Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

17Oct/100

ความสำคัญของการค้นหาตัวเองให้เจอ และทำงานที่ตนเองรัก

หัวข้อ         : Career Guide
ป้ายกำกับ   : , , , , , , ,

ผมได้มีโอกาสอ่านบทความหลายๆ อัน ที่ให้ข้อคิดดีๆ ของการค้นหางานที่ตัวเองรัก ผมก็เลยถือโอกาสนี้มาเล่าสู่กันฟัวงครับ

บทความแรก

เป็นบทความใน Harvard Business Review Blog ผลงานเขียนของ Peter Bregman (คนนี้เขียนสนุกดี) ชื่อว่า Don't Regret Working Too Hard

ผมจะขอสรุปให้ฟังนะครับ ในบทความได้บอกถึงผลสำรวจอันหนึ่ง ซึ่งมีการไปถามคนที่ใกล้จะตายว่า เสียใจกับอะไรมากที่สุด? คำตอบที่เหมือนกันมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งก็คือ "ฉันน่าจะมีความกล้าพอที่จะดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเอง ไม่ใช่แบบที่คนอื่นหวังให้ฉันเป็น" ส่วนอันดับที่สองคือ "ฉันน่าจะไม่ทำงานหนักขนาดนี้" ซึ่งนาย Bregman ได้วิเคราะห์ต่อว่า ถ้าเกิดนำทั้งสองข้อมารวมกัน จะพบว่า จริงๆ แล้วคนไม่ได้เสียใจกับการทำงานหนักซะทีเดียว แต่เสียใจกับการต้องมาทำงานที่ไม่ซื้อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองต่างหาก เพราะถ้าหากเราได้ทำงานที่เรารัก ชีวิตเราก็จะถูกเติมเต็ม เราก็จะไม่ต้องมาถูกหลอกหลอนด้วยความเสียใจนี้ตอนที่ใกล้จะตายอีก

บทความที่สอง

มาจากหนังสือ คู่มือบริหารใจ ของคุณ ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์ (คนเขียน Earn Concept, และคู่มือบริหารเงิน)

ในเล่มนี้มีหลายตอนเลยที่เกี่ยวข้องกับการที่ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก เช่น มีตอนนึงบอกว่า สมองของคนเราจะหลั่งสารโดพามีนออกมาเมื่อเราทำงานสำเร็จ ได้รับคำชม หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะหลั่งออกมามากถ้าความสำเร็จนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เคยได้รับมาก่อน และเมื่อเรารับรู้ความสุขของการหลั่งโดพามีนแล้ว สมองก็จะสั่งให้พยายามทำสิ่งสิ่งนั่นอีก เพื่อที่จะได้รับสารโดพามีนอีก ดังนั้น ถ้าหากคนใดเลือกทำงานที่ตนเองรักแล้วละก็ คนคนนั้นก็จะได้รับโดพามีนเป็นรางวัลอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีอีกตอนที่พูดถึงกฎ 10,000 ชั่วโมง ในหนังสือ Outlier ของ Malcolm Gladwell ซึ่งกล่าวไว้ว่า เมื่อคนเราใช้เวลากับสิ่งใดนานถึง 10,000 ชั่วโมงแล้ว เราจะมีความสามารถนั้นๆ ในระดับโลก คุณธนภัทรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การที่จะทำอะไรได้ถึง 10,000 ชั่วโฒงนั้นจะต้องไม่ได้ทำเพื่อเงินแน่นอน แต่มันควรจะเป็นสิ่งที่เรารักต่างหาก ดังคำที่ว่า "เริ่มต้นในสิ่งที่รัก จบลงที่ความมั่นคั่ง... เริ่มต้นที่เงิน จบลงที่ความว่างเปล่า"

แล้วยังไงต่อ?

การได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรักเป็นสิ่งที่ที่สำคัญมาก อย่าลืมว่าคนเราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับงานจริงๆ (อย่างต่ำ 8ชม. ต่อวัน) ดังนั้น การเลือกงานที่ตนเองรักจึงสำคัญสุดๆ และถ้าเราเห็นด้วยกับแนวคิดนี้แล้วล่ะก็ สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ การค้นหาตัวเองว่าตนเองชอบและถนัดอะไร? อะไรที่มีความหมายกับชีวิตเรา? แล้วเราควรจะทำงานอะไร?

คำตอบนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนล้วนๆ ไม่มีใครจะตอบคำถามนี้ได้นอกจากตัวของเราเอง อย่างไรก็ตาม เราสามารถหาตัวช่วยได้มากมาย เช่น การลองทำอะไรใหม่ๆ ที่หลากหลาย เพื่อที่จะดูความรู้สึกของตนเองกับกิจกรรมแต่ละแบบ, การถามคนอื่นว่ารู้สึกว่าเราถนัดอะไรเป็นพิเศษ เพราะบางทีเราอาจไม่รู้ตัว, ทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา เช่นแบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบทดสอบความถนัดเป็นต้น, หรือจะรอโปรเจคแนะแนวการศึกษาและอาชีพที่ผมตั้งใจจะทำก็ได้นะครับ (แต่คงอีกนาน)

สิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้าหากเราเริ่มค้นหาตัวเองแล้ว ผมมั่นใจว่าเราก็จะต้องเจอคำตอบในที่สุด แต่ถ้าหากรู้ตัวช้า การจะเปลี่ยนไปทำในสิ่งที่ตนเองชอบก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราจะรู้สึกว่าเสียดายต้นทุนทั้งเงินและเวลาในสิ่งที่ร่ำเรียนมา/ทำงานมา และบางทีอาจจะไม่มีความรู้และทักษะเพียงพอ เนื่องจากไม่ได้เรียนมาโดยตรงก็เป็นได้ (บางอาชีพ ไม่ได้เรียนมาโดยตรงก็ทำได้ลำบาก แต่บางอาชีพก็พอจะฝึกเองได้)

ดังนั้นถ้าหากเรายังอยู่ในวัยเรียน เราควรจะเริ่มค้นหาตัวเอง ศึกษาหาข้อมูลของอาชีพที่เราคิดว่าอยากจะทำ/อยากจะเป็น ว่าจริงๆแล้วเค้าต้องทำอะไรกันแน่ ใช่อย่างที่เราคิดจริงหรือไม่ ถ้าใช่ ก็จงตั้งใจเรียนในสายนั้นให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้มีความรู้ไปทำงานในสิ่งนั้นให้ได้ดีและมีความสุขกับมันครับ

แต่ถ้าหากเราอยู่ในวัยทำงานแล้ว ผมก็ชื่อว่ามันมีตำแหน่งงานหรือลักษณะงานที่เราสามารถมีความสุขกับมันได้ ถ้าเรารู้จักว่าตัวเองชอบงานลักษณะไหน เช่น ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบวิเคราะห์ข้อมูล ชอบคิดอะไรใหม่ๆ หรืออาจจะชอบทำอะไรที่เป็นขั้นตอนแน่นอน แล้วจึงค่อยหาทางมุ่งไปยังตำแหน่งงานที่มีลักษณะแบบนั้น ก็น่าจะเป็นทางออกให้เรามีความสุขกับงานได้ครับ

แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว ลองดูแล้วไม่น่าจะเปลี่ยนงานได้เลย ผมก็เชื่อว่าแท้จริงแล้ว งานทุกงานก็มีข้อดีของมันอยู่ ขอให้เราหาให้เจอ อย่างน้อยการทำงานมันก็สอนอะไรให้เราได้หลายๆ อย่าง และมีอะไรให้เราเรียนรู้ได้ไม่รู้จบแน่นอน

27Aug/105

งานใหม่ กับชีวิตการทำงานใหม่ๆ

หัวข้อ         : Career Guide
ป้ายกำกับ   : , , , , ,

เมื่อวันที่ 16 สิงหา ที่ผ่านมา เป็นวันที่ผมได้ไปเริ่มทำงานที่ใหม่ที่ Bank แห่งหนึ่ง การใช้ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปหลายเรื่องเหมือนกัน...

จากที่เคยทำงานที่เก่าที่อยู่ใกล้บ้านผมที่อยู่แถวสะพานควายมากๆ แค่ 5-10 นาทีถึง งานใหม่นี้ต้องเดินทางไปไกลถึงราษฎ์บูรณะ ต้องขึ้นทางด่วนและต้องออกเช้ามากๆ เท่านั้น ไม่งั้นได้ติดแหงกอยู่บนถนนไปอีกนาน แถมกลับบ้านก็ดึกขึ้นเยอะเลย (ภรรยาผมเริ่มบ่นนิดหน่อยแล้ว + เวลาว่างก็น้อยลงเยอะจนไม่ค่อยมีเวลามาอัปเดท Blog นี้เลย แหะๆ)

แม้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตไปพอสมควร แต่การได้มาทำงานใหม่นี้ก็มีข้อดีมากๆ เลยนั่นก็คือ ผมได้มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย ได้ทำงานกับคนเก่งๆ และยังได้ทำงานกับข้อมูลเยอะๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบอีกด้วย

หลังจากได้ทำงานไปประมาณ 2 อาทิตย์ก็พบว่า ศัพท์เฉพาะและผลิตภัณฑ์ของทาง Bank นี่มันเยอะมากจริงๆ อีกนานกว่าจะทำความเข้าใจได้หมด อีกทั้งได้มีโอกาสฝึกใช้ Excel ในแบบที่ Advance มากกว่าที่เคยทำมาเยอะแยะ แถมได้ใช้ VBA มาเขียนโปรแกรมเพิ่มเติมด้วย และในอนาคตคงจะได้ใช้ Access มาจัดการกับข้อมูลมหาศาลของทาง Bank ด้วย ซึ่งก็ต้องเรียนรู้กันใหม่ เพราะแต่ก่อนผมแทบไม่เคยใช้ Access เลย

แต่พอได้ลองอ่านหนังสือ Access ดูคร่าวๆ ก็ได้พบความจริงว่า Access มันทำอะไรได้มากกว่าที่คิดเยอะเลย มันทำอะไรหลายๆอย่าง ได้อย่างที่ Excel ทำได้ เช่น ทำ Pivot Table และ Pivot Chart แต่มันจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลได้เจ๋งกว่ามาก แถมยังสร้าง Form ให้ User กรอกข้อมูลได้ง่ายกว่า Excel อีก คิดว่าถ้ใช้คล่องๆ แล้วคงจะสุดยอดไปเลย

Post นี้ไม่มีอะไรมาก แค่อยากบอกว่า "ความรู้สึกที่ได้ทำงานในสิ่งที่รู้สึกชอบ และการได้ทำงานกับคนเก่งๆ นี่มันรู้สึกดีจริงๆ อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยครับ" ยิ่งคิดยิ่งอยากทำ Web แนะแนวที่เคยคิดไว้ให้สำเร็จเร็วๆ จัง เพราะคิดว่า ถ้าใครได้ทำงานในสิ่งที่ถนัด น่าจะมีความสุขไม่น้อย อย่างที่ผมกำลังรู้สึกครับ ^^

24Jun/1010

มาค้นหาตัวเองเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับคุณกันเถอะ : ตอนที่ 1

หัวข้อ         : Career Guide
ป้ายกำกับ   : , , , , ,

อย่างที่ผมเคยเกริ่นไปแล้วว่า "อยากจะทำ website หรือ ศูนย์เพื่อแนะแนวการศึกษาและทางเดินอาชีพ เพื่อที่จะช่วยให้เด็กนักเรียนค้นพบตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และมุ่งไปทางที่ตนเองถนัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด"

ผมเห็นว่ากว่าผมจะทำ website อย่างที่ผมตั้งใจได้สำเร็จอาจกินเวลาอีกค่อนข้างนาน วันนี้ผมเลยจะมาแนะนำเทคนิค และแนวคิดคร่าวๆ ในการค้นหาตัวเองให้ก่อนครับ เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียกันก่อน เผื่อจะได้เอาไว้ไปช่วยให้สร้าง web ในฝันของผมให้สมบูรณ์ขึ้นในอนาคตครับ

แนวคิดหลักในการค้นหาตัวเองที่ผมจะแนะนำก็คือ ใช้ "ทฤษฎีการเลือกอาชีพ" ของนาย Holland ครับ

แนวคิดของเค้าก็คือ ...

ความพึงพอใจในการทำงานของคุณ เกิดจากความเข้ากันได้ของ บุคลิกภาพของคุณ และสิ่งแวดล้อมในการทำงานของคุณ

นั่นแปลว่า ถ้าเราเลือกอาชีพที่ตรงกับลักษณะบุคลิกภาพของเราแล้ว เราน่าจะมีความสุขในการทำงานมากขึ้นนั่นเอง

Holland บอกว่า คนเรามีบุคลิกภาพอยู่ 6 แบบด้วยกัน คือ

  • Realistic (นักปฏิบัติ) - ชอบทำงานกับวัตถุมากกว่ากับคน, เน้นทางรูปธรรม, ใช้ทักษะด้านร่างกาย
    • เกษตรกร, นักธรณีวิทยา, สถาปนิก, นักกีฬา, พ่อครัว/แม่ครัว, นักคอมพิวเตอร์, นักขับรถ, วิศวกร, นักดับเพลิง, ช่างสวน, นักกู้ภัย, นักปฐมพยาบาล, เภสัชกร, นักบิน, ตำรวจ, ทหาร, นักกายภาพ, ฯลฯ
  • Investigative (นักคิด) - ชอบวิเคราะห์ , ชอบคิด, เป็นวิทยาศาสตร์, ชอบศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ
    • นักสถิติ, นักคอมพิวเตอร์, นักเศรษฐศาสตร์, วิศวกร, นักการเงิน, ทนาย, นักคณิตศาสตร์, เภสัชกร, แพทย์, ศาสตราจารย์ , นักจิตวิทยา, ฯลฯ
  • Artistic (นักสร้างสรรค์) - มีความคิดสร้างสรรค์, ความคิดริเริ่ม, ชอบความเป็นอิสระไม่ขึ้นกับใคร, ค่อนข้างวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ
    • นักแสดง, นักเขียน/กวี, นักเต้น, ศิลปิน, นักวาดภาพ, นักออกแบบกราฟิก, นักดนตรี, ฯลฯ
  • Social (นักช่วยเหลือ) - ทำงานให้สังคม, ร่วมมือร่วมใจ, สนับสนุน, ช่วยเหลือเยียวยา
    • นักบำบัด, พี่เลี้ยงเด็ก/ผู้ดูแล, นักการศึกษา, นางพยาบาล, นักโภชนาการ, แพทย์, ศาสตราจารย์, นักจิตวิทยา,  พนักงานต้อนรับ, นักสังคมสงเคราะห์, ครู, นักฝึกอบรม, นักศาสนา, ฯลฯ
  • Enterprising (นักจูงใจ) - ชอบแข่งขัน, มีความเป็นผู้นำ, จูงใจคนเก่ง
    • ผู้บริหาร, นักธุรกิจ, นักสื่อสาร, ประกัน, นักวารสาร/นักข่าว, นักการตลาด, นักการเมือง/นโยบาย, นักกฎหมาย, สาธารณสุข, นักเขียน/สิ่งพิมพ์, นักประชาสัมพันธ์, นายหน้า, พนักงานขาย, ฯลฯ
  • Conventional (นักจัดระบบระเบียบ) - เน้นรายละเอียด, ชอบสิ่งที่เป็นระบบ มีโครงสร้างแน่นอน, ทำตามกฎระเบียบ
    • นักบัญชี, นักสถิติ, ผู้บริหาร, ธนาคาร, เสมียร, บรรณาธิการ, ผู้ตรวจสอบ, บรรณารักษ์, เลขาธิการ, นักเขียนด้านเทคนิค, ฯลฯ

บุคลิกภาพแต่ละแบบ ถ้าได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ตรงกับแบบตัวเองเป๊ะๆ ก็จะดีที่สุด รองลงมาคือสิ่งแวดล้อมที่ถัดจากบุคลิกภาพตัวเอง ยิ่งสิ่งแวดล้อมในการทำงานห่างไกลจากบุคลิกของตนเองมากเท่าไหร่ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ถนัดจึงอาจทำให้ไม่มีความสุขก็ได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบุคลิกของเราเป็น Realistic เราก็น่าจะทำงานอย่างมีความสุขในสิ่งแวดล้อมหรืออาชีพใน 3 กลุ่มคือ Realistic (เหมาะที่สุด) รองลงมาคือ Investigative และ Conventional นั่นเอง

ถ้าเริ่มอยากรู้แล้วว่าตัวเองเป็นแบบไหน ลองไปทำแบบทดสอบกันได้ที่

อันที่ผมเอามาให้นี้ฟรี (ภาษาอังกฤษ) แต่อาจจะไม่ได้ดีมากเท่าอันอื่นนะครับ แต่ก็ทำให้พอได้ไอเดีย
แบบทดสอบอันที่เจ๋งๆ เนี่ยเสียตังแพงๆ ทั้งนั้นเลย แถมเป็นภาษาอังกฤษด้วย

นี่ล่ะครับเป็นเหตุผลให้ผมอยากจะทำเว็บที่ช่วยหาตัวตนและอาชีพที่เหมาะสมเพื่อคนไทยซักที ใครคิดว่าอยากจะช่วยกันทำ หรือมีแนวคิดอะไรดีๆ ลองติดต่อมาทาง email หรือ twitter ผม ได้นะครับ

จริงๆ แล้วนอกจาก Test ของนาย Holland ก็มี Test ของคนอื่นอีกเยอะแยะเหมือนกันครับ เช่น Jung Typology Test
และนอกจากเรื่องของบุคลิกภาพแล้วยังมีเรื่องของความถนัด (Aptitude) ด้วย ซึ่งผมจะพูดถึงในคราวต่อๆ ไปครับ

9Jun/100

มุ่งมั่นสู่การพัฒนาการคิดและความคิดสร้างสรรค์

หัวข้อ         : Career Guide, Idea / Creativity
ป้ายกำกับ   : , ,

หลังจากนั่งคิดไตร่ตรองดู ก็เกิดอาการระลึกได้ว่าที่ผ่านมา สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มามากมาย ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ป.ตรี และป.โท จนจบมาได้นั้น มันเป็นการเรียนในลักษณะที่เน้นไปทางการท่องจำซะมาก หรือเหมือนว่าจะเกิดความเข้าใจแค่ในตอนนั้น(เพื่อที่จะสอบ) แต่พอผ่านไปซักพัก ก็จะลืมมันไปเกือบหมด ...

ยกตัวอย่างเช่นวิชาพื้นฐานที่เรียนตอนมัธยมเพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัยนั้น แต่ก่อนผมเรียนผ่านไปโดยไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้  อาจเป็นเพราะผมไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าโตขึ้นอยากจะทำอะไร หรือว่าชอบอะไรกันแน่ เลยไม่มีแรงจูงใจในการที่จะทำความเข้าใจในเนื้อหาจริงๆจังๆ แทนที่จะอ่านเพื่อให้สอบได้เฉยๆ เท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปจนโตขึ้น แล้วกลับไปลองดูเนื้อหาพวกนั้น พบว่ามันเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจมาก และสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวันถ้าเรามุ่งมั่นในการคิด คิด คิด เกี่ยวกับการนำพวกมันไปใช้จริงๆ โดยเฉพาะถ้าเรามีความคิดสร้างสรรค์

สำหรับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของพรสวรรค์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการคิดอย่าง Edward de bono ได้ยืนยันแล้วว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนได้

นี่เองเป็นสาเหตุที่ว่า ต่อจากนี้ไป ผมจะค้นหาวิธีและเทคนิคการคิดที่น่าสนใจ และกระตุ้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์มานำเสนอเพื่อนๆ เพื่อที่ว่าเมืองไทยเราจะได้พัฒนาไปสู่สังคมแห่งการสร้างสรรค์ (creative economy) ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจของประเทศเราได้อย่างมหาศาลได้ในอนาคตครับ แล้วยังไงอย่าลืมติดตาม series เรื่องการคิดอย่างสร้างสรรค์เร็วๆนี้ครับ

9Jun/100

เป้าหมายเพื่อสังคมไทย

หัวข้อ         : Career Guide, Idea / Creativity
ป้ายกำกับ   : , , , ,

ผมมีเป้าหมายที่จะทำเพื่อสังคมดังต่อไปนี้ครับ

จัดตั้งศูนย์หรือ website เพื่อแนะแนวการศึกษาและทางเดินอาชีพ เพื่อที่จะช่วยให้เด็กนักเรียนค้นพบตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และมุ่งไปทางที่ตนเองถนัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  • ผมเองเป็นคนที่ค้นพบตัวเองช้ามาก ไม่รู้ว่าตนเองชอบหรือสนใจอะไรกันแน่ และผมก็เชื่อว่ามีคนหลายคนเป็นแบบนี้เหมือนผม ผมไม่อยากให้เด็กในอนาคตเป็นแบบนี้อีกครับ
  • อันนี้ผมเคยทำเป็นโปรเจคจบ ป.โท โดยทำ business plan เป็นในเชิงของ website ครับ แต่ยังหาทางนำมาทำจริงไม่ได้เนื่องจากยังขาดผู้ร่วมอุดมการณ์ที่มีความรู้ในหลายๆ แขนง ใครสนใจรายละเอียดก็ลอง email มาคุยกันได้นะครับ
Page 2 of 212