ขอเริ่มบทความซีรีส์ใหม่ Career Idol ซึ่งเป็นการแนะนำคนดังในแต่ละสายอาชีพครับ อันแรกขอประเดิมด้วยชีวิตของนักลงทุนชื่อดังอย่าง วอร์เร็น บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในปี 2008

ชื่อ : วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (อังกฤษ: Warren Edward Buffett)
อาชีพ: นักลงทุน
วันเกิด/บ้านเกิด : วันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1930 ที่โอมาฮา, เนบราสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา

หนทางสู่ความสำเร็จโดยย่อ

บัฟเฟตต์หาเงินและออมเงินเก่งตั้งแต่เด็ก เขาทำทุกวิถีทางที่จะสร้างรายได้และลงทุนในสิ่งที่เขาคิดว่าคุ้มค่า เช่น ขายหมากฝรั่ง โค้ก ส่งหนังสือพิมพ์ ติดตั้งตู้เกมส์พินบอลหยอดเหรียญในร้านตัดผม เขาลงทุนซื้อหุ้น(บุริมสิทธิ์)ครั้งแรกตอนอายุเพียง 11 ปี และลงทุนอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาก็เรียนจบระดับไฮสคูล ตอนแรกเขาไม่ได้คิดว่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ เพราะหาเงินได้จากการส่งหนังสือพิมพ์เยอะแล้ว แต่พ่อเขาก็ยืนยันให้เขาเรียนต่อ เขาจึงเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่วอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในคณะการเงิน หลังจากเรียนไปได้ 2 ปี เขาก็เริ่มพบว่าสิ่งที่สอนกันอยู่ในชั้นเรียนการเงินนั้นล้วนแต่ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงไม่ได้ หลังจากนั้นเขาได้ย้ายกลับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา ซึ่งในระกหว่างเรียน เขาได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไป ซึ่งมีชื่อว่า The Intelligent Investor ซึ่งเขียนโดย เบนจามิน เกรแฮม (1894-1976) ผู้ซึ่งให้แนวคิดที่สำคัญในการลงทุนว่า ต้องคิดเหมือนว่าเราเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ คือต้องวิเคราะห์ตัวธุรกิจ ไม่ใช่วิเคราะห์หุ้น รวมถึงต้องเลือกธุรกิจที่คุ้มค่า คือราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของหุ้นมากพอจนปลอดภัยที่จะลงทุน ซึ่งเป็นการเปิดทางสว่างให้เขาอย่างมาก  พอเรียนจบ ตอนแรกเขาจะเรียนต่อที่ฮาร์วาร์ด แต่ก็ถูกปฏิเสธเนื่องจากเขาเด็กเกินไป ซึ่งในที่สุดเขาได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเพื่อศึกษาการลงทุนจาก เบนจามิน เกรแฮม นักลงทุนที่เขาชื่นชอบ

ต่อมาบัฟเฟตต์ได้ค้นพบว่าอาจารย์ของเขาเป็นประธานบริษัทประกันแห่งหนึ่ง บัฟเฟตต์มุ่งมั่นมากที่อยากจะรู้จักธุรกิจประกันให้มากกว่านี้ จึงเดินทางไปที่บริษัทเพื่อเข้าไปพูดคุยกับใครซักคนที่บริษัทนี้ จนเขาได้พบกับรองประธานด้านการเงิน ซึ่งรองประธานก็ถูกใจในความฉลาดของบัฟเฟตต์มาก ซึ่งทั้งคู่คุยกันถูกคอ บัฟเฟตต์ถามคำถามมากมายจนเข้าใจระบบการทำงานของธุรกิจประกันเป็นอย่างดี จนเขากลับมาลงทุนในบริษัทนี้โดยชักชวนป้าของตนเองมาร่วมลงทุนด้วยส่วนหนึ่งจนทำกำไรได้อย่างสวยงาม

เขาเรียนเก่งมาจนเป็นคนเดียวที่ได้เกรด A+ ในวิชาของเกรแฮม แต่เกรแฮมและพ่อของเขาก็ไม่สนับสนุนให้บัฟเฟตต์ทำงานในวอลสตรีทหลังจากเรียนจบ บัฟเฟตต์อยากทำงานกับอาจารย์ของเขา ถึงขึ้นเสนอทำงานให้ฟรีโดยไม่เอาเงินเดือน แต่เกรแฮมก็ไม่รับ จนบัฟเฟตต์ต้องกลับไปทำงานกับบริษัทโบรคเกอร์ของพ่อตัวเองในที่สุด

หลังจากกลับมาบ้าน เขาก็ได้พบรักและแต่งงานกับภรรยาของเขา ในช่วงแรกๆ เขาต้องประหยัดมาก และการลงทุนของเขาในปั๊มน้ำมันและอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เขาจึงเริ่มสอนหนังสือภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยโอมาฮา (ซึ่งเดิมแทบจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเค้าเลย เพราะเค้าไม่กล้าพูดในที่สาธารณะ จนกระทั่งได้ไปเข้าคอร์สโดยเดล คาร์เนกี้) จนในที่สุด เกรแฮมก็เรียกเค้าไปทำงานด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่บัฟเฟตต์รอคอยมาแสนนาน

พอเขาเริ่มทำงานกับเกรแฮม เขาก็ได้ซึมซับปรัชญาการลงทุนของเกรแฮมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เน้นที่ตัวเลขที่เป็นปัจจัยเชิงปริมาณ หลังจากที่เกรแฮมเกษียณตัวเอง บัฟเฟตต์จึงกลับมาตั้งห้างหุ้นส่วนของตัวเองที่โอมาฮา จนสามารถทำผลกำไรได้อย่างน่าพอใจ และในช่วงนั้นเขาก็ได้ร่วมงานกับคู่หูชื่อว่า ชาร์ลี มังเจอร์ คนบ้านเกิดเดียวกันผู้เฉลียวฉลาดซึ่งได้กลายมาเป็นเป็นเพื่อนร่วมงานและคู่คิดด้านการลงทุนกับเขาตลอดไป แต่เดิมทีมังเจอร์จะมีแนวคิดคล้ายกับ ฟิลิป ฟิชเชอร์ (1907-2004) นักลงทุนผู้โด่งดังผู้ซึ่งเน้นที่เน้นที่ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจซึ่งเป็นปัจจัยเชิงคุณภาพมากกว่า แม้จะมีพื้นความรู้มาคนละแนวทาง บัฟเฟตต์และมังเจอร์ก็ได้ร่วมกันพัฒนาปรัชญาการลงทุนที่ผสมผสานแนวคิดของทั้งคู่เข้าด้วยกัน ซึ่งมันได้ผลลัพธ์คือการลงทุนที่เฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

จนในช่วงหนึ่งที่ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงจนเขาไม่สบายใจ จนไม่สามารถหาบริษัทที่คุ้มค่าต่อการลงทุนได้จน บัฟเฟตต์จึงตัดสินใจยุบห้างหุ้นส่วนทิ้งไป แต่ในช่วงนั้นเขาก็ได้มีการซื้อหุ้นของบริษัทเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ (Berkshire Hathaway) ซึ่งเป็นบริษัทสิ่งทอเอาไว้เป็นจำนวนมากเนื่องจากราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอย่างมากในช่วงตลาดหุ้นพังครืน

ตอนแรกบัฟเฟตต์พยายามบริหารบริษัทให้มีกำไรคุ้มกับเงินทุนที่ได้ลงไป แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถสู้กับภาวะของอุตสาหกรรมสิ่งทอที่สู้กับการแข่งขันจากต่างประเทศที่แรงงานถูกกว่ามากไม่ไหว จนตัดสินใจเอาเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่นที่มีอนาคตกว่า จึงเริ่มลงทุนในบริษัทต่างๆ อีกมากมาย ทั้งในตลาดและนอดตลาด ที่เค้าพบว่ามีศักยภาพ เขาเข้าใจได้ง่าย แข่งขันได้ อย่างยั่งยื่นในระยะยาว มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ และราคาสมเหตุสมผล จนได้ผลตอบแทนมหาศาล แม้จะผ่านช่วงที่ตลาดหุ้นพังเนื่องจากธุรกิตดอตคอมฟองสบู่แตก เขาก็ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากเขาลงทุนในสิ่งที่เขาถนัด และมีความเข้าใจจริงๆ เท่านั้น จนได้เป็นมหาเศรษฐีของโลกในที่สุด แต่ถึงแม้จะรวยแล้ว บัฟเฟตต์ก็ยังเป็นคนมีจิตใจดีช่วยบริจาคเงินของเขาจำนวนมากให้มูลนิธิของบิล เกตส์ อีกด้วย

ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

  • ทำในสิ่งที่รัก – เขาชอบการลงทุนและหาเงินมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อโตขึ้นเขาก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขมาก
  • มีความมุ่งมั่น ขยันขันแข็ง พัฒนาตนเองเสมอ – เขาดั้นด้นพยายามให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ พยายามจนได้ไปเรียนและทำงานกับนักลงทุนที่เขาชื่นชอบ รวมทั้งเขาหาความรู้ให้ตัวเองตลอดเวลา เช่น อ่านงบการเงินบริษัท คุยกับผู้บริหาร เพื่อทำความเข้าใจธุรกิจที่จะลงทุนอย่างแท้จริง
  • มีวินัยและจิตใจที่แข็งแกร่ง – เขามีวินัยโดยควบคุมอารมณ์ ไม่ให้อยู่เหนือหลักการลงทุนของเขาได้ดีมาก แม้หุ้นบางตัวจะดูดีมาก แต่ถ้าราคายังไม่ใช่ หรือเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการของเขา เขาก็จะไม่ลงทุนเด็ดขาด
  • มีมิตรที่ดี – การที่เขาได้เรียนกับกับเกรแฮม และร่วมงานชาร์ลี มังเจอร์ และเขาเปิดใจให้กับแนวคิดที่แตกต่าง ทำให้เขาได้พัฒนาปรัชญาการลงทุนที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างสูง
  • รู้จักใช้เงิน – แม้จะรวยเป็นมหาเศรษฐีแล้ว แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตอย่างสมถะอยู่ ซึ่งเป็นนิสัยที่เป็นมาตั้งแต่ยังเด็ก

คำคมโดนๆ

“Risk comes from not knowing what you’re doing.”
ความเสี่ยงมาจากการที่คุณไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่

“Our favorite holding period is forever.”
ระยะเวลาถือครอง(หลักทรัพย์)ของเราคือตลอดไป

“We simply attempt to be fearful when others are greedy and to be greedy only when others are fearful.”
เรากลัวเวลาที่คนอื่นโลภ และโลภเวลาที่คนอื่นกลัว

 ที่มาขอข้อมูล

Tagged on: