินความเป็นจริง
24Jan/108

งบดุลเบื้องต้น

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , ,

ส่วนประกอบของงบดุลนั้นแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. ทรัพย์สิน (Asset) หมายถึง มูลค่าของทรัพยากรทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่
  2. หนี้สิน (Liability) หมายถึง มูลค่าที่บริษัทเป็นหนี้ และต้องนำไปคืนเจ้าหนี้ (creditor)
  3. ส่วนของเจ้าของ (Owners’ / Stockholders’ Equity) หมายถึง มูลค่าส่วนที่เป็นสิทธิ์ของเจ้าของ (ผู้ถือหุ้น)

ที่นี่เมื่อรู้นิยามแล้ว… ความสัมพันธ์อันสุดยอดของ 3 ตัวนี้ก็คือ

ทรัพย์สิน (Asset) = หนี้สิน (Liabilities) + ส่วนของเจ้าของ (Equity)

ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าบริษัทจะไปหา ทรัพย์สิน มาครอบได้ 2 วิธีก็คือ คือ ไปกู้เงินมาซื้อ ไม่ก็ใช้เงินจากผู้ถือหุ้น (เจ้าของบริษัท) ซื้อ ระบบงบดุลก็จะเป็นการบอกว่าทรัพย์สินของบริษัทนั้นมีเจ้าหนี้เป็นเจ้าของอยู่เท่าไหร่ และเป็นของผู้ถือหุ้น (ตัวเจ้าของบริษัท) เองอยู่เท่าไหร่

จะให้ง่ายต้องมองงบดุลเป็นตราชั่งที่มีสองฝั่งครับ ฝรั่งซ้ายมีก้อนที่เรียกว่า ทรัพย์สินอยู่ ส่วนฝั่งขวามีก้อนที่เรียกว่า หนี้สิน กับก้อนที่เรียกว่า ส่วนของผู้ถือหุ้น วางทับกันอยู่ โดยที่ตราชั่ง 2 ฝั่งจะต้องหนักเท่ากัน (มูลค่าเท่ากัน) ตลอดเวลาครับ

24Jan/100

งบกำไรขาดทุนเบื้องต้น (Income Statement)

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , , ,

บทความที่แล้วเราทำความรู้จักกับงบดุลหรือ Balance Sheet ไปแล้ว วันนี้เรามาทำความรู้จักกับงบกำไรขาดทุน หรือ Income Statement กันครับ

ส่วนประกอบของ Income Statement หลักๆ มีอยู่ 3 ส่วน นั่นก็คือ

Revenue (รายรับ) - Expense (รายจ่าย) = Profit and Loss (กำไร/ขาดทุน)

แต่ทว่า ถ้ามันง่ายแค่นี้ คงไม่ต้องมานั่งเรียนบัญชีเป็นแน่ เพราะสิ่งที่ทำให้มันซับซ้อนขึ้นก็คือ มันมีส่วนประกอบย่อยๆ อีกดังนี้

ตัวอย่าง Income Statement

  • Sales Revenue (ยอดขาย) 50,000
  • > หัก Cost of goods sold (ต้นทุนขาย) 20,000
  • ได้ Gross profit (กำไรขั้นต้น) 30,000
  • > หัก Selling, general and admin. expenses (ค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร) 10,000
  • > หัก Depreciation and amortization (ค่าเสื่อมราคา) 2,000
  • > หัก Other expenses (ค่าใช้จ่าย อื่นๆ ) 1,000
  • ได้ Earnings before Interest and Taxes (EBIT) (รายได้ก่อนจ่ายดอกเบี้ยและภาษี) 17,000
  • > หัก Net interest expense/income (ดอกเบี้ยจ่าย) 1,000
  • ได้ Earnings before income taxes (รายได้ก่อนจ่ายภาษี) 16,000
  • > หัก Income taxes (ภาษี) 4,800
  • ได้ Net Income (รายได้สุทธิ) 11,200
    =====จบส่วนของ Income Statement===========
  • > หัก Dividend (เงินปันผล) 3,000
  • ได้ Retained Earning ( กำไรสะสม) 8,200

ที่นี้ เจ้าของบริษัทก็จะมีสิทธิ์เลือกได้ว่า จะแบ่งผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นในรูปแบบของ Dividend (เงินปันผล) หรือไม่? ซึ่งเงินที่เหลือจากการนำไปจ่ายเงินปันผล จะถูกนำไปเก็บไว้ในบริษัทเพื่อนำไปใช้งานในอนาคต โดยจะอยู่ในรูปของ Retained Earning (กำไรสะสม) ซึ่งจะไปสะสมในส่วนของเจ้าของในงบดุลอีกทีนั่นเองครับ

ตอนต่อไปเราจะมาดูเรื่องงบดุลกันครับ

24Jan/100

บัญชีเบื้องต้น

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , ,

การที่จะเข้าใจวิชาบัญชีบริหารนั้น เราต้องทำความเข้าใจกับวิชาบัญชีซะก่อนครับ วิชาบัญชีนั้นเปรียบเสมือนเป็น “ภาษาของการทำธุรกิจ” ใครอยากที่จะพัฒนาธุรกิจหรือเข้าใจธุรกิจมากขึ้นควรเข้าใจพื้นฐานของวิชาบัญชีซะก่อน อย่างไรก็ตาม ที่ผมจะนำมาสรุปในนี้จะใช้มีเพียงหลักที่สำคัญต่อการอ่านค่าจากบัญชีเท่านั้น พวกกฎระเบียบยิบย่อย หรือวิธีการทำบัญชีอย่างนักบัญชีจะไม่ขอพูดถึงนะครับ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยครับ

บัญชี คืออะไร?

บัญชี คือ ระบบข้อมูลที่ใช้เพื่อ 1. ระบุ 2. บันทึก และ 3.สื่อสาร กิจกรรมด้นเงินๆทองๆของบริษัทให้ผู้ที่สนใจได้รับรู้ ซึ่งก็คือ บุคคลภายในองค์กร เช่น ผู้จัดการแผนกต่างๆ หรือบุคคลภายนอก เช่น นักลงทุน เจ้าหนี้ หรือเจ้าหน้าที่สรรพากร เป็นต้น

หลักการพื้นฐานของบัญชี

บัญชีนั้นแบ่งออกเป็น 3 บัญชีหลักๆ คือ

  1. งบดุล (Balance Sheet) = ตัวบอกสถานะการเงินทั้งหมดของบริษัท ณ จุดของเวลาหนึ่งๆ เช่น สิ้นเดือน สิ้นปี หรือวันใดวันหนึ่ง
  2. งบรายรับรายจ่าย (Income Statement) = จะบอกเรื่องของรายรับ รายจ่าย ซึ่งจะส่งผลต่อผลกำไรและขาดทุนในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างงบดุล 2 อันนั่นเอง
  3. งบกระแสเงินสด ( Statement of Cash Flow) = ตัวบอกการเคลื่อนไหวของเงินสดจริงๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ช่วยให้รู้ว่าเงินสดได้มาจากไหน ใช้ยังไง และมีการเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

พอจะเห็นภาพคร่าวๆ หรือยังครับ ไว้ตอนหน้าเราจะมาทำความเข้าใจกันให้ลึกซึ้งขึ้นกว่านี้อีก ครับ !!