เชิญร่วมทดสอบโปรแกรมแนะนำอาชีพ GuideMyJob Version 1.0
ป้ายกำกับ : career, download, excel, guide, interest, job, knowledge, program, skill, value, อาชีพ, แนะแนว
ผมเคยได้บอกว่าจะทำเว็บแนะแนวการศึกษาและอาชีพ เพื่อช่วยแนะแนวอาชีพที่เหมาะกับลักษณะความชอบและความถนัดของแต่ละคนครับ ซึ่งจะทำให้คนเราสามารถทำงานแล้วมีความสุขกับงานที่ทำมากที่สุด (รายละเอียดใน http://www.siraekabut.com/about/ และ http://www.siraekabut.com/category/idea-career-guide/career-guide/)
แต่เนื่องจากเวลามีน้อยเหลือเกิน ผมเลยไม่สามารถทำในรูปแบบเว็บไซต์ได้ทัน เลยขอทำเป็น โปรแกรมแนะแนวอาชีพในรูปแบบไฟล์ Excel แทนไปก่อน
แม้ว่าจะยังไม่ได้ออกมาเป็นไปตามที่คิดไว้ตอนแรก แต่ผมเห็นว่ามัน เป็นโอกาสที่ดีที่จะให้เพื่อนๆ ได้ลองเล่นกันก่อน เพื่อที่จะได้ Feedback ดีๆ เอากลับมาพัฒนา Version ต่อๆ ไปด้วย
เพราะฉะนั้น ถ้าใครลองเอาไปใช้แล้วคิดว่าควรปรับปรุงอะไรก็เชิญได้เต็มที่เลยนะครับ เพราะถึงผมทำต่อไปเรื่อยๆ คนเดียว มันก็คงไม่สมบูรณ์อยู่ดี เอามาให้เพื่อนๆ ช่วยลอง ช่วย comment ดีกว่าแยะ
หน้าจอในโปรแกรม
ใครอยากเอาไปลองเล่น โหลดได้ที่นี่เลย
Host ที่ mediafire => GuideMyJob-V1.zip
Host ที่ siraekabut.com => GuideMyJob-V1.zip
ป.ล. ฐานข้อมูล ค่า parameter ของอาชีพต่างๆ ผมเอามาจากฐานข้อมูลของต่างประเทศ แล้วมาใส่ Logic การแนะนำอาชีพเอาเอง เพราะงั้น หาก Logic ยังแปลกๆ อยู่ก็ Comment ได้เลย http://www.onetonline.org/
ป.ล.2 มีหลายอาชีพที่ผมยังแปลข้อมูลไม่เสร็จ ใครอยากช่วยกันแปล เชิญติดต่อมาที่ email ส่วนตัวผมได้เลยนะครับ ที่ sira.ekabut[at]gmail.com
แนวคิดของโปรแกรม

อาชีพที่เหมาะกับเรา ควรจะเข้ากับเราได้ทั้งเรื่องของความชอบ และความสามารถ นั่นคือ โปรแกรมนี้จะดู 4 ด้าน
คือ ความสนใจ (Interest), คุณค่าของงาน (Value), ความรู้ (Knowledge) และ ทักษะ (Skill) โดยให้คะแนนแต่ละด้าน แล้วนำมารวมกัน
อาชีพที่ได้คะแนนสูงๆ ก็จะตรงกับใจเรามากกว่าอาชีพที่ได้คะแนนน้อยนั่นเอง (ในโปรแกรมสามารถให้น้ำหนักแต่ละด้านได้)
วิธีการตั้งค่า Excel ให้สามารถใช้ GuideMyJob ได้อย่างเต็มที่
หากต้องการใช้โปรแกรมได้อย่างเต็มที่ ต้องปรับ Macro Security ของ Excel ให้เป็น Medium หรือ Low ก่อนเข้าใช้งาน เพื่อให้ใช้ VBA ได้ (ถ้าหากไม่ทำตามนี้ พวกปุ่มอัตโนมัติจะใช้งานไม่ได้)
Excel 2007 หรือ 2010
============
1. เข้าโปรแกรม Excel (เปิดไฟล์เปล่าๆ ก็ได้)
2. เลือกปุ่มกลมๆ ซ้ายบน แล้วเลือก Excel Option
3. เลือก Trust Center => Trust Center Settings => Macro Settings
4. Enable all macros => Ok
5. ออกจากโปรแกรม Excel (ไม่ต้อง save ก็ได้)
Excel 2003
======
1. เข้าโปรแกรม Excel (เปิดไฟล์เปล่าๆ ก็ได้)
2. เลือกเมนู Tools(เครื่องมือ) => Macro(แมโคร) => Security (ความปลอดภัย)…
3. เลือก “Low (Not Recommend)” (ต่ำ) จากนั้นกด Ok
4. ออกจากโปรแกรม Excel (ไม่ต้อง save ก็ได้)
เมื่อทำตามนี้เสร็จแล้ว ก็เปิด GuideMyJob ได้เลยครับ ^^
มีการปรับเนื้อหาเรื่อง Discrete Distribution เล็กน้อยนะครับ
ผมมีการปรับเนื้อหาเรื่อง Discrete Distribution เล็กน้อยนะครับ อันเดิมผมใส่เนื้อหาน้อยไป ทำให้สับสน อันใหม่นี้น่าจะเข้าใจมากขึ้น
http://www.siraekabut.com/2010/01/probability-in-statistics/
สรุป Game Theory ตอนที่ 1
ทฤษฎีเกมคืออะไร?
ก่อนอื่นต้องบอกว่าในที่นี้ไม่ใช่ทฤษฎีในการเขียนเกมคอมพิวเตอร์นะครับ แต่มันคือ ทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เรียกว่าเกม ซึ่งเกมนั้นต้องมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคน นั่นก็คือ เราไม่ได้ติดสินใจอยู่คนเดียว แต่การตัดสินใจของเราต้องคำนึงถึงการตัดสินใจของผู้อื่นที่มีความคิดด้วย ซึ่งผู้ตัดสินใจแต่ละคนก็ย่อมต้องการให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากที่สุดด้วยเช่นกัน

ภาพยนตร์ที่มีการพูดถึงทฤษฎีเกม ที่ดังๆ ก็มีเรื่อง A Beautiful Mind นี่แหละครับ
ตัวอย่างทฤษฎีเกมที่มีชื่อเสียง
เกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's dilemma)
คนร้ายสองคนคือนาย A และ B ถูกตำรวจจับข้อหาฆาตกรรม แต่ตำรวจไม่สามารถดำเนินคดีกับคนร้ายทั้งสองได้เพราะไม่มีพยาน ตำรวจจึงใช้วิธีแยกไปสอบปากคำคนละห้อง...
คนร้ายแต่ละคนมีทางเลือกสองทางคือ 1. รับสารภาพ หรือ 2.ไม่รับสารภาพ โดยมีผลลัพธ์ที่ตามมาดังนี้...
- ถ้าคนร้ายคนหนึ่งรับสารภาพแต่อีกคนไม่รับ จะปล่อยตัวคนที่รับสารภาพไป แล้วคนที่ไม่รับสารภาพจะต้องถูกจำคุก 20 ปี
- ถ้าทั้งสองคนรับสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือจำคุกคนละ 10 ปี
- แต่ถ้าทั้งสองคนไม่รับสารภาพ ตำรวจจะสามารถส่งฟ้องได้เพียงข้อหาเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี....
แล้วถ้าคุณเป็นนาย A คุณจะทำยังไง??? ไว้รอดูการวิเคราะห์ในช่วงหลังนะครับ
ว่าด้วยทฤษฎีของทฤษฎีเกม
หัวใจของทฤษฎีเกม
หลักการใหญ่ที่สุดของทฏษฎีเกมก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Put yourself in the other player's shoes) ซึ่งก็คือ คิดว่าถ้าเราเป็นอีกคนหนึ่งเราจะทำอย่างไร?? จริงๆ ถ้าคุณสามารถคิดแบบนี้ได้ คุณจะสามารถวางแผนและตัดสินใจโดยใช้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนรู้ทฤษฎีเกมอะไรให้มากความเลย
Scope เรื่องระยะเวลาของเกม
แบ่งได้เป็น 2 อย่าง ใหญ่ๆคือ
- เกมที่เล่นทีเดียวจบ ผู้เล่นจะเลือกทางเลือกเพื่อให้ตนได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีที่ดูเลวร้ายแค่ไหน (เช่น การที่เราต้องไปซื้อของชายแดน แล้วมักโดนของปลอม เพราะผู้ขายไม่คิดว่าจะได้เจอเราอีกแล้ว)
- เกมที่ต้องเล่นซ้ำหลายๆ รอบ ผู้เล่นมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเลือกทางเลือกที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว เพราะหากเราใช้วิธีที่รุนแรง เราก็จะโดนโต้ตอบด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เสียประโยชน์ทั้งคู่ (เช่น คู่แข่งทางธุรกิจ จะไม่อยากใช้วิธีสงครามหั่นราคา เนื่องจากจะเสียผลประโยชน์ทั้งคู่ในที่สุด)
ปล. ความเห็นส่วนตัว เกมที่เราเล่นอยู่ อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่ใหญ่กว่า (ทั้งนี้ผมคิดว่า คนที่เชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ และชีวิตหลังความตาย จะมองชีวิตปัจจุบันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งใหญ่กว่ามากๆ)
ลักษณะการตัดสินใจทางกลยุทธ์ในเกม
สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ 1. ผลัดกันตัดสินใจ 2. ตัดสินใจพร้อมกัน
1. ผลัดกันตัดสินใจ (Sequential Move)
คือการที่แต่ละคนจะผลัดกันตัดสินใจ มีลำดับแน่นอน โดยที่แต่ที่แต่ละฝ่ายรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามได้ตัดสินใจอะไรในตาก่อนหน้า (เช่น เกมส์ OX , การเล่นหมากรุก) ซึ่งการเล่นแบบนี้จะสามารถหาวิธีการเล่นที่ดีที่สุดได้โดย การคิดย้อนกลับ (Backward Thinking) ซึ่งอาจใช้การวิเคราะห์ แผนภูมิการตัดสินใจแบบต้นไม้(Tree Diagram) โดยหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่ปลายทาง (ต้องพิจารณาแล้วว่าอีกฝ่ายก็ได้เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับอีกฝ่ายเช่นกัน) แล้วไล่ย้อนกลับมาจนถึงการตัดสินใจแรกสุด
ตัวอย่าง หากคุณมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจที่เก่งมากมายืมเงินคุณ 1 ล้านบาท บอกว่าจะเอาไปลงทุน ซึ่งคาดว่าใน 1 ปีจะได้เงินคืนมาทั้งหมด 5 ล้านบาท โดยจะแบ่งเงินกันครึ่งๆ คุณจะให้เงินเค้าไปลงทุนหรือไม่??
หากวาด Tree Diagram จะออกมาว่า...

จะเห็นว่าหากเราให้ยืมเงิน เพื่อเราจะต้องโกง เพราะเค้าได้ผลตอบแทนดีกว่า คือได้ 5ลบ. เทียบกับ 2.5 ลบ. (หากเค้าคิดว่าเล่นทีเดียวจบ) ดังนั้นการที่เราได้เลือกก่อน ทางเลือกที่ดีที่สุดของเราคือไม่ให้เงิน เพราะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า คือ 0 เทียบกับ -1 ลบ. นั่นเอง
ตัวอย่าง 2 อันนี้เอามาจากในหนังสือ The Art of Strategy โดยเป็นตัวอย่างเกมที่สามารถแก้ได้โดยการคิดย้อนกลับ ซึ่งเป็นเกมในรายการ Survivor ที่มีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม
กติกา : มีธงอยู่ทั้งหมด 21 อัน แต่ละทีมสามารถดึงธงออกได้ทีละ 1,2, หรือ 3 อัน (ห้ามดึงมากกว่านี้ใน 1 ตา) โดยให้ผลัดกันเล่นคนละตา ทีมไหนเป็นคนดึงธงอันสุดท้ายได้เป็นคนชนะ
ถ้าหากคุณเป็นทีมที่เริ่มต้นก่อน คุณจะดึงธงออกกี่อัน จึงจะชนะแน่นอน??? (ใครตอบได้ ลองไปตอบในคอมเมนท์นะครับ)
2. ตัดสินใจพร้อมๆ กัน (Simultaneous)
คือการเล่นเกมที่ต้องตัดสินใจพร้อมๆกัน หรืออาจไม่ได้พร้อมกันซักทีเดียว แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลือกอะไร เช่น การตัดสินใจในเกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's Dilemma) ซึ่งนิยมใช้การวิเคราะห์โดยใช้ ตารางผลตอบแทน(Payoff Table)
ตัวอย่าง 1 : ในกรณี Prisoner's Dilemma
| B รับสารภาพ | B ไม่รับสารภาพ | |
|---|---|---|
| A รับสารภาพ | -10, -10 | 0, -20 |
| A ไม่รับสารภาพ | -20, 0 | -1, -1 |
* เลขในตารางคือผลตอบแทนของแต่ละคน ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจแต่ละแบบ คือ (ผลตอบแทนนาย A, ผลตอบแทนนาย B)
สมมติว่าเราเป็น A จะเห็นว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกอะไร การที่เราสารภาพ จะได้ผลตอบแทนมากกว่าเสมอ (-10 เทียบกับ -20 และ 0 เทียบกับ -1) ซึ่งเราจะเรียก การสารภาพ ว่าเป็น กลยุทธเด่น (Dominant Strategy) ของ A (ในทำนองเดียวกัน กลยุทธ์เด่นของ B ก็คือการสารภาพเช่นกัน) และเมื่อทั้งสองทำตามกลยุทธ์เด่นของตนเอง ผลลัพธ์ก็คือ ทั้งคู่สารภาพ จนในที่สุดก็ต้องจำคุกไปคนละ 10 ปีนั่นเอง... และนี่ก็คือความลำบากใจของนักโทษครับ
หลักการที่สำคัญก็คือ เกมที่เล่นครั้งเดียวจบแบบนี้ ถ้าหากผู้เล่นคนไหนมีกลยุทธ์เด่น ผู้เล่นคนนั้นก็ควรจะทำตามกลยุทธ์เด่นเสมอ (เช่น ถ้าเกมไหนที่เราไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่อีกฝ่ายหนึ่งมี เราก็ควรจะ assume ว่าอีกฝ่ายก็ต้องเลือกกลยุทธ์เด่นของตัวเองแน่นอน แล้วเราก็ควรจะเลือกการโต้ตอบที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับเรา)
ตัวอย่าง 2 : ผมเอามาจากหนังสือ เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม นะครับ เล่มนี้อ่านเข้าใจง่ายมาก
มีสถานีโทรทัศน์อยู่ 2 ช่อง ต้องแข่งกัน และต้องตัดสินใจว่าจะวางผังรายการยังไงโดยที่ไม่รู้ผังของอีกฝั่งหนึ่ง แต่ได้ทำการประมาณการ rating ไว้ดังตาราง
เพื่อนๆ คิดว่าสุดท้ายแล้ว ผลสรุปจะออกมาแบบไหนกันครับ??
| สถานีช่อง2 | ||||
| rating | เกมโชว์ | ละครน้ำเน่า | รายการเพลง | |
| สถานีช่อง 1 | เกมโชว์ | 35,65 | 10,90 | 60,40 |
| ละครน้ำเน่า | 45,55 | 55,45 | 65,35 | |
| รายการเพลง | 40,60 | 10,90 | 75,25 | |
ลองหากลยุทธ์เด่น....จะพบว่า หากเราเป็นสถานีช่อง 1 จะไม่มีกลยุทธ์เด่นเลย ในทำนองเดียวกัน สถานีช่อง2 ก็ไม่มีกลยุทธ์เด่นเช่นเดียวกัน
แล้วอย่างงี้ทำไง?? ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าหากผู้เล่นไม่มีกลยุทธ์เด่น ก็ลองหากลยุทธ์ด้อย (Dominated Strategy) ซึ่งก็คือ ทางเลือกที่ไม่ว่ายังไงก็ห่วยกว่าทางเลือกอื่นทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นคนมีเหตุผลพอ ก็จะต้องไม่เลือกทางนั้นครับ (อีกฝ่ายก็อาจมีกลยุทธ์ด้อยเช่นกัน)
ถ้าลองพิจารณาดูจะพบว่า กลยุทธ์ด้อยของสถานี 1 คือ เกมโชว์ ส่วน กลยุทธ์ด้อยของสถานี 2 ก็คือ รายการเพลง ที่นี้เราก็ตัดมันทิ้งไปเลยครับ จะเหลือตารางแค่
| สถานีช่อง2 | |||
| rating | เกมโชว์ | ละครน้ำเน่า | |
| สถานีช่อง 1 | ละครน้ำเน่า | 45,55 | 55,45 |
| รายการเพลง | 40,60 | 10,90 | |
ซึ่งถ้าพิจารณาแค่นี้ก็จะพบกลยุทธ์เด่นของสถานี 1 คือ ละครน้ำเน่า
ส่วนของสถานี 2 ไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่เค้าจะมั่นใจว่าสถานี 1 ต้องเลือกละครน้ำเน่าแน่นอน ทำให้สถานี 2 ต้องเลือก เกมโชว์ ครับ
ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือ ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ นี้จะเป็นจุดที่ผลตอบแทนของทุกฝ่ายมีเสถียรภาพ นั่นคือ ไม่สามารถมีใครได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้โดยการเปลี่ยนไปเลือกทางเลือกอื่น จุดสมดุลที่ว่านี้เรียกว่า จุดสมดุลของแนช (Nash Equilibrium) อันโด่งดังนั่นเอง
จริงๆ มีอีกวิธีในการหา Nash Equilibrium
ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการเลือกจุดใดจุดหนึ่งในตารางเริ่มต้น (จุดไหนก็ได้) เช่น จุด รายการเพลง,รายการเพลง (75,25)
จะเห็นว่าสถานี 2 ย่อมอยากจะเปลี่ยนไปฉาย ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น รายการเพลง,ละครน้ำเน่า (10,90)
สถานี 1 ก็จะเปลี่ยนเป็น ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,ละครน้ำเน่า (55,45)
สถานี 2 ก็จะเปลี่ยนเป็น เกมโชว์ แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55)
สถานี 1 ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว (45 ดีที่สุดแล้ว) ดังนั้น จุดสมดุลของแนชก็คือ จุด ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55) นั่นเอง
ข้อควรระวัง โลกแห่งความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่ Nash Equilibrium บอกมาเสมอไป เนื่องจากผู้เล่นทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้มีแนวคิดที่มีเหตุผลตามในทฤษฎี แต่หากเล่นซ้ำหลายๆรอบแล้ว จุดสมดุลสุดท้ายมักจะเป็นที่ Nash Equilibrium เพราะผู้เล่นมีประสบการณ์มากพอที่จะมองเกมออกแล้ว
ในตอนนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อน ไว้ตอนหน้าจะมาต่อกันที่สถานการณ์อื่นๆ เช่น เกมที่อาจมีจุดสมดุลย์ของแนชมากกว่า 1 จุด แล้วมาดูเราควรจะวิเคราะห์ยังไง?
SiraEkabut ติว Excel # 5 : Pivot Table
วิธีการใช้ Pivot Table ตั้งแต่เบื้องต้น จนถึงเทคนิคที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
ว่าด้วยเรื่อง Skill Tree หรือ Knowledge Map
ป้ายกำกับ : career, guide, knowledge, map, skill, tree, อาชีพ, แนะแนว
อะไรคือ Skill Tree??
Skill Tree คือแผนผังของทักษะความรู้ของแต่ละสายอาชีพ ว่าการจะพัฒนาทักษะแต่ละเรื่องแต่ละวิชา ควรจะพัฒนาทักษะพื้นฐานเรื่องอะไรก่อนจนถึงระดับขึ้นไหน จึงจะเหมาะสมในการพัฒนาทักษะขั้นสูงต่อไป (ใครเคยเล่นเกมส์ Ragnarok คงคุ้นเคยกับ Skill Tree เป็นอย่างดี)
(ตัวอย่าง Skill Tree จากอาชีพ Thief และ Assassin ใน Ragnarok)
ผมคิดว่าการเรียนอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราได้เห็นภาพรวมว่า เราควรจะรู้อะไรบ้าง กว่าจะถึงเป้าหมายสุดท้ายของเราคงเป็นสิ่งที่ดีไม่น้อย และผมก็พบว่ามีหลายคนที่นำเอาแนวคิดนี้มาใช้กับการศึกษา เช่น ในเว็บ Khan Academy ก็มี Skill Tree ของวิชาคณิตศาสตร์เช่นกัน ซึ่งเค้าเรียกว่า Knowledge Map ซึ่งจะไล่ไปเลยตั้งแต่การบวกเลขเบื้องต้น ไปจนถึงแคลคูลัสชั้นสูง
(ตัวอย่าง Skill Tree จาก Khan Academy)
Excel Skill Tree
ผมเองก็เลยลองทำ Skill Tree ของวิชา Excel ขึ้นมาบ้าง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นสิ่งที่ผมคิดเองเออเองอยู่คนเดียว ถ้าใครคิดว่าควรจะปรับปรุงตรงไหน อยากจะแนะนำ หรือสงสัยตรงไหนก็ถามได้นะครับ
(Skill Tree วิชา Excel ของผมเอง)
Skill Tree ของสายอาชีพต่างๆ
นอกจาก Skill Tree ของ Excel แล้ว ผมว่าวิชาความรู้ของสายอาพชีพอื่นๆ ถ้าทำ Skill Tree อออกมาให้ครบคงดีไม่น้อย ซึ่งในเว็บแนะแนวของผมในอนาคต ผมจะต้องมี Skill Tree พวกนี้ด้วยแน่นอน
แต่ในช่วงนี้ ถ้าใครเรียนอะไรมาจนพอจะเห็นภาพรวมแล้ว ก็ช่วยกันลองวาด Skill Tree ของสายอาชีพตัวเองมาแชร์กันหน่อยคงดีไม่น้อยเลยนะครับ
หนังสือดีๆ ที่อยากแนะนำ Introducing Economics : A Graphic Guide
เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปเดิน Kinokuniya นานกว่าปกติ (เนื่องจากภรรยาผมไปทำ treatment หน้าอยู่) ตอนแรกว่าจะหาหนังสือเกี่ยวกับ Banking เพื่อเพิ่มความรู้ด้านการธนาคารให้มากขึ้น เพราะผมไม่ได้เรียนด้านนี้มาเลย เดินไปเดินมา ก็ไม่เจอเล่มที่ถูกใจซะที...
จนในที่สุดไปสะดุดตากับหนังสือเล่มเล็กๆ อันนึงคือ หนังสือในซีรีส์ Graphic Guide ของ Introducing Book ที่มีชื่อว่า Introducing Economics : A Graphic Guide

Introducing Economics : A Graphic Guide
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ มีการเล่าเนื้อหาความเป็นมาของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในรูปแบบของการมีภาพประกอบเป็นภาพกราฟิกการ์ตูน ซึ่งทำให้เราอ่านแนวความคิดที่ซับซ้อนได้โดยง่าย เห็นภาพรวม และอ่านจบอย่างรวดเร็ว!! (ผมอ่านแปปเดียวก็จบแล้ว)
โดยในเล่มนี้มีการอธิบายความเป็นมาตั้งแต่สมัยแนวคิดของปีทาโกรัสที่ว่าทุกอย่างในจักรวาลสามารถอธิบายได้ด้วยตัวเลข เรื่อยมาจนมีการพัฒนาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ มากมาย ที่ใช้ตัวเลขและสูตรต่างๆมาอธิบาย จนสุดท้ายมาถึงแนวคิดยุคหลังที่ต้องคำนึงถึงความคิดที่ซับซ้อนของมนุษย์ที่เอาเข้าจริงอาจไม่มีเหตุผลอย่างที่คิดเข้าไปในโมเดลด้วย


ซึ่งการอธิบายตามประวัติศาสตร์แบบนี้จะทำให้เราเกิดความเข้าใจได้ว่า ที่มาที่ไปของแนวความคิดแต่ละอันมาได้อย่างไร และมีปัจจัยสนับสนุนมาจากไหน (ในเล่มนี้ทำให้ผมเห็นความสัมพันธ์ของวิชาฟิสิกส์และวิชาเศรษฐศาสตร์ได้!!)
ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยเปิดมุมมองหลายๆ อย่างให้เพื่อนๆ ได้ไม่มากก็น้อย ใครมีเวลาก็ลองไปเปิดอ่านเล่นใน Kinokuniya สาขาพารากอนก่อนได้ (อยู่หมวด Economics ของหนังสือภาษาอังกฤษ)
(Tips: ใน Series นี้ เท่าที่ผมรู้ มีแปลไทยแค่เล่มเดียวคือ Introducing Stephen Hawking ทำไมไม่มีคนแปลเรื่องอื่นนะ มันเจ๋งมากเลยจริงๆ)
ป.ล. หลังจากตัดสินใจเอาเล่มนี้แล้วก็ไปเจอะหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีเกมที่น่าสนใจอีกเล่มนึง ชื่อว่า The Art of Strategy ก็เลยสอยมาด้วยเลย ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ
สรุปวิชา Financial Management & Investment ตอนที่ 2
ป้ายกำกับ : bond, budget, capital, cash flow, dividend, emh, growth, stock, wacc, yield
Bond

Bond หรือพันธบัตร ก็คือสัญญาการกู้ยืมเงินประเภทหนึ่ง ที่ผู้ออก Bond สัญญาว่าคนที่ซื้อ Bond ไป จะได้รับเงินเป็นงวดๆ เท่าๆ กัน (คือดอกเบี้ย คิดตามอัตราดอกเบี้ยที่เรียกว่า Coupon rate * ราคาที่ระบุบน Bond ( Face Value) และเมื่อ Bond หมดอายุ ณ วันที่เรียกว่า Maturity Date ผู้ซื้อ Bond ก็จะได้เงินเพิ่มอีกก้อนตาม Face Value [ Tips : ที่เรียกดอกเบี้ยของ Bond ว่า Coupon เพราะในอดีต มันเป็นเหมือนคูปองที่ต้องตัดเอาไปแลกเงินจริงๆ ]

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เราสามารถคำนวณมูลค่าของ Bond ได้จากการวาด Cash Flow Diagram แล้วคิดหา NPV นั่นเอง อย่างไรก็ตาม %discount rate ที่จะนำมาใช้ในการหา NPV จะต้องเป็น Market Interest Rate ไม่ใช่ Coupon interest rate (เนื่องจาก ค่าเสียโอกาสคือ เรานำไปซื้อขายในตลาดได้)
ดังนั้นจะเห็นว่า ราคาของ Bond จะต้องเปลี่ยนไปตาม Market Interest Rate นั่นเอง
สมมติให้ Bond อายุ 10 ปี ให้ดอกเบี้ยปีละครั้ง Coupon Interest Rate = 10% Face Value ของ Bond = 1000 บาท
- ตอนออก Bond: Coupon Interest Rate จะเท่ากับ Market Interest Rate ดังนั้น ราคาของ Bond จะเท่ากับ Face Value (หรือ Par Value) สมมติว่าตอนนั้น Market Interest Rate เป็น 10% ทำให้มูลค่าของ Bond = 1000 บาทไปด้วย คิด NPV ดู โดย Excel สูตร = PV(10%,10,100,1000) =1000 บาท
- ต่อมา เมื่อ Market Interest Rate ลดลงเหลือ 5% : จะเกิดอะไรขึ้นถ้าตลาดให้ผลตอบแทนลดลง แต่ Bond เราสัญญาให้ผลตอบแทนที่ 10% เหมือนเดิม... คนก็จะแห่มาซื้อ Bond ของเราน่ะสิ ดังนั้นเมื่อคิด NPV Discount ที่ 5% จะเห็นว่า Bond เราจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น คิด NPV ดู โดย Excel สูตร = PV(5%,10,100,1000) = 1,386.09 บาท
- ถ้า Market Interest rate เพิ่มเป็น 15% ล่ะ.. : Bond เราก็จะมูลค่าลดลงเป็น = PV(15%,10,100,1000) = 749.06 บาท
Bond Yield
- Yield to Maturity (YTM) คือ อัตราผลตอบแทนที่จะได้จากการถือ Bond จนหมดอายุ ซึ่งจะเท่ากับ Market Interest Rate นั่นเอง สามารถคำนวณโดยใช้สูตร IRR หา discount rate ที่ทำให้ NPV ของ Bond เป็นศูนย์ ซึ่งเลขตังนี้จะเป็นสิ่งที่นักลงทุนสนใจในการลงทุน
- Current Yield = ผลตอบแทนของ Bond ในปัจจุบันซึ่งเป็นเพียงตัวบอกเฉยๆ ว่าเราจะได้ดอกเบี้ยกี่% ต่อการลงทุนของเรา = Coupon Interest Payment / Current Bond Price
Risk ของ Bond

- Interest Rate Risk อย่างที่บอกไปแล้วว่าราคาของ Bond แปรผกผันกับ Market Interest Rate โดย Bond ที่มีอายุยาวๆ ก็จะโดนผลกระทบจาก Interest Rate เยอะกว่า (เนื่องจากต้อง Discount ด้วย n เยอะ)
- Reinvestment Rate Risk เมื่อ Interest Rate ของตลาดลดลง ก็ใช่ว่าจะส่งผลดีเสมอไป เนื่องจากในที่สุดแล้ว Bond ที่ได้ผลตอบแทนเยอะๆ ก็จะถูกแทนที่ด้วย Bond ที่มี Coupon rate ต่ำๆ ในที่สุด (ผู้ลงทุนต้องลงทุนใหม่ในที่สุด เมื่อ bond หมดอายุ หรือถูกเรียกคืน)
- Default Risk คือ ความเสี่ยงที่ผู้ออก Bond จะเจ๊ง จนทำให้ต้องจ่ายเงินให้ผู้ซื้อ Bond น้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ ซึ่ง Default Risk หากเปลี่ยนไปก็จะส่งผลต่อราคาของ Bond ด้วยเช่นกัน (ยิ่งเสี่ยงก็ยิ่งมีราคาถูก เนื่องจากผู้ลงทุนต้องการ Return เยอะเพื่อชดเชยความเสี่ยง) ซึ่งความเสี่ยงที่ว่าจะถูกพิจารณาโดย Bond Rating เช่น rating ของ S&P ดีสุด AAA, AA, A, BBB, BB, B, CCC, D ห่วยสุด
Common Stock หุ้นสามัญ
เป็นสิ่งที่แทนความเป็นเจ้าของที่ตนมีในบริษัทที่ออกหุ้นนั้น โดยที่ผู้ลงทุนคาดหวัง 2 สิ่งจาก Common Stock นั่นก็คือ 1. เงินปันผล (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องได้) 2. หวังว่าจะขายให้คนอื่นได้ในราคาที่สูงขึ้น (ซึ่งก็ไม่แน่)
ตลาดของ Common Stock
Common Stock ของบริษัทเล็กๆ ก็อาจไม่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป เจ้าของของมันก็อาจจะมีไม่กี่คน เช่น เจ้าของบริษัทหรือผู้บริหารบางคน ซึ่ง Common Stock เหล่านี้จะไม่ได้ถูกซื้อขายในตลาดหุ้น ต่างกับ Common Stock ของบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งจะถูกซื้อขายกันในตลาดหุ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งตลาดหุ้นได้ออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ
1. Primary Market หรือ ตลาดหลัก หรือ ตลาดสำหรับ IPO (initial public offering) ซึ่งเป็นตลาดสำหรับบริษัทที่เปิดโอกาสให้สาธารณะชนเข้ามาซื้อหุ้นของตนเป็นครั้งแรก เรียกว่าการทำ IPO (หุ้น IPO เรียกอีกชื่อว่า หุ้นจอง) ซึ่งตลาดนี้เป็นตลาดที่กิจการทั้งหลายใช้ระดมทุนเพื่อขยายกิจการนั่นเอง ตลาดหลักเป็นตลาดที่ทำให้เงินเข้าบริษัทเพื่อนำไปใช้ในกิจการ หลังจากนั้น บริษัทก็จะนำหุ้นของบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดรอง เพื่อให้หุ้นของบริษัทกลายเป็นสินค้าที่สามารถซื้อขายในตลาดรองต่อไปได้
2. Secondary Market หรือ ตลาดรอง (หรือตลาดหุ้น ในภาษาคนทั่วไป) ซึ่งเป็นตลาดที่คนทั่วไปซื้อขายหุ้นกันอยู่ทุกวันนี้ การซื้อขายหุ้นในตลาดรองนี้จะเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนมือไปมาระหว่างนักลงทุนเท่านั้น ไม่ได้มีเงินเข้าบริษัทเพื่อนำไปใช้ในกิจการอีกต่อไป แต่ความสำคัญของตลาดรองก็คือ เป็นตัวที่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้น IPO ของบริษัท ถ้าไม่มีตลาดรองหรือตลาดหุ้น ก็อาจไม่มีคนกล้าซื้อหุ้น IPO อีกต่อไป เพราะกลัวจะขายไม่ได้
Common Stock Valuation
เราสามารถหามูลค่าหุ้นอย่างง่ายๆ ได้จาก Model ต่อไปนี้
Constant Growth Dividend ใช้เมื่อคิดแล้วว่าการเติบโตของเงินปันผล ( Dividend) มีค่าคงที่ (อาจเป็น 0 ก็ได้)
โดยมีสูตรว่า Po = Do (1+g)/r-g = D1/r-g
เมื่อ Dn คือ เงินปันผล ณ เวลา n [จะเห็นว่า D1= Do (1+g) เพราะว่ามัน Growth ขึ้นมา g%] , g คือ dividend growth, r คือ required rate of return หรือผลตอบแทนขั้นต่ำที่รับได้
เมื่อย้ายข้างสมการ จะได้ว่า
r = D1/Po + g หรือ
Expected rate of return = Expected dividend yield + Expected growth rate (หรือ capital gains yield)
จาก CAPM ในตอนที่แล้ว สมมติว่า Risk Free = 8% Market Return = 12% แล้วหุ้นที่เราสนใจมี Beta =2 จะพบว่า Ri = 8% + (12%-8%)2 = 16% (ผลตอบแทนที่ควรจะเป็น)
สมมติว่า หุ้นตัวนี้ปันผลครั้งล่าสุด (Do) ที่ 2.85 บาทต่อหุ้น และคาดว่าจะโต 5% ดังนั้นปันผลครั้งต่อไป (D1 = 2.8571*(1+5%) = 3 บาท/หุ้น แล้วราคาปัจจุบันอยู่ที่ 30 บาท/หุ้น
ดังนั้น r = 3/30 + 5% = 15%
ซึ่งพบว่ามี Return น้อยกว่าที่ CAPM คำนวณไว้ ดังนั้นผู้ที่มีหุ้นตัวนี้ควรจะขายทิ้ง จนราคาต่ำลงมาอยู่ที่ระดับ 27.27 บาท จึงจะเท่ากับที่คำนวณได้จาก CAPM พอดี ( P = 3/(16%-5%) = 27.27 )
Market Efficiency
เป็นแนวคิดที่ว่า ตลาดนั้นเต็มไปด้วยคนที่เก่งๆ เต็มไปหมด ที่จะวิเคราะห์หุ้นทุกตัวในตลาด หาตัวที่ราคาผิดจนเจอ ทำให้ราคาของหุ้นเป็นราคาที่แท้จริงตลอดเวลา ซึ่งจะแบ่งลักษณะตลาดออกเป็น 3 ระดับ คือ
- Weak-form Efficiency = ข้อมูลของราคาในอดีตในสะท้อนอยู่ในราคาปัจจุบันหมดแล้ว นั่นคือ เราไม่สามารถหาประโยชน์จากแนวโน้มราคาในอดีตมาทำนายราคาอนาคตได้ (นั่นคือไม่สามารถใช้ Technical Analysis หรือเทคนิคการวิเคราะห์หุ้นจาก Pattern ราคาในอดีต ในการทำกำไรแบบผิดปกติได้)
- Semistrong-form Efficiency = ราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนข้อมูลที่ปล่อยออกมาสู่สาธารณะทั้งหมดแล้ว นั่นคือ ไม่มีค่าอะไรที่จะวิเคราะห์งบการเงินหรือข่าวต่างๆ เพราะคนอื่นก็ได้วิเคราะห์แล้วซื้อขายจนได้ราคาที่แท้จริงไปหมดแล้ว (นั่นคือ ไม่สามารถใช้ Fundamental Analysis หรือการวิเคราะห์หุ้นโดยใช้พื้นฐานธุรกิจจากข้อมูลเช่นงบการเงิน ในการทำกำไรแบบผิดปกติได้ ต้องใช้ข่าววงในอย่างเดียวจึงจะทำกไรแบบผิดปกติได้)
- Strong-form Efficiency = ราคาได้สะท้อนข้อมูลทุกอย่างแล้ว แม้แต่วงในก็ทำกำไรแบบผิดปกติไม่ได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาแล้วพบกว่าส่วนใหญ่ ตลาดหุ้นจะอยู่ในรูป Weak – Semistrong นะครับ
Preferred stock
หรือหุ้นบุริมสิทธิ หมายถึงหุ้นที่จะได้รับเงินปันผลก่อนผู้ที่หุ้นสามัญ (แต่ถ้าบริษัทยังไม่มีเงินจ่าย ก็สามารถผลัดไปจ่ายงวดต่อๆ ไปได้) แต่จะไม่มีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบริษัท
ดังนั้นการคำนวณ จะใช้เหมือน Perpetuity คือ มูลค่า Preferred Stock= ปันผล / ผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการ
Cost of Capital
โครงการหลายๆอย่างของบริษัทนั้นต้องใช้เงินทุน ซึ่งผลตอบแทนของโครงการนั้นๆ จะต้องให้ผลตอบแทนมากกว่า Cost of Capital หรือต้นทุนเงินทุน นั่นเอง
ซึ่งเงินทุนสามารถมาได้จากหลายแหล่ง เช่น กู้มาจากธนาคาร หรือกู้โดยออก Bond, หรือเอามาจากผู้ถือหุ้นโดย Common Stock หรือ จะเอาจาก Preferred Stock ก็ได้ ซึ่งแหล่งที่มาของเงินแต่ละอันก็จะมีต้นทุนของเงินไม่เท่ากัน ดังนั้นส่วนผสมของแหล่งที่มาของเงินจึงส่งผลต่อต้นทุนเงินเฉลี่ยของบริษัท ที่เรียกว่า Weighted Average Cost of Capital (WACC) นั่นเอง
Weighted Average Cost of Capital (WACC)
การจะหา WACC จะต้องรู้ต้นทุนของเงินทั้ง 3 ประเภทก่อน นั่นคือ
1. Cost of Debt = แทนด้วย rd คืออัตราดอกเบี้ยที่บริษัทต้องจ่ายเจ้าหนี้ ซึ่งตัวนี้จะพิเศษหน่อยตรงที่ว่า ถ้าหากบริษัทเป็นหนี้ จะสามารถนำมาหักภาษีได้ ดังนั้น Cost of Debt จะน้อยลงขึ้นอยู่กับอัตราภาษี จะได้ว่า
After-tax component cost of debt = Interest rate - Tax savings
= rd – rd (Tax rate)
= rd (1-T)
เช่น ถ้าบริษัทกู้ธนาคารที่ดอก 10% ต่อปี แต่ต้องเสียภาษี 30% ต่อปี จะมี Cost of Debt = 10% (1-30%) = 7% นั่นเอง
2. Cost of Preferred Stock = แทนด้วย rp = เงินปันผล preferred stock / ราคาที่ออก preferred stock
3. Cost of Common Stock
บริษัทสามารถเอาเงินมาจากผู้ถือหุ้นได้ 2 ทางคือ 1. ออกหุ้นใหม่ 2. เอากำไรบางส่วนกลับคืนมาสู่บริษัท โดยปกติแล้วบริษัทจะไม่ค่อยออกหุ้นใหม่ เพราะจะทำให้ราคาหุ้นตกลง
อย่างไรก็ตาม การเอา Retained Earning กลับมาลงทุนในบริษัท ก็จะต้องมีต้นทุนค่าเสียโอกาส เท่ากับการที่ผู้ถือหุ้นจะต้องสูญเสียโอกาสในการได้รับเงินปันผลไปลงทุนต่อด้วยตัวเอง ซึ่งก็จะเท่ากับ r ที่เราคิดในสูตรหามูลค่าหุ้นนั่นเอง
ซึ่งเราหา r ของ Common Stock ได้ 3 วิธี
- CAPM : rc = Rf + (Rm - Rf)Beta
- Discounted Cash Flow : rc = D1/Po + g ซึ่งในที่นี้ g = ROE * (Retention ratio หรือ สัดส่วนที่เอากำไรกลับมาลงทุนเพิ่มในบริษัท).
- rc = Bond yield + Risk premium
ดังนั้นเราจะหา WACC ได้จากการหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
WACC = wd*rd(1-T) + wp*rp + wc* rc
โดย w คือ weight ของต้นทุนเงินแต่ละประเภท ซึ่งมักคำนวณจากโครงสร้างเงนทุนเป้าหมายของบริษัท ว่าจะ finance เงินจากไหนเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งค่า WACC ที่คำนวณออกมาได้คือต้นทุนของเงินที่หามาใหม่ ไม่เกี่ยวกับต้นทุนเงินในอดีต
Capital Budgeting
คือการตัดสินใจว่าจะลงทุนโครงการไหนดี (เนื่องจากเงินทุนเรามีจำกัด และโครงการบางอันก็ไม่ได้กำไรจริง มันก็เลยต้องเลือก)
การตัดสินใจเลือกโครงการต่างๆ นั้นมีเกณฑ์หลัก ๆ ในการพิจารณาอยู่ ดังนี้
- payback period ดูว่าคืนทุนกี่ปี โดยไม่คำนึงถึง Time value of Money = ห่วย อย่าไปใช้
- discounted payback ดูว่าคืนทุนกี่ปี โดยที่มีการ Discount ค่าของเงินด้วย (คำนึงถึงต้นทุนเงิน) = ใช้ได้
- net present value (NPV) = เอาไว้ดูว่าโครงการมีกำไรเป็นตัวเงินเท่าไหร่ ถ้า>=0 ก็ ok
- internal rate of return (IRR) = เลือก Project ที่ IRR สูงกว่า Cost of Capital (IRR อาจมีหลายค่าได้ จึงเกิดปัญหา)

- modified internal rate of return (MIRR) = เป็นการคิดว่า Project จะ Reinvest ใหม่ที่ Cost of Capital เท่านั้น แทนที่จะ Reinvest ด้วย IRR และยังกำจัดปัญหาเรื่องมี IRR หลายตัวได้ด้วย

- profitability index (PI) = PV จาก CF ทุกตัว / Initial Cost เพื่อดูผลตอบแทนของการลงทุนด้วย แทนที่จะดูแค่เม็ดเงินของกำไร
แต่สิ่งที่อาจจะยากกว่าคำนวณตัววัดพวกนี้ก็คือ การหา Cash Flow ที่จะเอามาใช้ในการคำนวณ เพราะ เราจะต้องใช้ Cash Flow ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น (Relevant Cash Flow)
นั่นคือ
- ต้องเป็น Cash Flow จริงๆ ไม่ใช่แค่เลขทางบัญชี เช่น depreciation ไม่ใช่ cash เป็นต้น
- ไม่ต้องเอา interest expense มาพิจารณา ในการวิเคราะห์ Project ที่จะลงทุน
- ต้องเป็น Incremental Cash Flow หรือ Cash Flow ที่จะเกิดขึ้นการตัดสินใจลงทุนอันนี้เท่านั้น นั่นคือ โดย Cash Flow สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. เงินลงทุนก้อนแรก 2. Operating Cash Flow ระหว่างการดำเนินงานโครงการ 3. Cash Flow ตอนจบโครงการ (เช่น รายได้จากการขายทิ้ง) โดยที่ Cash Flow แต่ละอันมีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้....
- ไม่เอา Cash Flow ที่เป็น Sunk Cost หรือสิ่งที่จะต้องเสียไปไม่ว่าจะลงทุนหรือไม่ มาพิจารณา
- ต้องติด Opportunity Cost ด้วย หากต้องใช้ resource บางอย่างที่เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้
- ต้องคิดผลเสียการไปกินเงินจาก Project อื่นๆ เช่น ถ้าออกสินค้าที่กำลังพิจารณาอยู่นี้แล้ว ยอดขายจะไปกินส่วน Product อื่นที่มีอยู่แล้ว เป็นต้น
- ต้องคาดการณ์จังหวะเวลาของ Cash Flow ให้ถูกต้อง
- ต้องใช้ Depreciation ในการคำนวณภาษีที่เราต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม Depreciation ต้องถูกบวกกลับมาหลังจากคิดภาษีแล้ว เพราะมันไม่ใช่ Cash Flow จริงๆ
- อย่าลืมคิดเงินที่จะต้องใส่เข้าไปเพิ่มจากการที่ต้องลงทุนใน Net Working Capital ด้วย
ตัวอย่างของการคิด Project Cash Flow
ซึ่งการคำนวณ Cash Flow ต่างๆ นั้น หลงายๆ ครั้งต้องมีการพิจารณาหลายๆ สถานการณ์ (Scenario Analysis) อาจลองปรับเปลี่ยนค่าตัวแปรบางอย่างว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน (Sensitivity Analysis) หรืออาจจะมีเรื่องความน่าจะเป็นมาเกี่ยวข้องด้วย (อาจใช้ Decision Tree ในการคิด) อันนี้แต่ละคนต้องเอาไป Apply กันเองนะครับ
ตัวอย่างการคิดโดย Decision Tree
ตอนนี้ยาวมากแล้ว ขอจบเพียงเท่านี้ครับ









