Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

11Oct/113

สรุป Game Theory ตอนที่ 1

หัวข้อ         : Economics, Entertainment, Strategy
ป้ายกำกับ   : , , , ,

ทฤษฎีเกมคืออะไร?

ก่อนอื่นต้องบอกว่าในที่นี้ไม่ใช่ทฤษฎีในการเขียนเกมคอมพิวเตอร์นะครับ แต่มันคือ ทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เรียกว่าเกม ซึ่งเกมนั้นต้องมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคน นั่นก็คือ เราไม่ได้ติดสินใจอยู่คนเดียว แต่การตัดสินใจของเราต้องคำนึงถึงการตัดสินใจของผู้อื่นที่มีความคิดด้วย ซึ่งผู้ตัดสินใจแต่ละคนก็ย่อมต้องการให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากที่สุดด้วยเช่นกัน

ภาพยนตร์ที่มีการพูดถึงทฤษฎีเกม ที่ดังๆ ก็มีเรื่อง A Beautiful Mind นี่แหละครับ

ตัวอย่างทฤษฎีเกมที่มีชื่อเสียง

เกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's dilemma)

คนร้ายสองคนคือนาย A และ B ถูกตำรวจจับข้อหาฆาตกรรม แต่ตำรวจไม่สามารถดำเนินคดีกับคนร้ายทั้งสองได้เพราะไม่มีพยาน ตำรวจจึงใช้วิธีแยกไปสอบปากคำคนละห้อง...

คนร้ายแต่ละคนมีทางเลือกสองทางคือ 1. รับสารภาพ หรือ 2.ไม่รับสารภาพ โดยมีผลลัพธ์ที่ตามมาดังนี้...

  • ถ้าคนร้ายคนหนึ่งรับสารภาพแต่อีกคนไม่รับ จะปล่อยตัวคนที่รับสารภาพไป แล้วคนที่ไม่รับสารภาพจะต้องถูกจำคุก 20 ปี
  • ถ้าทั้งสองคนรับสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือจำคุกคนละ 10 ปี
  • แต่ถ้าทั้งสองคนไม่รับสารภาพ ตำรวจจะสามารถส่งฟ้องได้เพียงข้อหาเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี....

แล้วถ้าคุณเป็นนาย A คุณจะทำยังไง??? ไว้รอดูการวิเคราะห์ในช่วงหลังนะครับ

ว่าด้วยทฤษฎีของทฤษฎีเกม

หัวใจของทฤษฎีเกม

หลักการใหญ่ที่สุดของทฏษฎีเกมก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Put yourself in the other player's shoes) ซึ่งก็คือ คิดว่าถ้าเราเป็นอีกคนหนึ่งเราจะทำอย่างไร?? จริงๆ ถ้าคุณสามารถคิดแบบนี้ได้ คุณจะสามารถวางแผนและตัดสินใจโดยใช้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนรู้ทฤษฎีเกมอะไรให้มากความเลย

Scope เรื่องระยะเวลาของเกม

แบ่งได้เป็น 2 อย่าง ใหญ่ๆคือ

  1. เกมที่เล่นทีเดียวจบ ผู้เล่นจะเลือกทางเลือกเพื่อให้ตนได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีที่ดูเลวร้ายแค่ไหน (เช่น การที่เราต้องไปซื้อของชายแดน แล้วมักโดนของปลอม เพราะผู้ขายไม่คิดว่าจะได้เจอเราอีกแล้ว)
  2. เกมที่ต้องเล่นซ้ำหลายๆ รอบ ผู้เล่นมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเลือกทางเลือกที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว เพราะหากเราใช้วิธีที่รุนแรง เราก็จะโดนโต้ตอบด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เสียประโยชน์ทั้งคู่ (เช่น คู่แข่งทางธุรกิจ จะไม่อยากใช้วิธีสงครามหั่นราคา เนื่องจากจะเสียผลประโยชน์ทั้งคู่ในที่สุด)

ปล. ความเห็นส่วนตัว เกมที่เราเล่นอยู่ อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่ใหญ่กว่า (ทั้งนี้ผมคิดว่า คนที่เชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ และชีวิตหลังความตาย จะมองชีวิตปัจจุบันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งใหญ่กว่ามากๆ)

ลักษณะการตัดสินใจทางกลยุทธ์ในเกม

สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ 1. ผลัดกันตัดสินใจ 2. ตัดสินใจพร้อมกัน

1. ผลัดกันตัดสินใจ (Sequential Move)

คือการที่แต่ละคนจะผลัดกันตัดสินใจ มีลำดับแน่นอน โดยที่แต่ที่แต่ละฝ่ายรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามได้ตัดสินใจอะไรในตาก่อนหน้า (เช่น เกมส์ OX , การเล่นหมากรุก) ซึ่งการเล่นแบบนี้จะสามารถหาวิธีการเล่นที่ดีที่สุดได้โดย การคิดย้อนกลับ (Backward Thinking) ซึ่งอาจใช้การวิเคราะห์ แผนภูมิการตัดสินใจแบบต้นไม้(Tree Diagram) โดยหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่ปลายทาง (ต้องพิจารณาแล้วว่าอีกฝ่ายก็ได้เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับอีกฝ่ายเช่นกัน) แล้วไล่ย้อนกลับมาจนถึงการตัดสินใจแรกสุด

ตัวอย่าง หากคุณมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจที่เก่งมากมายืมเงินคุณ 1 ล้านบาท บอกว่าจะเอาไปลงทุน ซึ่งคาดว่าใน 1 ปีจะได้เงินคืนมาทั้งหมด 5 ล้านบาท โดยจะแบ่งเงินกันครึ่งๆ คุณจะให้เงินเค้าไปลงทุนหรือไม่??

หากวาด Tree Diagram จะออกมาว่า...

จะเห็นว่าหากเราให้ยืมเงิน เพื่อเราจะต้องโกง เพราะเค้าได้ผลตอบแทนดีกว่า คือได้ 5ลบ. เทียบกับ 2.5 ลบ. (หากเค้าคิดว่าเล่นทีเดียวจบ) ดังนั้นการที่เราได้เลือกก่อน ทางเลือกที่ดีที่สุดของเราคือไม่ให้เงิน เพราะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า คือ 0 เทียบกับ -1 ลบ. นั่นเอง

ตัวอย่าง 2 อันนี้เอามาจากในหนังสือ The Art of Strategy โดยเป็นตัวอย่างเกมที่สามารถแก้ได้โดยการคิดย้อนกลับ ซึ่งเป็นเกมในรายการ Survivor ที่มีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม

กติกา : มีธงอยู่ทั้งหมด 21 อัน แต่ละทีมสามารถดึงธงออกได้ทีละ 1,2, หรือ 3 อัน (ห้ามดึงมากกว่านี้ใน 1 ตา) โดยให้ผลัดกันเล่นคนละตา ทีมไหนเป็นคนดึงธงอันสุดท้ายได้เป็นคนชนะ

 ถ้าหากคุณเป็นทีมที่เริ่มต้นก่อน คุณจะดึงธงออกกี่อัน จึงจะชนะแน่นอน??? (ใครตอบได้ ลองไปตอบในคอมเมนท์นะครับ)

2. ตัดสินใจพร้อมๆ กัน (Simultaneous)

คือการเล่นเกมที่ต้องตัดสินใจพร้อมๆกัน หรืออาจไม่ได้พร้อมกันซักทีเดียว แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลือกอะไร เช่น การตัดสินใจในเกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's Dilemma) ซึ่งนิยมใช้การวิเคราะห์โดยใช้ ตารางผลตอบแทน(Payoff Table)

ตัวอย่าง 1 : ในกรณี Prisoner's Dilemma

B รับสารภาพ B ไม่รับสารภาพ
A รับสารภาพ -10, -10 0, -20
A ไม่รับสารภาพ -20, 0 -1, -1

* เลขในตารางคือผลตอบแทนของแต่ละคน ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจแต่ละแบบ คือ (ผลตอบแทนนาย A, ผลตอบแทนนาย B)

สมมติว่าเราเป็น A จะเห็นว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกอะไร การที่เราสารภาพ จะได้ผลตอบแทนมากกว่าเสมอ (-10 เทียบกับ -20 และ 0 เทียบกับ -1) ซึ่งเราจะเรียก การสารภาพ ว่าเป็น กลยุทธเด่น (Dominant Strategy) ของ A (ในทำนองเดียวกัน กลยุทธ์เด่นของ B ก็คือการสารภาพเช่นกัน) และเมื่อทั้งสองทำตามกลยุทธ์เด่นของตนเอง ผลลัพธ์ก็คือ ทั้งคู่สารภาพ จนในที่สุดก็ต้องจำคุกไปคนละ 10 ปีนั่นเอง... และนี่ก็คือความลำบากใจของนักโทษครับ

หลักการที่สำคัญก็คือ เกมที่เล่นครั้งเดียวจบแบบนี้ ถ้าหากผู้เล่นคนไหนมีกลยุทธ์เด่น ผู้เล่นคนนั้นก็ควรจะทำตามกลยุทธ์เด่นเสมอ (เช่น ถ้าเกมไหนที่เราไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่อีกฝ่ายหนึ่งมี เราก็ควรจะ assume ว่าอีกฝ่ายก็ต้องเลือกกลยุทธ์เด่นของตัวเองแน่นอน แล้วเราก็ควรจะเลือกการโต้ตอบที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับเรา)

ตัวอย่าง 2 : ผมเอามาจากหนังสือ เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม นะครับ เล่มนี้อ่านเข้าใจง่ายมาก

มีสถานีโทรทัศน์อยู่ 2 ช่อง ต้องแข่งกัน และต้องตัดสินใจว่าจะวางผังรายการยังไงโดยที่ไม่รู้ผังของอีกฝั่งหนึ่ง แต่ได้ทำการประมาณการ rating ไว้ดังตาราง
เพื่อนๆ คิดว่าสุดท้ายแล้ว ผลสรุปจะออกมาแบบไหนกันครับ??

สถานีช่อง2
rating เกมโชว์ ละครน้ำเน่า รายการเพลง
สถานีช่อง 1 เกมโชว์ 35,65 10,90 60,40
ละครน้ำเน่า 45,55 55,45 65,35
รายการเพลง 40,60 10,90 75,25

ลองหากลยุทธ์เด่น....จะพบว่า หากเราเป็นสถานีช่อง 1 จะไม่มีกลยุทธ์เด่นเลย  ในทำนองเดียวกัน สถานีช่อง2 ก็ไม่มีกลยุทธ์เด่นเช่นเดียวกัน

แล้วอย่างงี้ทำไง?? ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าหากผู้เล่นไม่มีกลยุทธ์เด่น ก็ลองหากลยุทธ์ด้อย (Dominated Strategy) ซึ่งก็คือ ทางเลือกที่ไม่ว่ายังไงก็ห่วยกว่าทางเลือกอื่นทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นคนมีเหตุผลพอ ก็จะต้องไม่เลือกทางนั้นครับ (อีกฝ่ายก็อาจมีกลยุทธ์ด้อยเช่นกัน)

ถ้าลองพิจารณาดูจะพบว่า กลยุทธ์ด้อยของสถานี 1 คือ เกมโชว์ ส่วน กลยุทธ์ด้อยของสถานี 2 ก็คือ รายการเพลง ที่นี้เราก็ตัดมันทิ้งไปเลยครับ จะเหลือตารางแค่

สถานีช่อง2
rating เกมโชว์ ละครน้ำเน่า
สถานีช่อง 1 ละครน้ำเน่า 45,55 55,45
รายการเพลง 40,60 10,90

ซึ่งถ้าพิจารณาแค่นี้ก็จะพบกลยุทธ์เด่นของสถานี 1 คือ ละครน้ำเน่า
ส่วนของสถานี 2 ไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่เค้าจะมั่นใจว่าสถานี 1 ต้องเลือกละครน้ำเน่าแน่นอน ทำให้สถานี 2 ต้องเลือก เกมโชว์ ครับ

ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือ ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ นี้จะเป็นจุดที่ผลตอบแทนของทุกฝ่ายมีเสถียรภาพ นั่นคือ ไม่สามารถมีใครได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้โดยการเปลี่ยนไปเลือกทางเลือกอื่น จุดสมดุลที่ว่านี้เรียกว่า จุดสมดุลของแนช (Nash Equilibrium) อันโด่งดังนั่นเอง

จริงๆ มีอีกวิธีในการหา Nash Equilibrium
ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการเลือกจุดใดจุดหนึ่งในตารางเริ่มต้น (จุดไหนก็ได้) เช่น จุด รายการเพลง,รายการเพลง (75,25)
จะเห็นว่าสถานี 2 ย่อมอยากจะเปลี่ยนไปฉาย ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น รายการเพลง,ละครน้ำเน่า (10,90)
สถานี 1 ก็จะเปลี่ยนเป็น ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,ละครน้ำเน่า (55,45)
สถานี 2 ก็จะเปลี่ยนเป็น เกมโชว์ แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55)
สถานี 1 ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว (45 ดีที่สุดแล้ว) ดังนั้น จุดสมดุลของแนชก็คือ จุด ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55) นั่นเอง

ข้อควรระวัง โลกแห่งความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่ Nash Equilibrium บอกมาเสมอไป เนื่องจากผู้เล่นทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้มีแนวคิดที่มีเหตุผลตามในทฤษฎี แต่หากเล่นซ้ำหลายๆรอบแล้ว จุดสมดุลสุดท้ายมักจะเป็นที่ Nash Equilibrium เพราะผู้เล่นมีประสบการณ์มากพอที่จะมองเกมออกแล้ว

ในตอนนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อน ไว้ตอนหน้าจะมาต่อกันที่สถานการณ์อื่นๆ เช่น เกมที่อาจมีจุดสมดุลย์ของแนชมากกว่า 1 จุด แล้วมาดูเราควรจะวิเคราะห์ยังไง?

29Jul/110

เตรียมพบกับการติว Microsoft Excel ชุดใหญ่

หัวข้อ         : Entertainment, Excel
ป้ายกำกับ   : ,

Microsoft Excel เป็นโปรแกรมที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อชีวิตการทำงานหรือการเรียนของหลายๆ คนเป็นอย่างมาก (ผมเองด้วย) และจากประสบการณ์การทำงานของผมที่ผ่านมา มีคนมาให้ผมสอนวิธีการใช้ Excel บ่อยมาก จนผมก็เริ่มคิดว่าตัวเองก็คงมีความรู้ Excel อยู่ในระดับที่ดีทีเดียว

ผมจึงตัดสินใจแล้วว่า ผมจะเปิดติว MS Excel แบบตัวต่อตัว ในวันเสาร์หรืออาทิตย์ โดยเน้นปฏิบัติจริงกับโปรแกรมบน Notebook (ผมมีให้ใช้) ซึ่งพกพาไปเรียนที่ไหนก็ได้ นอกจากจะได้ฝึก Excel จนชำนาญขึ้นไปอีกแล้ว ผมก็อาจจะพอมีรายได้เสริมเพิ่มเติมอีกหน่อย

แต่ก่อนที่จะเปิดสอนแบบตัวต่อตัวได้ ผมก็เลยว่าจะลองโพสต์สอนใน blog นี้ดูก่อนเพื่อดู feedback
ดังนั้นจากนี้เป็นต้นไป ผมจะทำการลงบทความสอนการใช้ MS Excel ให้ได้เฉลี่ยอาทิตย์ละครั้ง และดูผลตอบรับในนี้ ว่าควรจะปรับปรุงตรงไหนบ้าง

ไว้รอติดตาม series Excel กันได้เลยครับ ใครอยากให้สอนอะไรเป็นพิเศษก็บอกได้เลยนะครับ ^^

 

21Nov/100

TED Talks ในดวงใจ

หัวข้อ         : Idea / Creativity, Math, Others, Statistics, หลักธรรมมะ
ป้ายกำกับ   : , , , , ,

ในแต่ละปี นักคิดและนักปฏิบัติระดับโลกจะรวมตัวกันในงานประชุมแห่งหนึ่ง มันเป็นงานสัมมนาซึ่งไม่มีงานไหนในโลกที่เสมอเหมือน งานนั้นเรียกว่า TED...

TED คืออะไร

TED คือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งมีภารกิจคือ "การเผยแพร่ไอเดีย" ดัง Slogan ที่ว่า Ideas Worth Spreading

มันได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1984 ในรูปแบบของงานประชุมที่รวบรวมคนมาจาก 3 โลก นั่นคือ โลก Technology, Entertainment, Design และจากนั้นเป็นต้นมา ขอบเขตของมันก็กว้างขึ้นไปอีกมากมายนัก

ซึ่งในเว็บไซต์ TED.com ก็ได้มีการรวบรวมการบรรยายและการแสดงเจ๋งๆ เอาไว้ให้คนทั้งโลกดูได้ฟรีๆ พูดไปก็คงไม่เห็นภาพ มาดูตัวอย่างกันเลยดีกว่าครับ

TED Talks ในดวงใจ

วันนี้ผมจะขอรวบรวมเอาบรรยายเจ๋งๆ ที่ผมชื่นชอบมาลองให้ดูกันครับ (ไว้จะมาเพิ่มเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในนี้ )

บางอันอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ผมว่าแนวความคิดของทุกคนนั้นน่าทึ่งมากๆ ครับ

Tips : ใน Video หลายๆ อัน เราสามารถเลือก Subtitle ได้นะครับ (บางอันอาจมี Sub Thai, แต่ผมเชื่อว่า Sub English ก็พอเพียงแล้วครับ)

Sir Ken Robinson: Bring on the learning revolution!

ปัจจุบันนอกจากจะมีวิกฤติการณ์โลกร้อนแล้ว ยังมีวิกฤติเรื่องการใช้พรสวรรค์ของทรัพยากรมนุษย์อีกด้วย !! คนคนนี้คิดเช่นเดียวกับที่ผมคิดเลย (ถ้าจะให้ถูก ผมคิดเหมือนเค้าเลย)

David Gallo shows underwater astonishments

น่าทึ่งจริงๆ กับโลกใต้ทะเลลึกที่น้อยคนจะได้เห็น

Stephen Wolfram: Computing a theory of everything

ใครได้ดู Video อันนี้คงรู้สึกได้ในความเชื่อมั่นที่มีต่อการคำนวณของเขา ซึ่งเชื่อแม้กระทั่งว่า จะพยายามหาวิธีคำนวณความเป็นไปของจักรวาลให้ได้!!

Denis Dutton: A Darwinian theory of beauty

ความสวยงามนั้นขึ้นอยู่กับผู้มองจริงหรือ? คนคนนี้คิดว่าไม่ เพราะเขาเชื่อว่ามันเชื่อมโยงกับทฤษฎีของ Charles Darwin ต่างหาก

Hans Rosling shows the best stats you've ever seen

การอธิบายเรื่องของสถิติในระดับโลกที่ซับซ้อนนั่นเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่เขาคนนี้ใช้วิธีอธิบายได้น่าสนใจมากๆ

Arthur Benjamin does "Mathemagic"

พูดได้คำเดียวว่า "ทึ่งสุดๆ" กับ เลขมายากล

นอกจาก Video นี้แล้ว ยังมีอีกอันนึงที่ Arthur Benjamin แนะนำว่า การศึกษาด้านคณิตศาสตร์ในปัจจุบันที่มุ่งเนั้นจุดสูงสุดไปที่ Calculus นั้นไม่เหมาะสม เพราะสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่าก็คือ การมุ่งเนั้นไปที่ Probability และ Statistics ครับ http://www.ted.com/talks/arthur_benjamin_s_formula_for_changing_math_education.html

Jane McGonigal: Gaming can make a better world

จะดีแค่ไหน ถ้า Gamer ใช้ความมุ่งมั่นและทัศนคติอันแสนพิเศษอย่างที่เค้าใช้เวลาเล่นเกมส์ มาใช้แก้ปัญหากับโลกแห่งความจริงได้

Conrad Wolfram: Teaching kids real math with computers

Math ≠ Calculation แล้วทำไมวิชาเลข เราถึงถูกสอนแต่เรื่อง Calculation ทั้งๆ ที่คอมพิวเตอร์ทำเก่งกว่าเราเยอะ?? เราสอนเลขกันแบบผิดๆ มาตลอด มาดูกันว่าใน Video นี้เค้าจะว่ายังไงบ้างครับ

Pattie Maes and Pranav Mistry demo SixthSense

สุดยอดเทคโนโลยี เหมือนในหนังบางเรื่องเลยล่ะ!!

12Aug/101

การจัด Paradigm Deck ใน Final Fantasy XIII กับทฤษฎีการจัดหมู่

หัวข้อ         : Games, Math
ป้ายกำกับ   : , , , , , , , , , ,

ผมเพิ่งได้มีโอกาสเล่น Final Fantasy XIII เมื่อไม่นานมากนี้เองครับ ทั้งๆ ที่เกมนี้ออกมาตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว (ผมมีเครื่อง PS3 แต่ตอนนี้มีเกมส์อยู่แค่ 2 เกมส์คือ Tekken6 และ FF13 เนี่ย... ซื้อมาดู Blu-ray และ DVD Upscale โดยแท้เลย)

ข้อดีของเกมส์ Final Fantasy ภาคนี้นอกจากจะมีภาพกราฟิกที่สวยงามสุดๆ แล้ว มันยังมีระบบการต่อสู้ที่ตื่นเต้นเร้าใจและดำเนินไปอย่างรวดเร็วมากๆ เมื่อเทียบกับภาคก่อนๆที่ผมเคยเล่น

ระบบการต่อสู้ของภาคนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า Paradigm ซึ่งเปรียบเหมือน Strategy ที่ตัวละครจะใช้สู้กับคู่ต่อสู้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยที่เราสามารถเลือกเปลี่ยน Strategy หรือทำ Paradigm Shift ได้ตลอดเวลาในขณะที่ต่อสู้อยู่

ในการต่อสู้ของเกมนี้นั้น ทีมของเราจะมีตัวละครได้สูงสุดไม่เกิน 3 ตัว แต่ละตัวจะมีบทบาท (Role) ได้สูงสุด 6 แบบ แต่ละ role ก็จะมีความสามารถแตกต่างกันไป ดังนี้

  • Commando [COM] โจมตีคู่ต่อสู้เพื่อจะทำความเสียหายให้มากที่สุด (ส่วนใหญ่จะโจมตีทางกายภาพ)
  • Ravager [RAV] โจมตีคู่ต่อสู้เพื่อที่จะสร้างการโจมตีต่อเนื่องให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ศัตรูเซ (ส่วนใหญ่จะใช้เวทย์มนตร์)
  • Sentinel [SEN] ล่อศัตรูมาให้โจมตีตนเองและป้องกันไว้
  • Saboteur [SAB] ทำให้ศัตรูอ่อนกำลังลง
  • Synergist [SYN] เพิ่มความแข็งแกร่งให้พวกพ้องตัวเอง
  • Medic [MED] เน้นการรักษาพวกพ้อง

ในแต่ละ Paradigm ก็จะเป็นการจัดบทบาทให้ตัวละครแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย  ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในระบบการต่อสู้ของภาคนี้ เพราะว่าในภาคนี้เราจะสามารถบังคับตัวละครหลักได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น ตัวละครอื่นในทีม คอมพิวเตอร์จะเป็นคนบังคับเองตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย ( ไม่รู้ว่าจะสอนเรื่องการทำงานเป็นทีมในชีวิตจริงรึเปล่านะ ที่เราไม่สามารถบังคับคนอื่นให้ทำตามที่เราต้องการเป๊ะๆ ได้เนี่ย...)

เอาล่ะ ทีนี้เพื่อนๆ เคยลองคิดกันมั๊ยครับว่า...

ในเกมส์นี้เราจะสามารถจัด Paradigm Deck ได้ทั้งหมดไม่ซ้ำกันเลยกี่แบบ??

  • การสลับตำแหน่งของตัวละครในทีมไม่มีผลต่อการจัด Paradigm Deck เช่น COM RAV MED จะเหมือนกับ RAV COM MED และ COM COM SYN เหมือนกับ COM SYN COM เป็นต้น
  • การจัด Paradigm เกิดได้ 3 กรณี คือ ทีมเรามี 3 คน , มี 2 คน, และต่อสู้คนเดียว

ขอท้าคนเรียนคณิตศาสตร์ให้ลองคิดดูก่อนโดยยังไม่ดูเฉลยนะครับ

  • ทีม 3คน : แต่ละคนเลือกได้ 6 บทบาท = 6 x 6 x6 แต่ว่าการสลับลำดับไม่ได้มีผล จึงต้องหารด้วย 3!
    สรุปได้ว่า 6x6x6/3x2x1 = 36 แบบ.... ใครคิดแบบนี้ ผิดถนัดเลยครับ!! ตอนแรกผมก็เผลอคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่มันผิด!!
    เพราะว่าการจับคู่บางกรณีขึ้นเช่น COM COM COM นั้นเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว (ในขณะที่COM RAV MED เกิดขึ้น 6 ครั้งจริงๆ แต่สับตำแหน่งกัน) แต่เราดันเอา 6 ไปหารทิ้งซะหมดเลย ผลที่ได้จึงน้อยกว่าความเป็นจริง
  • ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องในการคิด จะต้องใช้หลักการ "การจัดหมู่แบบยอมให้เลือกชนิดของซ้ำกันได้" (Combination with repetitions allowed) ดังที่กำลังจะอธิบายครับ

การจัดหมู่แบบยอมให้เลือกชนิดของซ้ำกันได้ (combination with repetitions allowed)

มีสูตรว่า ถ้ามีของทั้งหมดให้เลือก n ชนิด แล้วเลือกของมา r ชิ้น จะมีวิธีการเลือกกี่แบบ โดยที่การสลับตำแหน่งไม่มีผล?

จะได้ว่าจัดได้ทั้งหมด = C n+r-1 , r = (n+r-1)! / (n+r-1-r)!(r!) = (n+r-1)! /(n-1)!(r!) ครับ (ที่มาของสูตรดูด้านล่างนะครับ)

  • ทีม 3คน : จะได้ว่า = C 6+3-1,3 = 8x7x6 / 3x3x1 = 56 แบบ
  • ทีม 2คน : จะได้ว่า = C 6+2-1,2 = 7x6 / 2x1 = 21 แบบ
  • ทีม 1คน : จะได้ว่า = 6 แบบ

สรุปแล้ว เราจะสามารถจัด Paradigm Deck ให้ไม่ซ้ำกันเลยได้ถึง 56+21+6 = 83 แบบเลยทีเดียวครับ !!
ใครสนใจดูรายละเอียดของการจัด Paradigm Deck ทุกแบบ ไปดูได้ที่ http://finalfantasy.wikia.com/wiki/Paradigm

ที่มาของสูตร

ถ้ามีของทั้งหมด n ชนิด  เราจะสามารถกั้นห้องให้แต่ละห้องแทนของแต่ละชนิดโดยใช้เส้นกั้น (|) n-1 เส้น และถ้าเลือกของ r ชนิด เราจะ mark ตำแหน่งว่า เราเลือกของชนิดไหนไปด้วยเครื่องหมาย *

สมมติให้มีของ 6 ชนิด โดยเราจะเลือกสิ่งของมา 3 อัน จะได้ว่า เราจะเลือกวางเครื่องหมาย * ลงไปในห้องได้หลายแบบมาก เช่น

*|*|*| | |

หรือ

*| |*| | |*

หรือ

**| | | | | *

หรืออีกมากมาย...

แต่ไม่ว่าจะวางยังไงก็ตาม ของทั้งหมดที่เราจะจัดได้ก็คือเส้นกั้นจำนวน n-1 เส้น และ * จำนวน r ดวง
ดั้งนั้นของทั้งหมดที่เราจะสลับมันเล่นได้คือ n+r-1 ชิ้นนั่นเอง แต่ที่นี้เราจะวาง * จำนวน r ดวงได้กี่แบบ ??
ก็คำนวณโดยคิดว่า ถ้าเรามีตำแหน่งอยู่ n+r-1 ตำแหน่ง เลือกมา r ตำแหน่ง (เพื่อวาง * ลงไป) จะได้กี่แบบ??

ซึ่งคิดเหมือนการจัดหมู่ปกติได้เลย นั่นก็คือ จาก n+r-1 ตำแหน่ง เลือกมา r ตำแหน่ง
ซึ่งจะได้เท่ากับ
C n+r-1 , r แบบนั่นเอง

Tips

เราสามารถมองคำถามข้างบนนี้ให้เป็น
X1 + X2 + X3 + X4 + X5 + X6 = 3
มีคำตอบกี่แบบที่ทำให้สมการข้างบนนี้เป็นจริง โดยที่ ค่า X เป็นจำนวนเต็มที่ไม่ติดลบ??
คำตอบก็คือ
C 6+3-1,3 = 56 แบบ เช่นกันครับ

ทั้งหมดนี้สอนให้รู้ว่า แนวคิดอะไรที่คิดว่าถูก อาจจะผิดก็ไม่ดูเงื่อนไขให้ดี และก็การเล่นเกมส์ก็ให้ความรู้กับเราได้อย่างคาดไม่ถึงนะครับผม 555

2Aug/109

Inception : หนังดีที่ดูแล้วต้องมาวิเคราะห์กัน(หนัก)หน่อย

หัวข้อ         : Idea / Creativity, Movies
ป้ายกำกับ   : , , , , , ,

ผมเพิ่งได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้เมื่อวานซืนครับ หลังจากดูเสร็จได้ความรู้สึกสดใหม่คล้ายๆกับดู Matrix ภาคแรกจบเลย เจ๋งมากๆ ครับ ^^
หลังจากที่ได้ไปอ่านในเว็บบอร์ด ก็พบว่ามีการถกเถียงกันหลักๆ 2 ประเด็น ซึ่งก็คือ

  1. ในตอนท้ายโลกที่คอบส์และเอเรียดเน่ตามไปช่วยฟิชเชอร์นั้นเป็นฝันชั้น Limbo หรือไม่ ?
  2. ในตอนจบนั้นเป็นโลกจริงหรือไม่?

บทความนี้เป็นการพยายามหาข้อสรุปของคำถามทั้ง 2 อันในแบบของผมเองครับ ถ้าพร้อมแล้วลองไปดูคำตอบที่ผมคิดไว้กันครับ ว่าจะตรงใจเพื่อนๆ รึเปล่า

!!บทความต่อไปนี้ มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน SPOILED แน่นอน ใครยังไม่ได้ดู ไม่แนะนำให้อ่านครับ!!

ก่อนที่จะทำความเข้าใจเนื้อหาที่นำเสนอออกมาอย่างค่อนข้างซับซ้อนได้นั้น เราต้องทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานที่ในเรื่องนำเสนอออกมาโต้งๆ ก่อน ซึ่งผมจะถือว่าข้อความต่อไปนี้เป็นจริงก่อนที่จะทำการวิเคราะห์ต่อไป (ตรงนี้สำคัญ เพราะถ้าสมมติฐานผิด ข้อสรุปที่อ้างมาจากสมมติฐานก็ผิดไปด้วย)

  • คนเราสามารถแชร์ความฝันกับคนอื่นได้ผ่านเครื่องแชร์ความฝัน (แถมในเรื่อง ทั้งแก๊งยังฝึกจิตจนพกเครื่องแชร์ความฝันเข้าไปในความฝันได้ด้วย เหอๆ) และเราจะไม่ตื่นขึ้นมาเอง ถ้าหากเวลาที่ตั้งไว้ยังไม่หมด
  • เวลาเราฝัน เรามักจะจำไม่ได้ว่ามันเริ่มต้นยังไง นั่นคือเรามักจะจำได้กลางๆ หรือท้ายๆ เรื่องเลย
  • เพื่อใช้แยกแยะว่าโลกที่เราอยู่เป็นโลกจริงหรืออยู่ในฝัน เราต้องใช้ Totem ซึ่งเป็นวัตถุที่มีน้ำหนักโดยเฉพาะของเราเอง ของพระเอกเป็นลูกข่าง ซึ่งถ้าเป็นโลกฝัน มันจะหมุนไม่หยุด
  • สมมติให้โลกที่เราดูพวกพระเอกวางแผนกันเป็นโลกจริง...
  • เวลาคนเราฝัน จิตจะทำงานไวมาก ทำให้แม้เวลาในฝันผ่านไป 1 ชั่วโมง เวลาในโลกของความจริงจะผ่านไปเพียง 5 นาทีเท่านั้น (ในฝันนาน 12 เท่า)
  • แต่เมื่อใช้ยานอนหลับแบบพิเศษ มันจะเร่งจนทำให้เวลาในฝันนานเป็น 20 เท่าของเวลาจริง (นี่คือสภาพที่ใช้ในปฏิบัติการล้มกิจการของฟิชเชอร์)
  • Architect มีหน้าที่สร้างสิ่งก่อสร้างและสภาพแวดล้อมในความฝัน
  • Dreamer คือคนที่ฝัน ถ้ารู้ว่าตนเองกำลังฝันอาจจะควบคุมสภาพแวดล้อมในความฝันได้
  • Subject คือ คนที่เราดึงให้เข้ามาอยู่ในฝัน ซึ่งจิตใต้สำนึกของ Subject จะเป็นคนเติมผู้คนลงไปในฝัน ถ้าเริ่มมีการระแคะระคายว่ามีใครซักคนสร้างความฝันขึ้นมา ผู้คนเหล่านี้จะเข้าโจมตีผู้สร้างฝัน เช่นเดียวกับเม็ดเลือดขาวเข้าโจมตีเชื้อโรค โดยที่ Subject จะไม่สามารถควบคุมผู้คนที่มาจากจิตใต้สำนึกได้
  • ถ้าหาก Subject มีการฝึกจิตมาเพื่อป้องกันการโจรกรรม Idea ผู้คนที่ Subject สร้างขึ้นมาก็จะเก่งกาจขึ้นมาก เช่น เป็นกองกำลังติดอาวุธเป็นต้น และมันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในฝันชั้นที่ลึกขึ้น
  • เราสามารถตื่นขึ้นมาจากความฝันได้โดยการตายในฝัน หรือการให้รู้สึกว่าตกจากที่สูง (เรียกว่า Kick)
  • ในเรื่องใช้วิธีเปิดเพลงให้ฟัง เพื่อเป็นการให้สัญญาณเตือนว่าใกล้ถึงเวลาKick แล้ว จุดประสงค์คือ จะทำให้ Kick จนตื่นขึ้นมาจากฝันทีละชั้น จนออกมาในโลกจริงในที่สุด
  • อย่างไรก็ตาม ถ้าเราใช้ยาพิเศษแล้ว เราจะตายเพื่อตื่นจากฝันไม่ได้ หากเราตาย เราจะตกไปอยู่ในฝันชั้น Limbo
  • เมื่อเราไปอยู่ในฝันชั้น Limbo แล้ว เราจะสับสน ไม่สามารถรู้ได้ว่านั่นคือโลกจริงหรือโลกฝัน

ข้อสังเกต

  1. ฟิชเชอร์โดนมอลล์ยิงในฝันชั้นที่ 3 ก่อนที่ไซโตะจะตาย
  2. คอบส์ตามไปเจอฟิชเชอร์ในสภาพที่ถูกจับ แต่ยังไม่แก่
  3. คอบส์ตามไปเจอไซโตะในสภาพที่แก่แล้ว
  4. คอบส์และเอเรียดเน่ที่ตามไปช่วยฟิชเชอร์ไม่ได้มีความสับสนเรื่องโลกจริงหรือโลกฝันเลย
  5. ตอนที่คอบส์ลงไปช่วยฟิชเชอร์จนเจอ คอบส์บอกว่าไซโตะตายแล้ว น่าจะอยู่ที่ไหนซักแห่งในโลกนี้ เค้าจะไปกลับไปแต่จะตามหาไซโตะให้เจอ
  6. คอบส์คาดไว้ว่า เค้าจะมีเวลาประมาณ 20 นาทีในฝันชั้นที่ 3 หลังจากรถตู้เริ่มตกจากสะพานจนถึงรถตู้กระแทกน้ำ
  7. ไซโตะตายขณะหลังจากรถตู้ตกสะพาน (ก่อนอาเธอร์เปิดเพลงปลุกอีมส์ไม่นาน ซึ่งเกือบจะเป็นเวลาเดียวกับเวลาที่รถตู้จะถึงผิวน้ำ) แต่ตื่นมาขณะที่เครื่องบินกำลังจะจอด 20 นาที (สมมติให้ตื่นมาพร้อมๆกับคอบส์)
    นั่นคือใช้เวลาอยู่ในฝันราวๆ 10 ชม. - 20 นาที =
    9 ชม. 40 นาที ซึ่งถือว่าคอบส์ และไซโตะใช้เวลาในฝันไปเกือบๆ 10 ชม.จริง
  8. ไซโตะดูแก่ขึ้นประมาณ 40-50 ปี ใน Limbo ของเค้า

วิเคราะห์เรื่องเวลาที่เกิดขึ้นในปฏิบัติการล้มกิจการของฟิชเชอร์

หลังจากใช้ยาแล้ว ในฝันจะนานประมาณ 20 เท่าของเวลาปกติ ( เรื่องเวลานานขึ้น 20 เท่า น่าจะถูกแล้ว เพราะในเรื่องตอนวางแผนกัน มัันก็กะเวลาไว้ประมาณนี้ และถ้ากะเวลาไม่ถูกตั้งแต่แรก มันจะใช้เพลงปลุกแบบ sync กันไม่ได้เลย )

  • โลกจริง (สมมติว่าจริง) : เวลาบนเครื่องบินนานประมาณ 10 ชั่วโมง (เวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้)
  • ฝันชั้น1 โลกฝนตกที่ขับรถแวน (ฝันของยูซุฟ-นักเคมี) : โลกนี้จะมีเวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้ =10x20 = 200 ชม. = 8.3 วัน (ในเรื่องบอกประมาณ 1 อาทิตย์)
  • ฝันชั้น2 โลกโรงแรม (ฝันของอาเธอร์) :โลกนี้จะมีเวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้ =200x20 = 4,000 ชม. = 166.7 วัน = 5.5 เดือน (ในเรื่องบอกประมาณ 6 เดือน)
  • ฝันชั้น3 โลกหิมะ (ฝันของอีมส์-นักปลอมแปลง) : โลกนี้จะมีเวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้ =4,000x20 = 80,000 ชม. = 3,333.3 วัน = 9.25 ปี (ในเรื่องบอกประมาณ 10 ปี)
  • ฝันชั้น 4 ขึ้นไป : โลกนี้จะมีเวลาทั้งหมดที่เป็นไปได้ อย่างน้อยต้องมากกว่าหรือเท่ากับชั้นที่ 4 ซึ่งคือ =80,000x20 = 1,600,000 ชม. = 66,666.7 วัน = 185.1852 ปี = 182.6 ปี

คิดเวลาขณะที่รถตู้กำลังตกสะพานจนถึงผิวน้ำ

ในฝันชั้นที่ 3 มีเวลาประมาณ 20 นาที++ จะได้ว่า

  • ในโลกจริงเป็นเวลาแค่เสี้ยววินาทีท่านั้นเอง
  • ฝันชั้นแรกมีเวลา = 60 วิ/20 = 3 วินาที++
  • ฝันชั้นที่ 2 มีเวลา = 20/20 = 1 นาที++
  • ฝันชั้นที่ 4 มีเวลา =  6.66 ชม. ++
  • ฝันชั้นที่ 5 มีเวลา = 5.5 วัน ++
  • ฝันช้นที่ 6 มีเวลา = 3.7 เดือน ++
  • ฝันชั้นที่ 7 มีเวลา = 6 ปี ++
  • ฝันชั้นที่ 8 มีเวลา = 121 ปี ++

คิดเวลาช่วงที่ไซโตะอยู่ใน Limbo (สมมติให้ Limbo เป็นฝันชั้นที่ 4 ก่อน)

ในฝันชั้นที่ 4 ใช้เวลาไปอย่างน้อย 40-50 ปี ++ (เผื่อตายไปแล้วหลายรอบ)

  • ฝันชั้นที่ 3 ใช้เวลาไป 2-2.5 ปี ++
  • ฝันชั้นที่ 2 ใช้เวลาไป 36.5 - 45.6 วัน ++
  • ในโลกจริงเป็นเวลาไป 1.8 -2.2 วัน ++
  • ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยครับ เพราะบนเครื่องบินมีแค่ 10 ชม. (แถมลงก่อนเวลา 20 นาทีอีก) ดังนั้นข้อสรุปที่บอกว่า Limbo คือฝันชั้นที่ 4 นั้นผิดแน่นอน !!

ข้อสรุปที่ได้จากข้อมูลเหล่านี้

  • ไม่ว่าชั้นที่ 4 จะเป็น Limbo หรือไม่ เราไม่มีทางใช้ชีวิตอยู่ในฝันชั้น 4 แล้วตื่นเองได้เลยโดยที่ไม่ตายซักครั้งสองครั้งก่อน (อายุเฉลี่ยในความคิดมนุษย์น่าจะซัก 80 ปีเท่านั้น)
  • ไซโตะตายแล้วไปอยู่ชั้น Limbo แน่นอน ตามกฎการฝัน
  • ฟิชเชอร์ไม่น่าจะตายจากการถูกยิงในฝันชั้นที่ 3 เพราะถ้าตายแล้ว เค้าจะต้องไปใน Limbo ก่อนไซโตะ (ตอนนั้นไซโตะยังไม่ตายเลย) ถ้าฟิชเชอร์ไป Limbo ก่อนไซโตะจริง เค้าจะต้องแก่มากๆ ตอนที่คอบส์ไปเจอ
  • ตามหลักการแล้วโลกที่คอบส์ตามไปช่วยฟิชเชอร์ไม่น่าจะเป็น Limbo เพราะคอบส์และเอเรียดเน่ไม่มีความสับสนเรื่องความจริงหรือความฝัน อย่างไรก็ตามมันไปขัดกับคำพูดของคอบส์ที่ว่าไซโตะที่ตายแล้วอยู่ในโลกเดียวกับเค้าที่ไหนซักแห่ง
  • ไซโตะตายขณะที่รถตู้กำลังจะถึงผิวน้ำ และเวลาใน Limbo ของเค้าผ่านไปประมาณ 50 ปีได้
  • ที่ยังขาดข้อมูลอยู่คือ ทีมคอบส์ตั้งเวลาปลุกตามแผนคือจะใช้เวลาในโลกจริงกี่ชั่วโมงกันแน่ เพราะถ้าเรารู้ตรงนี้ เราจะคำนวนได้เลยว่า Limbo อยู่ในฝันที่ลึกแค่ไหน จากการ เอาเวลา 40-50 ปีใน Limbo ไปเทียบกับเวลานับจากคนอื่นในทีมตื่นแล้ว(นั่นคือเวลาที่ไซโตะตาย) จนถึงเวลาที่ไซโตะตื่น

ในตอนท้ายโลกที่คอบส์และเอเรียดเน่ตามไปช่วยฟิชเชอร์นั้นเป็น Limbo หรือไม่ (แถเล็กน้อย)

คอบส์เข้าใจผิดว่าโลกตึกร้างสูงๆ เป็น Limbo ทั้งๆ ที่จริงแล้วไม่ใช่ (เป็นเพียงแค่ฝันชั้น 4 ที่มีภาพลักษณ์แบบ Limbo ของคอบส์และมอลล์ ) แต่พอคอบส์อยู่ตามหาไซโตะไปเรื่อยๆ อาจจะทนพิษบาดแผลไม่ไหวจนตาย จนตกไป Limbo จริงๆ (และจำอะไรไม่ได้ด้วย) แล้วไปพบกับไซโตะใน Limbo ของจริงในที่สุด

    ในตอนจบนั้นเป็นโลกจริงหรือไม่?

    ถ้าคาดเอาเอาว่าในตอนจบคอบส์และไซโตะฆ่าตัวตายหลังจากระลึกได้ว่ากำลังฝันอยู่จริง คอบส์ก็ควรจะตื่นมาในโลกจริงแล้ว ประกอบกับการเห็นหน้าลูกแบบจังๆ เรื่องเสื้อผ้าของลูกที่มีหลายๆคนสังเกตเอาไว้

    ดังนั้นในความคิดของผม ฉากตอนจบควรจะเป็นโลกจริงแล้วครับ (อย่างไรก็ตาม หลักฐานของจ้อสรุปนี้ไม่แน่นหนาเท่าคำตอบของข้อข้างบนนะครับ)

    10Jul/101

    ตามหาแหวนดอกไม้แบบนี้ ใครมีติดต่อด่วน

    หัวข้อ         : Others
    ป้ายกำกับ   : , ,

    ตอนนี้ภรรยาของผมกำลังตามหาแหวนดอกไม้ที่มีลักษณะคล้ายๆ แบบนี้ พอดีเป็นแหวนที่ภรรยาผมชอบมากแต่มันหายไปครับ ก็เลยอยากจะซื้อใหม่ ใครเป็นผู้ขาย หรือรู้ว่ามีที่ไหนขาย กรุณาติดต่อมาที่ pazonita_apple[at]hotmail.com หรือไม่ก็ post comment ไว้ที่นี่ก็ได้ครับ

    ขอบคุณมากเลยครับ

    7Jul/103

    รวม 5 สาว Cosplayer ที่น่ารักที่สุด

    หัวข้อ         : Cartoon Anime Manga
    ป้ายกำกับ   : , , , , , , , , , ,

    ช่วงนี้มีโอกาสได้กลับมาดูรูป cosplay ตาม internet อีกที หลังจากไม่ได้ติดตามมานาน ก็ถึงกับตะลีงไปเลย เพราะเดี๋ยวนี้คนแต่ง cosplay หลายๆ คนหน้าตาดีมาก กล้องที่ใช้ถ่ายก็เจ๋งกว่าสมัยก่อนเยอะ  บวกด้วยเทคนิค retouch อันสุดยอดเข้าไปอีก ยิ่งทำให้ภาพ cosplay เจ๋งขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าคงจะเจ๋งขึ้นไปอีกในอนาคต (ถ้าในอนาคตกล้องถ่ายรูป 3D แพร่หลาย เราคงได้ดูภาพคนแต่ง Cosplay เป็น 3D ไปด้วยแน่นอน)

    ในโอกาสนี้เอง ผมจึงขอรวบรวม Cosplayer เจ๋งๆ ที่ผมได้ไปเจอในเว็บต่างๆ มารวมกันในที่เดียวเลย เผื่อใครเห็นแล้วชอบคนไหน จะได้ตามถูกว่าชื่ออะไร (เพราะบางคนบางชุดก็แต่ง Sexy จัดจนเอามาลงในนี้ไม่ไหวเหมือนกัน... )

    ผมขอคัดมา 5 คน ที่คิดว่าเจ๋งที่สุดนะครับ เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย!! (5 คนต่อไปนี้ผมขอไม่เรียงลำดับตามอะไรทั้งสิ้นนะครับ ถ้าอยากจะวัดความน่ารัก ยังไงก็ช่วย vote คนที่เพื่อนๆ ชอบเอาเองในส่วนท้ายบทความละกันนะครับ )

    1. Kipi

    Kipi Cosplay Kipi Cosplay Kipi Cosplay

    Name: KIPI
    Country: Tokyo, Japan
    Birthday: 1988/08/04
    Blood Type: O
    Height: 153cm
    Blog: http://still.kipi.lomo.jp
    Cure Profile : http://ja.curecos.com/profile/?ch=33695

    สำหรับเธอคนนี้ ผมคิดว่าคนที่ชอบดู Cosplay น่าจะรู้จักอยู่แล้ว เพราะเธอถือว่าเป็นหนึ่งใน Cosplayer ที่โด่งดังที่สุดในวงการนี้

    2. Saya

    Saya Cosplay

    Name: Saya ( 沙谷 )
    Birthday: 12/09
    Blood Type: A
    Height:
    165cm
    Twitter: http://twitter.com/dearest_saya
    Cure Profile : http://ja.curecos.com/profile/?ch=64680

    สำหรับเธอคนนี้ ส่วนตัวแล้วคิดว่าตอนนี้เธอมาแรงมาก มีรูปและชุดสวยๆ เยอะแยะเต็มอินเตอร์เน็ตเลย

    3. Aira

    Aira Cosplay

    Name: Aira (あいら)
    Country: Tokyo, Japan
    Birthday: 1988/08/04
    Blood Type: -
    Height: 155-160 cm
    Blog: http://gigadrill.blog118.fc2.com/
    Cure Profile : http://ja.curecos.com/profile/?ch=72312

    สำหรับเธอคนนี้ ผมคิดว่าเธอถ่ายได้ Sexy มากๆ ในหลายๆ รูป (ที่ไม่ได้เอามาลง) แต่ภาพของเธอยังหายากหน่อย กว่าจะตามหาได้ก็แทบแย่เหมือนกัน

    4. Chamaro

    Name: Chamaro (ちゃまろ)
    Country: Tokyo, Japan
    Birthday: Leo Horoscope
    Blood Type: -
    Height: 152 cm
    Blog : http://chamalog.blog47.fc2.com/
    Twitter: http://twitter.com/chamaro
    Cure Profile : http://ja.curecos.com/profile/?ch=88809

    สำหรับเธอคนนี้ โด่งดังเป็นพลุแตกกับการคอสเป็น Makinami Mari Illustrious จาก Eva 2.0 นั่นเอง

    5. - ตัดทิ้ง

    แถม

    สุดท้ายขอแถมไว้นิดนึงครับ อันนี้เป็น Cosplay ในสนามแข่งรถ
    เนื่องจากได้มีการนำ Evangelion RT Unit 01 apr Corolla ไปลงแข่งที่ Fuji Speedway ในงาน SUPER GT Round 3 FUJI GT 400km RACE ด้วย!! ไม่เพียงแต่รถที่แต่ง Cos แต่ Race Queen ก็แต่งเป็น Rei และ Asuka ด้วย

    Evangelion Racing

    Race queen ทั้งคู่นี่น่ารักไม่ใช่เล่น

    • คนที่แต่งเป็น Rei ชื่อว่า MIZUTANI NOA (水谷望愛)
    • คนที่แต่งเป็น Asuka ชื่อว่า CHIBA YUUNA  (千葉悠凪)

    จริงๆมีรูปคนขับแต่งเป็นชุดชินจิด้วย แต่ไม่เอามาลงหรอก หึหึ

    Page 1 of 212