จอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) [1903-1957] เป็นหนึ่งในนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ เป็นผู้พัฒนาความรู้ต่างๆ ที่สำคัญในหลายสาขาวิชาทั้งคณิตศาสตร์ กลศาสตร์ควอนตัม วิทยาการคอมพิวเตอร์ เศรษฐศาสตร์ เขาถือว่าเป็นหนึ่งในนักคณิตศาสตร์ที่ยอดเยียมที่สุดในยุคใหม่ ถึงกับมีคนกล่าวชมเขาว่า “สมองของนอยมันน์นั้นเป็นมันสมองของเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา”

นอยมันน์นับเป็นบุคคลที่ฉลาดล้ำลึก และความจำที่เป็นเลิศเกือบจะเรียกได้ว่า จำได้ทุกอย่างในระดับรายละเอียดเลยก็ว่าได้ แต่แม้ว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ แต่กลับเป็นคนไม่เก็บตัว ชอบเข้าสังคม  ดื่มเหล้า เต้นรำ เป็นคนสนุกสนาน และตลกขบขัน

ประวัติโดยย่อ

เขาเกิดที่เมืองบูดาเปส เมืองหลวงของประเทศฮังการี ครอบครัวของเขาเป็นชาวยิวที่ค่อนข้างร่ำรวย  บิดาจบปริญญาเอกด้านกฎหมายและทำงานเป็นนักกฎหมายให้กับธนาคาร ในตอนนั้นบูดาเปสถือเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองด้านทุนทางปัญญาและมีระบบการศึกษาที่ดีมาก นอยมันน์ได้แสดงให้ผู้อื่นเห็นถึงอัจฉริยภาพใน 3 ด้าน คือ ภาษา ความจำ และคณิตศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น เขาสามารถทำการหารเลข 8 หลักในใจได้ด้วยอายุเพียง 6 ปี และเมื่ออายุได้ 8 ปี เขาก็ใช้แคลคูลัสได้เป็นอย่างดี !! (คิดดูว่าตอนคุณ 8 ขวบ คุณทำอะไรได้บ้าง) และไม่ใช่แค่ด้านตัวเลขและตรรกกะต่างๆ เท่านั้น เค้ายังอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เป็นเล่มๆ และสามารถจำได้อย่างแม่นยำ

แม้ครอบครัวของเขาจะสนับสนุนในสิ่งที่เขาชื่นชอบทุกๆ ด้าน แต่ก็ไม่ได้ผลักดันเขาจนมากเกินไปเหมือนครอบครัวเด็กอัจฉริยะคนอื่นๆ นี่เองทำให้นอยมันน์นอกจากจะมีสติปัญญาอันชาญฉลาดแล้ว ยังมีบุคลิกภาพที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้อื่นด้วย

เขาได้เข้าเรียนในโรงแรียนที่บูดาเปส เพราะพ่อของเขายืนยันให้เข้าเรียนในระดับที่เหมาะกับอายุของตัวเอง แต่ทว่าพ่อก็ยอมจ้างครูพิเศษส่วนตัวมาสอนเขาในด้านที่เขามีความถนัดเพิ่มเติม เมื่ออายุได้ 15 ปี เขาได้เริ่มเรียนวิชาแคลคูลัสขั้นสูงกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น และเมื่ออาจารย์ได้พบกับนอยมันน์ก็ได้ตกตะลึงกับอัจฉริยภาพด้านคณิตศาสตร์ของเขาจนถึงกับน้ำตาไหลด้วยความตื้นตันใจ

เมื่ออายุ 18 ปี นอยมันน์ก็เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินในสาขาวิชาเคมี และได้ย้ายไปเรียนอนุปริญญาด้านวิศวกรรมเคมีจากสถาบันในซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากตอนนั้นสาขาวิชาเคมีกำลังเป็นที่นิยม พ่อของเขาเองจึงอยากให้เขามีชีวิตที่ดีด้วยการเรียนสายนี้ มากกว่าคณิตศาสตร์ที่ไม่น่าจะทำให้ชีวิตสะดวกสบายได้ แต่ในที่สุดนอยมันน์ก็กลับมาหาในสิ่งที่เขารัก เขาได้เลือกปริญญาเอกสาขาคณิตศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยบูดาเปส ประเทศฮังการี ควบคู่ไปกับการเรียนวิศวกรรมเคมี และเรียนจบทั้ง 2 ปริญญาด้วยอายุเพียง 23 ปี

ในช่วงนี้เขาได้พัฒนาองค์ความรู้และทฤษฎีใหม่ๆ ให้กับสาขาวิชากลศาสตร์ควอนตัมมากมาย ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับธรรมชาติของอนุภาคระดับอะตอมซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีฟิสิกส์ทั่วไปที่ไอแซค นิวตันคิดเอาไว้ โดยในช่วงนั้นมีทฤษฎีที่ถกเถียงกันอยู่ 2 แนวทาง แต่แล้วนอยมันน์ก็สามารถสรุปเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกันได้ ทำให้มันสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกมากในอนาคต

ระหว่างปี ค.ศ. 1926 ถึง 1930 หลังจากที่เขาได้พัฒนาทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมได้แล้ว เขาก็ต้องเดินทางไปสัมนาเชิงวิชาการ และได้ตีพิมพ์เอกสารวิชาการออกมาอย่างมากมาย ด้วยความเร็วเกือบเดือนละฉบับได้ ซึ่งเป็นผลมาจากพลังแห่งความรวดเร็วและความจำอันเหลือเชื่อของเขา ที่ทำให้เขาสามารถดึงข้อมูลจำนวนมหาศาลออกมาใช้ได้อย่างง่ายดาย เขาได้กลายเป็นดาวรุ่งแห่งวงการนักวิชาการ แต่ก็เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปเพราะเขามักจะมีเรื่องตลก หรือเรื่องราวน่าสนใจจากประวัติศาสตร์มาเล่าให้ผู้อื่นฟังอย่างสนุกสนาน

ในปี ค.ศ. 1930 นอยมันน์ได้รับเชิญให้ไปยังเมืองพรินซ์ตัน, นิวเจอร์ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ถูกคัดเลือกเพื่อเป็นอาจารย์ประจำชุดแรกของ Institute for Advanced Study ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งคัดเลือกเอาบุคคลเก่งๆ มารวมกัน อย่างเช่น อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ เป็นต้น โดยนอยมันน์เป็นศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ของที่นั่น ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสาขาวิชาในปี ค.ศ. 1933 และได้กลายเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกาในที่สุด

ช่วงที่นอยมันน์มาอยู่ที่อเมริกานั้น สิ่งที่เป็นที่รู้จักและทรงอิทธิพลมากที่สุดที่เขาสร้างขึ้นมา มีอยู่ 2 เรื่องคือ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และ การพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่

ในยุคสงครามนั้น อเมริกาเกิดความกลัวขึ้นอย่างมากว่าเยอรมันจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จก่อนตน จึงได้ดึงตัวนักวิทศาสตร์ระดับหัวกะทิ มาพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนอยมันน์ ซึ่งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งเป็นอาวุธทำลายล้างที่รุนแรงมากนั้น ไม่สามารถทำการทดลองจริงได้มากนักเหมือนสิ่งอื่นๆ มันจึงต้องอาศัยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนที่นอยมันน์ถนัดนั่นเอง เพื่อให้ผู้มีอำนาจสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้เขายังช่วยพัฒนาเทคนิคการระเบิดสำหรับระเบิดนิวเคลียร์ประเภทพลูโตเนียมอีกด้วย

นอกจากนี้นอยมันน์นั้นได้คิดหลักการซึ่งเป็นหลักการซึ่งใช้เป็นหลักสำคัญในทฤษฎีเกม (game theory)  เพื่อในการวางแผนกลยุทธ์ทางด้านอาวุธนิวเคลียร์ของอเมริกา ในช่วงสงครามเย็นด้วยเช่นกัน

นอกจากเรื่องของสงครามแล้ว นอยมันน์ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ซึ่งมีแรงผลักดันมาจากการที่เขาจะต้องสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนตอนที่ทดลองอาวุธนิวเคลียร์นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ยุคนั้นการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องยากมาก เพราะคนทั่วไปไม่ให้ความสำคัญ เพราะคิดว่าคอมพิวเตอร์ก็เป็นแค่เครื่องคิดเลขขนาดใหญ่เท่านั้น แต่นอยมันน์เห็นความเป็นไปได้ที่มากกว่านั้น นอยมันน์ได้พัฒนาสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมาใหม่ ที่แทนตรรกกะด้วยตัวเลขต่างๆ ที่สามารถนำไปประมวลผลต่อได้ เพื่อให้สามารถนำคอมพิวเตอร์มาใช้พัฒนาศาสตร์แขนงต่างๆ ให้มีตรรกะและความแม่นยำมากขึ้น แนวคิดของนอยมันน์นั้นเปลี่ยนแนวทางการทำงานของคอมพิวเตอร์ในยุคนั้น จากเดิมโปรแกรมจะถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของ Hardware (เวลาจะตั้งโปรแกรมแบบใหม่ ก็จะต้องโยงสายไฟใหม่หมด) มาเป็นมองโปรแกรมเป้นส่วนหนึ่งของข้อมูล ทำให้เกิดการแบ่งแยกระบบคอมพิวเตอร์ออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ หน่วยประมวลผล (CPU), Harddisk, และ หน่วยความจำ (RAM) เหมือนกับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

ในช่วงหลังของชีวิต เขาได้ทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ระบบที่พัฒนาตนเองได้ เพราะเขามีความเชื่อว่าชีวิตนั้นมีพื้นฐานจากตรรกะ อะไรที่สนับสนุนตรรกะ ก็จะสนับสนุนชีวิตได้ มันจึงเป็นระบบที่เหมือนกัยมีชีวิต สร้างตนเองและพัฒนาตนเองต่อไปได้

แต่แล้วนอยมันน์ก็ได้เสียชีวิตลงด้วยอายุ 54 ปี ด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งได้ถูกตรวจพบก่อนหน้านั้นปีครึ่ง ทำให้เขาไม่สามารถพัฒนาระบบที่พัฒนาตนเองที่เขาคิดไว้ต่อไปได้ โดยหมอบอกว่าสาเหตุของมะเร็งน่าจะมาจากการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นอยมันน์ได้สร้างคุณประโยชน์ต่อโลกนี้ไว้อย่างมากมายด้วยองค์ความรู้มากมายที่เขาค้นพบ หากไม่มีเขา คุณอาจไม่มีโอกาสมานั่งอ่านเว็บนี้ผ่านคอมพิวเตอร์คุณก็เป็นได้ครับ

ข้อคิดที่ได้จากชีวิตของ นอยมันน์

  • คนเก่งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องเนิร์ด และสามารถเข้าสังคมกับคนทั่วไปได้ มีชีวิตเฮฮาได้
  • การที่คนฉลาด อยู่ในระบบการศึกษาที่ดี ย่อมยิ่งเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
  • การทำตามความรักและความชอบของตน แทนที่จะมุ่งไปที่เงินทอง ย่อมทำให้มีความสุขกับชีวิตมากกว่า และยังทำให้ประสบความสำเร็จได้อีกด้วย เห็นได้จาก การที่นอยมันน์ เลือกที่จะเรียนปริญญาเอกคณิตศาสตร์ และไปทางด้านวิชาการ แทนที่จะไปตามที่พ่อเขาคาดหวังไว้

ที่มาของข้องมูล

 

Tagged on: