Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

25Sep/110

ว่าด้วยเรื่อง Skill Tree หรือ Knowledge Map

หัวข้อ         : Excel, Idea / Career Guide
ป้ายกำกับ   : , , , , , , ,

อะไรคือ Skill Tree??

Skill Tree คือแผนผังของทักษะความรู้ของแต่ละสายอาชีพ ว่าการจะพัฒนาทักษะแต่ละเรื่องแต่ละวิชา ควรจะพัฒนาทักษะพื้นฐานเรื่องอะไรก่อนจนถึงระดับขึ้นไหน จึงจะเหมาะสมในการพัฒนาทักษะขั้นสูงต่อไป (ใครเคยเล่นเกมส์ Ragnarok คงคุ้นเคยกับ Skill Tree เป็นอย่างดี)

(ตัวอย่าง Skill Tree จากอาชีพ Thief และ Assassin ใน Ragnarok)

ผมคิดว่าการเรียนอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราได้เห็นภาพรวมว่า เราควรจะรู้อะไรบ้าง กว่าจะถึงเป้าหมายสุดท้ายของเราคงเป็นสิ่งที่ดีไม่น้อย และผมก็พบว่ามีหลายคนที่นำเอาแนวคิดนี้มาใช้กับการศึกษา เช่น ในเว็บ Khan Academy ก็มี Skill Tree ของวิชาคณิตศาสตร์เช่นกัน ซึ่งเค้าเรียกว่า Knowledge Map ซึ่งจะไล่ไปเลยตั้งแต่การบวกเลขเบื้องต้น ไปจนถึงแคลคูลัสชั้นสูง

(ตัวอย่าง Skill Tree จาก Khan Academy)

Excel Skill Tree

ผมเองก็เลยลองทำ Skill Tree ของวิชา Excel ขึ้นมาบ้าง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นสิ่งที่ผมคิดเองเออเองอยู่คนเดียว ถ้าใครคิดว่าควรจะปรับปรุงตรงไหน อยากจะแนะนำ หรือสงสัยตรงไหนก็ถามได้นะครับ

(Skill Tree วิชา Excel ของผมเอง)

Skill Tree ของสายอาชีพต่างๆ

นอกจาก Skill Tree ของ Excel แล้ว ผมว่าวิชาความรู้ของสายอาพชีพอื่นๆ ถ้าทำ Skill Tree อออกมาให้ครบคงดีไม่น้อย ซึ่งในเว็บแนะแนวของผมในอนาคต ผมจะต้องมี Skill Tree พวกนี้ด้วยแน่นอน

แต่ในช่วงนี้ ถ้าใครเรียนอะไรมาจนพอจะเห็นภาพรวมแล้ว ก็ช่วยกันลองวาด Skill Tree ของสายอาชีพตัวเองมาแชร์กันหน่อยคงดีไม่น้อยเลยนะครับ

18Sep/110

หนังสือดีๆ ที่อยากแนะนำ Introducing Economics : A Graphic Guide

หัวข้อ         : Book, Economics
ป้ายกำกับ   : , , , ,

เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปเดิน Kinokuniya นานกว่าปกติ (เนื่องจากภรรยาผมไปทำ treatment หน้าอยู่) ตอนแรกว่าจะหาหนังสือเกี่ยวกับ Banking เพื่อเพิ่มความรู้ด้านการธนาคารให้มากขึ้น เพราะผมไม่ได้เรียนด้านนี้มาเลย เดินไปเดินมา ก็ไม่เจอเล่มที่ถูกใจซะที...

จนในที่สุดไปสะดุดตากับหนังสือเล่มเล็กๆ อันนึงคือ หนังสือในซีรีส์ Graphic Guide ของ Introducing Book ที่มีชื่อว่า Introducing Economics : A Graphic Guide

Introducing Economics : A Graphic Guide

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ มีการเล่าเนื้อหาความเป็นมาของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในรูปแบบของการมีภาพประกอบเป็นภาพกราฟิกการ์ตูน ซึ่งทำให้เราอ่านแนวความคิดที่ซับซ้อนได้โดยง่าย เห็นภาพรวม และอ่านจบอย่างรวดเร็ว!! (ผมอ่านแปปเดียวก็จบแล้ว)

โดยในเล่มนี้มีการอธิบายความเป็นมาตั้งแต่สมัยแนวคิดของปีทาโกรัสที่ว่าทุกอย่างในจักรวาลสามารถอธิบายได้ด้วยตัวเลข เรื่อยมาจนมีการพัฒนาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ มากมาย ที่ใช้ตัวเลขและสูตรต่างๆมาอธิบาย จนสุดท้ายมาถึงแนวคิดยุคหลังที่ต้องคำนึงถึงความคิดที่ซับซ้อนของมนุษย์ที่เอาเข้าจริงอาจไม่มีเหตุผลอย่างที่คิดเข้าไปในโมเดลด้วย

ซึ่งการอธิบายตามประวัติศาสตร์แบบนี้จะทำให้เราเกิดความเข้าใจได้ว่า ที่มาที่ไปของแนวความคิดแต่ละอันมาได้อย่างไร และมีปัจจัยสนับสนุนมาจากไหน (ในเล่มนี้ทำให้ผมเห็นความสัมพันธ์ของวิชาฟิสิกส์และวิชาเศรษฐศาสตร์ได้!!)

ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยเปิดมุมมองหลายๆ อย่างให้เพื่อนๆ ได้ไม่มากก็น้อย ใครมีเวลาก็ลองไปเปิดอ่านเล่นใน Kinokuniya สาขาพารากอนก่อนได้ (อยู่หมวด Economics ของหนังสือภาษาอังกฤษ)

(Tips: ใน Series นี้ เท่าที่ผมรู้ มีแปลไทยแค่เล่มเดียวคือ Introducing  Stephen Hawking ทำไมไม่มีคนแปลเรื่องอื่นนะ มันเจ๋งมากเลยจริงๆ)

ป.ล. หลังจากตัดสินใจเอาเล่มนี้แล้วก็ไปเจอะหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีเกมที่น่าสนใจอีกเล่มนึง ชื่อว่า The Art of Strategy ก็เลยสอยมาด้วยเลย ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ

11Sep/111

สรุปวิชา Financial Management & Investment ตอนที่ 2

หัวข้อ         : Finance
ป้ายกำกับ   : , , , , , , , , ,

Bond

Bond หรือพันธบัตร ก็คือสัญญาการกู้ยืมเงินประเภทหนึ่ง ที่ผู้ออก Bond สัญญาว่าคนที่ซื้อ Bond ไป จะได้รับเงินเป็นงวดๆ เท่าๆ กัน (คือดอกเบี้ย คิดตามอัตราดอกเบี้ยที่เรียกว่า Coupon rate * ราคาที่ระบุบน Bond ( Face Value) และเมื่อ Bond หมดอายุ ณ วันที่เรียกว่า Maturity Date ผู้ซื้อ Bond ก็จะได้เงินเพิ่มอีกก้อนตาม Face Value [ Tips : ที่เรียกดอกเบี้ยของ Bond ว่า Coupon เพราะในอดีต มันเป็นเหมือนคูปองที่ต้องตัดเอาไปแลกเงินจริงๆ ]

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เราสามารถคำนวณมูลค่าของ Bond ได้จากการวาด Cash Flow Diagram แล้วคิดหา NPV นั่นเอง อย่างไรก็ตาม %discount rate ที่จะนำมาใช้ในการหา NPV จะต้องเป็น Market Interest Rate ไม่ใช่ Coupon interest rate (เนื่องจาก ค่าเสียโอกาสคือ เรานำไปซื้อขายในตลาดได้)

ดังนั้นจะเห็นว่า ราคาของ Bond จะต้องเปลี่ยนไปตาม Market Interest Rate นั่นเอง

สมมติให้ Bond อายุ 10 ปี ให้ดอกเบี้ยปีละครั้ง Coupon Interest Rate = 10% Face Value ของ Bond = 1000 บาท

  • ตอนออก Bond: Coupon Interest Rate จะเท่ากับ Market Interest Rate ดังนั้น ราคาของ Bond จะเท่ากับ Face Value (หรือ Par Value) สมมติว่าตอนนั้น Market Interest Rate เป็น 10% ทำให้มูลค่าของ Bond = 1000 บาทไปด้วย คิด NPV ดู โดย Excel สูตร = PV(10%,10,100,1000) =1000 บาท
  • ต่อมา เมื่อ Market Interest Rate ลดลงเหลือ 5% : จะเกิดอะไรขึ้นถ้าตลาดให้ผลตอบแทนลดลง แต่ Bond เราสัญญาให้ผลตอบแทนที่ 10% เหมือนเดิม... คนก็จะแห่มาซื้อ Bond ของเราน่ะสิ ดังนั้นเมื่อคิด NPV Discount ที่ 5% จะเห็นว่า Bond เราจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น  คิด NPV ดู โดย Excel สูตร = PV(5%,10,100,1000) = 1,386.09 บาท
  • ถ้า Market Interest rate เพิ่มเป็น 15% ล่ะ.. : Bond เราก็จะมูลค่าลดลงเป็น  = PV(15%,10,100,1000) = 749.06 บาท

Bond Yield

  • Yield to Maturity (YTM) คือ อัตราผลตอบแทนที่จะได้จากการถือ Bond จนหมดอายุ ซึ่งจะเท่ากับ Market Interest Rate นั่นเอง สามารถคำนวณโดยใช้สูตร IRR หา discount rate ที่ทำให้ NPV ของ Bond เป็นศูนย์ ซึ่งเลขตังนี้จะเป็นสิ่งที่นักลงทุนสนใจในการลงทุน
  • Current Yield = ผลตอบแทนของ Bond ในปัจจุบันซึ่งเป็นเพียงตัวบอกเฉยๆ ว่าเราจะได้ดอกเบี้ยกี่% ต่อการลงทุนของเรา = Coupon Interest Payment / Current Bond Price

Risk ของ Bond

  • Interest Rate Risk อย่างที่บอกไปแล้วว่าราคาของ Bond แปรผกผันกับ Market Interest Rate โดย Bond ที่มีอายุยาวๆ ก็จะโดนผลกระทบจาก Interest Rate เยอะกว่า (เนื่องจากต้อง Discount ด้วย n เยอะ)
  • Reinvestment Rate Risk เมื่อ Interest Rate ของตลาดลดลง ก็ใช่ว่าจะส่งผลดีเสมอไป เนื่องจากในที่สุดแล้ว Bond ที่ได้ผลตอบแทนเยอะๆ ก็จะถูกแทนที่ด้วย Bond ที่มี Coupon rate ต่ำๆ ในที่สุด (ผู้ลงทุนต้องลงทุนใหม่ในที่สุด เมื่อ bond หมดอายุ หรือถูกเรียกคืน)
  • Default Risk คือ ความเสี่ยงที่ผู้ออก Bond จะเจ๊ง จนทำให้ต้องจ่ายเงินให้ผู้ซื้อ Bond น้อยกว่าที่ตกลงกันไว้ ซึ่ง Default Risk หากเปลี่ยนไปก็จะส่งผลต่อราคาของ Bond ด้วยเช่นกัน (ยิ่งเสี่ยงก็ยิ่งมีราคาถูก เนื่องจากผู้ลงทุนต้องการ Return เยอะเพื่อชดเชยความเสี่ยง) ซึ่งความเสี่ยงที่ว่าจะถูกพิจารณาโดย Bond Rating เช่น rating ของ S&P ดีสุด AAA, AA, A, BBB, BB, B, CCC, D ห่วยสุด

Common Stock หุ้นสามัญ

เป็นสิ่งที่แทนความเป็นเจ้าของที่ตนมีในบริษัทที่ออกหุ้นนั้น โดยที่ผู้ลงทุนคาดหวัง 2 สิ่งจาก Common Stock นั่นก็คือ 1. เงินปันผล (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องได้) 2. หวังว่าจะขายให้คนอื่นได้ในราคาที่สูงขึ้น (ซึ่งก็ไม่แน่)

ตลาดของ Common Stock

Common Stock ของบริษัทเล็กๆ ก็อาจไม่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป เจ้าของของมันก็อาจจะมีไม่กี่คน เช่น เจ้าของบริษัทหรือผู้บริหารบางคน ซึ่ง Common Stock เหล่านี้จะไม่ได้ถูกซื้อขายในตลาดหุ้น ต่างกับ Common Stock ของบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งจะถูกซื้อขายกันในตลาดหุ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งตลาดหุ้นได้ออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ

1. Primary Market หรือ ตลาดหลัก หรือ ตลาดสำหรับ IPO  (initial public offering) ซึ่งเป็นตลาดสำหรับบริษัทที่เปิดโอกาสให้สาธารณะชนเข้ามาซื้อหุ้นของตนเป็นครั้งแรก เรียกว่าการทำ IPO (หุ้น IPO เรียกอีกชื่อว่า หุ้นจอง) ซึ่งตลาดนี้เป็นตลาดที่กิจการทั้งหลายใช้ระดมทุนเพื่อขยายกิจการนั่นเอง ตลาดหลักเป็นตลาดที่ทำให้เงินเข้าบริษัทเพื่อนำไปใช้ในกิจการ หลังจากนั้น บริษัทก็จะนำหุ้นของบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดรอง เพื่อให้หุ้นของบริษัทกลายเป็นสินค้าที่สามารถซื้อขายในตลาดรองต่อไปได้

2. Secondary Market หรือ ตลาดรอง (หรือตลาดหุ้น ในภาษาคนทั่วไป) ซึ่งเป็นตลาดที่คนทั่วไปซื้อขายหุ้นกันอยู่ทุกวันนี้ การซื้อขายหุ้นในตลาดรองนี้จะเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนมือไปมาระหว่างนักลงทุนเท่านั้น ไม่ได้มีเงินเข้าบริษัทเพื่อนำไปใช้ในกิจการอีกต่อไป แต่ความสำคัญของตลาดรองก็คือ เป็นตัวที่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้น IPO ของบริษัท ถ้าไม่มีตลาดรองหรือตลาดหุ้น ก็อาจไม่มีคนกล้าซื้อหุ้น IPO อีกต่อไป เพราะกลัวจะขายไม่ได้

Common Stock Valuation

เราสามารถหามูลค่าหุ้นอย่างง่ายๆ ได้จาก Model ต่อไปนี้

Constant Growth Dividend ใช้เมื่อคิดแล้วว่าการเติบโตของเงินปันผล ( Dividend) มีค่าคงที่ (อาจเป็น 0 ก็ได้)
โดยมีสูตรว่า Po = Do (1+g)/r-g = D1/r-g

เมื่อ Dn คือ เงินปันผล ณ เวลา n [จะเห็นว่า D1= Do (1+g) เพราะว่ามัน Growth ขึ้นมา g%] , g คือ dividend growth, r คือ required rate of return หรือผลตอบแทนขั้นต่ำที่รับได้

เมื่อย้ายข้างสมการ จะได้ว่า

r = D1/Po + g หรือ

Expected rate of return = Expected dividend yield + Expected growth rate (หรือ capital gains yield)

จาก CAPM ในตอนที่แล้ว สมมติว่า Risk Free = 8% Market Return = 12%  แล้วหุ้นที่เราสนใจมี Beta =2 จะพบว่า Ri = 8% + (12%-8%)2 = 16% (ผลตอบแทนที่ควรจะเป็น)

สมมติว่า หุ้นตัวนี้ปันผลครั้งล่าสุด (Do) ที่ 2.85 บาทต่อหุ้น และคาดว่าจะโต 5% ดังนั้นปันผลครั้งต่อไป (D1 = 2.8571*(1+5%) = 3 บาท/หุ้น แล้วราคาปัจจุบันอยู่ที่ 30 บาท/หุ้น

ดังนั้น r = 3/30 + 5% = 15%

ซึ่งพบว่ามี Return น้อยกว่าที่ CAPM คำนวณไว้ ดังนั้นผู้ที่มีหุ้นตัวนี้ควรจะขายทิ้ง จนราคาต่ำลงมาอยู่ที่ระดับ 27.27 บาท จึงจะเท่ากับที่คำนวณได้จาก CAPM พอดี ( P = 3/(16%-5%) = 27.27 )

Market Efficiency

เป็นแนวคิดที่ว่า ตลาดนั้นเต็มไปด้วยคนที่เก่งๆ เต็มไปหมด ที่จะวิเคราะห์หุ้นทุกตัวในตลาด หาตัวที่ราคาผิดจนเจอ ทำให้ราคาของหุ้นเป็นราคาที่แท้จริงตลอดเวลา ซึ่งจะแบ่งลักษณะตลาดออกเป็น 3 ระดับ คือ

  • Weak-form Efficiency = ข้อมูลของราคาในอดีตในสะท้อนอยู่ในราคาปัจจุบันหมดแล้ว นั่นคือ เราไม่สามารถหาประโยชน์จากแนวโน้มราคาในอดีตมาทำนายราคาอนาคตได้ (นั่นคือไม่สามารถใช้ Technical Analysis หรือเทคนิคการวิเคราะห์หุ้นจาก Pattern ราคาในอดีต ในการทำกำไรแบบผิดปกติได้)
  • Semistrong-form Efficiency = ราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนข้อมูลที่ปล่อยออกมาสู่สาธารณะทั้งหมดแล้ว นั่นคือ ไม่มีค่าอะไรที่จะวิเคราะห์งบการเงินหรือข่าวต่างๆ เพราะคนอื่นก็ได้วิเคราะห์แล้วซื้อขายจนได้ราคาที่แท้จริงไปหมดแล้ว (นั่นคือ ไม่สามารถใช้ Fundamental Analysis หรือการวิเคราะห์หุ้นโดยใช้พื้นฐานธุรกิจจากข้อมูลเช่นงบการเงิน ในการทำกำไรแบบผิดปกติได้ ต้องใช้ข่าววงในอย่างเดียวจึงจะทำกไรแบบผิดปกติได้)
  • Strong-form Efficiency = ราคาได้สะท้อนข้อมูลทุกอย่างแล้ว แม้แต่วงในก็ทำกำไรแบบผิดปกติไม่ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาแล้วพบกว่าส่วนใหญ่ ตลาดหุ้นจะอยู่ในรูป Weak – Semistrong นะครับ

Preferred stock

หรือหุ้นบุริมสิทธิ หมายถึงหุ้นที่จะได้รับเงินปันผลก่อนผู้ที่หุ้นสามัญ (แต่ถ้าบริษัทยังไม่มีเงินจ่าย ก็สามารถผลัดไปจ่ายงวดต่อๆ ไปได้) แต่จะไม่มีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบริษัท

ดังนั้นการคำนวณ จะใช้เหมือน Perpetuity  คือ มูลค่า Preferred Stock= ปันผล / ผลตอบแทนขั้นต่ำที่ต้องการ

Cost of Capital

โครงการหลายๆอย่างของบริษัทนั้นต้องใช้เงินทุน ซึ่งผลตอบแทนของโครงการนั้นๆ จะต้องให้ผลตอบแทนมากกว่า Cost of Capital หรือต้นทุนเงินทุน นั่นเอง

ซึ่งเงินทุนสามารถมาได้จากหลายแหล่ง เช่น กู้มาจากธนาคาร หรือกู้โดยออก Bond, หรือเอามาจากผู้ถือหุ้นโดย Common Stock หรือ จะเอาจาก Preferred Stock ก็ได้ ซึ่งแหล่งที่มาของเงินแต่ละอันก็จะมีต้นทุนของเงินไม่เท่ากัน ดังนั้นส่วนผสมของแหล่งที่มาของเงินจึงส่งผลต่อต้นทุนเงินเฉลี่ยของบริษัท ที่เรียกว่า Weighted Average Cost of Capital (WACC) นั่นเอง

Weighted Average Cost of Capital (WACC)

การจะหา WACC จะต้องรู้ต้นทุนของเงินทั้ง 3 ประเภทก่อน นั่นคือ

1. Cost of Debt = แทนด้วย rd คืออัตราดอกเบี้ยที่บริษัทต้องจ่ายเจ้าหนี้ ซึ่งตัวนี้จะพิเศษหน่อยตรงที่ว่า ถ้าหากบริษัทเป็นหนี้ จะสามารถนำมาหักภาษีได้ ดังนั้น Cost of Debt จะน้อยลงขึ้นอยู่กับอัตราภาษี จะได้ว่า

After-tax component cost of debt      = Interest rate -  Tax savings

= rd – rd (Tax rate)

= rd (1-T)

เช่น ถ้าบริษัทกู้ธนาคารที่ดอก 10% ต่อปี แต่ต้องเสียภาษี 30% ต่อปี จะมี Cost of Debt = 10% (1-30%) = 7% นั่นเอง

2. Cost of Preferred Stock = แทนด้วย rp = เงินปันผล preferred stock / ราคาที่ออก preferred stock

3. Cost of Common Stock

บริษัทสามารถเอาเงินมาจากผู้ถือหุ้นได้ 2 ทางคือ 1. ออกหุ้นใหม่ 2. เอากำไรบางส่วนกลับคืนมาสู่บริษัท โดยปกติแล้วบริษัทจะไม่ค่อยออกหุ้นใหม่ เพราะจะทำให้ราคาหุ้นตกลง

อย่างไรก็ตาม การเอา Retained Earning กลับมาลงทุนในบริษัท ก็จะต้องมีต้นทุนค่าเสียโอกาส เท่ากับการที่ผู้ถือหุ้นจะต้องสูญเสียโอกาสในการได้รับเงินปันผลไปลงทุนต่อด้วยตัวเอง ซึ่งก็จะเท่ากับ r ที่เราคิดในสูตรหามูลค่าหุ้นนั่นเอง

ซึ่งเราหา r ของ Common Stock ได้ 3 วิธี

  1. CAPM : rc = Rf  + (Rm - Rf)Beta
  2. Discounted Cash Flow : rc = D1/Po + g ซึ่งในที่นี้ g = ROE * (Retention ratio หรือ สัดส่วนที่เอากำไรกลับมาลงทุนเพิ่มในบริษัท).
  3. rc = Bond yield + Risk premium

ดังนั้นเราจะหา WACC ได้จากการหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

WACC = wd*rd(1-T) + wp*rp + wc* rc

โดย w คือ weight ของต้นทุนเงินแต่ละประเภท ซึ่งมักคำนวณจากโครงสร้างเงนทุนเป้าหมายของบริษัท ว่าจะ finance เงินจากไหนเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งค่า WACC ที่คำนวณออกมาได้คือต้นทุนของเงินที่หามาใหม่ ไม่เกี่ยวกับต้นทุนเงินในอดีต

Capital Budgeting

คือการตัดสินใจว่าจะลงทุนโครงการไหนดี (เนื่องจากเงินทุนเรามีจำกัด และโครงการบางอันก็ไม่ได้กำไรจริง มันก็เลยต้องเลือก)

การตัดสินใจเลือกโครงการต่างๆ นั้นมีเกณฑ์หลัก ๆ ในการพิจารณาอยู่ ดังนี้

  1. payback period ดูว่าคืนทุนกี่ปี โดยไม่คำนึงถึง Time value of Money = ห่วย อย่าไปใช้
  2. discounted payback ดูว่าคืนทุนกี่ปี โดยที่มีการ Discount ค่าของเงินด้วย (คำนึงถึงต้นทุนเงิน)  = ใช้ได้
  3. net present value (NPV) = เอาไว้ดูว่าโครงการมีกำไรเป็นตัวเงินเท่าไหร่ ถ้า>=0 ก็ ok
  4. internal rate of return (IRR) = เลือก Project ที่ IRR สูงกว่า Cost of Capital (IRR อาจมีหลายค่าได้ จึงเกิดปัญหา)
  5. modified internal rate of return (MIRR) = เป็นการคิดว่า Project จะ Reinvest ใหม่ที่ Cost of Capital เท่านั้น แทนที่จะ Reinvest ด้วย IRR และยังกำจัดปัญหาเรื่องมี IRR หลายตัวได้ด้วย
  6. profitability index (PI) = PV จาก CF ทุกตัว / Initial Cost เพื่อดูผลตอบแทนของการลงทุนด้วย แทนที่จะดูแค่เม็ดเงินของกำไร

แต่สิ่งที่อาจจะยากกว่าคำนวณตัววัดพวกนี้ก็คือ การหา Cash Flow ที่จะเอามาใช้ในการคำนวณ เพราะ เราจะต้องใช้ Cash Flow ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจลงทุนเท่านั้น (Relevant Cash Flow)

นั่นคือ

  1. ต้องเป็น Cash Flow จริงๆ ไม่ใช่แค่เลขทางบัญชี เช่น depreciation ไม่ใช่ cash เป็นต้น
  2. ไม่ต้องเอา interest expense มาพิจารณา ในการวิเคราะห์ Project ที่จะลงทุน
  3. ต้องเป็น Incremental Cash Flow หรือ Cash Flow ที่จะเกิดขึ้นการตัดสินใจลงทุนอันนี้เท่านั้น นั่นคือ โดย Cash Flow สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. เงินลงทุนก้อนแรก 2. Operating Cash Flow ระหว่างการดำเนินงานโครงการ 3. Cash Flow ตอนจบโครงการ (เช่น รายได้จากการขายทิ้ง) โดยที่ Cash Flow แต่ละอันมีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้....
    1. ไม่เอา Cash Flow ที่เป็น Sunk Cost หรือสิ่งที่จะต้องเสียไปไม่ว่าจะลงทุนหรือไม่ มาพิจารณา
    2. ต้องติด Opportunity Cost ด้วย หากต้องใช้ resource บางอย่างที่เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้
    3. ต้องคิดผลเสียการไปกินเงินจาก Project อื่นๆ เช่น ถ้าออกสินค้าที่กำลังพิจารณาอยู่นี้แล้ว ยอดขายจะไปกินส่วน Product อื่นที่มีอยู่แล้ว เป็นต้น
  4. ต้องคาดการณ์จังหวะเวลาของ Cash Flow ให้ถูกต้อง
  5. ต้องใช้ Depreciation ในการคำนวณภาษีที่เราต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม Depreciation ต้องถูกบวกกลับมาหลังจากคิดภาษีแล้ว เพราะมันไม่ใช่ Cash Flow จริงๆ
  6. อย่าลืมคิดเงินที่จะต้องใส่เข้าไปเพิ่มจากการที่ต้องลงทุนใน Net Working Capital ด้วย

ตัวอย่างของการคิด Project Cash Flow

ซึ่งการคำนวณ Cash Flow ต่างๆ นั้น หลงายๆ ครั้งต้องมีการพิจารณาหลายๆ สถานการณ์ (Scenario Analysis) อาจลองปรับเปลี่ยนค่าตัวแปรบางอย่างว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน (Sensitivity Analysis) หรืออาจจะมีเรื่องความน่าจะเป็นมาเกี่ยวข้องด้วย (อาจใช้ Decision Tree ในการคิด) อันนี้แต่ละคนต้องเอาไป Apply กันเองนะครับ

ตัวอย่างการคิดโดย Decision Tree

ตอนนี้ยาวมากแล้ว ขอจบเพียงเท่านี้ครับ

10Sep/110

สรุปวิชา Financial Management & Investment ตอนที่ 1

หัวข้อ         : Finance
ป้ายกำกับ   : , , , , , ,

เป้าหมายของผู้ถือหุ้น

ผู้ถือหุ้นคือเจ้าของบริษัท ซึ่งผู้ถือหุ้นก็จะจ้างผู้บริหารมาบริหารงานให้ ซึ่งเป้าหมายที่ผู้บริหารต้องทำก็คือ ทำให้ผู้ถือหุ้นรวยที่สุด (stockholder wealth maximization) นั่นคือทำให้ราคาหุ้นสูงสุดในระยะยาวนั่นเอง แน่นอนว่าถ้าทำให้หุ้นสูงในระยะยาว ก็ต้องทำให้สังคมและพนักงาน happy ด้วยนั่นเอง (อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารอาจจะทำเพื่อผลประโยชน์ตนเอง โดยที่ไม่สนใจผู้ถือหุ้นก็ได้ หากไม่บริหารให้ดี)

แล้วอะไรทำให้หุ้นราคาสูงขึ้นได้ ? (ในระยะยาว)

การที่หุ้น หรือทรัพย์สินทางการเงินต่างๆ จะมีคุณค่าได้ มันต้องสร้าง Cash Flow (กระแสเงินสด) ออกมาให้ผู้ถือหุ้นได้ (ในอนาคตก็ได้) และแน่นอนว่า ถ้าผลตอบแทนทุกอย่างเท่ากันนักลงทุนจะเลือกสิ่งที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเสมอ

แต่สิ่งที่เป็นในโลกของความเป็นจริงก็คือ นักลงทุนต้องการผลตอบแทนในการแบกรับความเสี่ยง (High Risk, High Expected Return) ชื่อก็บอกว่า "คาดหวัง" ดังนั้นผลตอบแทนมันอาจจะไม่สูงอย่างที่คิด ไม่งั้นทุกคนคงซื้อหวยกันเป็นอาชีพ หรือกู้เงินมาเล่นหุ้นกันหมด...

สิ่งที่อาจจะส่งผลต่อกระแสเงินสด

1. จำนวนสินค้าและบริการที่ขายได้ (product design & marketing)
2. % กำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (เพิ่มราคา หรือลด cost ผ่านการบริหารหลายๆ ด้าน เช่น branding, supply chain, human resource, operation management)
3. ความต้องการเงินทุนในการดำเนินงานต่างๆ (ซึ่งอาจต้องกู้จากสถาบันการเงินหรือเอามาจากนักลงทุน)

ซึ่งจะเห็นได้ว่าการจะทำให้กระแสเงินสดเพิ่มขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนงาน...
แต่สิ่งที่ Financial manager ต้องตัดสินใจ คือ จะลงทุนโครงการไหนดี? จะเอาเงินจากไหน? จะกู้ หรือ จะเอาจากผู้ถือหุ้น ด้วยสัดส่วนเท่าไหร่ ต้องเอากำไรที่ทำได้จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นหรือจะเอากลับมาลงทุนเพิ่มเท่าไหร่ดี?

 Time value of Money

"เงิน 100 บาทที่ได้ตอนนี้ ย่อมมีค่ามากกว่าเงิน 100 บาทที่จะได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า..."
แล้วทำไมเงิน 100 บาทตอนนี้ถึงมีค่ามากกว่า 100 บาทใน 10 ปีข้างหน้าล่ะ!!?? เหตุผลก็คือ ถ้าคุณเอาเงิน 100 บาทไปฝากธนาคาร อย่างน้อยใน 10 ปีข้างหน้า ด้วยการคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอก เงินในบัญชีของคุณก็จะมีมูลค่ามากกว่า 100 แน่นอน (แต่จะมากขึ้นจนเป็นเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนการลุงทุนที่เราเลือก)

[ Tips : ไอน์สไตน์ กล่าวว่า “The most powerful force in the universe is compound interest” สิ่งที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาลคือการคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอก ]

โดยมีสูตรการคำนวณคือ FVn = PV * (1+i)^n
โดยที่
FVn = Future Value (มูลค่าในอนาคต) ณ งวดที่ n,
PV = Present Value (มูลค่าปัจจุบัน),
n คือจำนวนงวดในการคิดผลตอบแทน
i= interest rate, opportunity cost rate, discount rate หรือ % ผลตอบแทน/งวด [จริงๆ คือ Opportunity Cost ของเงิน นั่นคือ ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ถ้าเราไม่ได้เอามาลงกับ Project ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ในกรณีนี้ ผมคิดว่า อย่างน้อยถ้าผมไม่ได้ทำอะไร ผมก็ต้องเอาเงินมาฝากธนาคารล่ะ] ,

ตัวอย่างเช่น ถ้าเงินฝากได้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เงิน 100 บาทที่ฝากไป 10 ปี จะมีค่า = 100 * (1+5%) ^ 10 = 162.89 บาท
หรือใช้พิมพ์ใน Excel ว่า = FV(5%,10,0,-100) ก็ได้ผลเหมือนกัน

ในทำนองเดียวกันเราก็สามารถหา PV จาก FV ได้โดยการย้ายข้างสมการนะครับ เป็น PV = FV / (1+i)^n หรือจะหาตัวอื่นๆ ก็ได้

Time line ( Cash Flow Diagram)

ปกติถ้ามี Cash Flow หลายๆ ช่วงเวลา เราจะเขียน Cash Flow ลงบน Timeline เพื่อให้สามารถเห็นภาพ และสามารถทำการคำนวณได้ง่ายขึ้น โดยอาจจะใช้วิธีเขียนลูกศรแทน Cash Flow ในช่วงเวลาต่างๆ โดยใช้ลูกศรลงแทนการจ่ายเงินออกไป และลูกศรขึ้นแทนการที่เราได้เงินเข้ามา

ปกติแล้ว ที่เวลา 0 คือเวลาปัจจุบัน, เวลา 1 คือ สิ้นงวดที่ 1, เวลา 2 คือสิ้นงวดที่ 2 ...เวลา n คือ สิ้นงวดที่ n

เราสามารถย้าย CF ไปๆ มาๆ ในแต่ละช่วงเวลาได้ โดยใช้สูตร FV หรือ PV ในการแปลงมูลค่านั่นเอง เช่น ถ้าจะเลื่อนไปอดีต 3 ช่วงเวลา ก็ต้องใช้สูตร PV ย้อนกลับไป โดย n = 3, ถ้าจะย้ายไปอนาคต 5 ช่วง ก็ต้องใช้ FV โดย n=5 เป็นต้น

(เราโยกย้าย CF ไปมาได้ตลอดตามที่ต้องการ)

Compounding Period

ที่ผ่านมา เรามีการคิดดอกเบี้ยแบบคิดปีละครั้ง แต่ถ้าดอกเบี้ยมีการคิดทุกครึ่งปี หรือทุก 3 เดือนล่ะล่ะ จะเป็นยังไง?? เราต้องเข้าใจศัพท์เหล่านี้ให้ชัดซะก่อนครับ

  • Nominal Rate (Quoted Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ Bank ใช้ในการโฆษณา โดยปกติจะมีหน่วยเป็น % ต่อปี ซึ่งเรียกว่า Annual Percentage Rate (APR) เช่น 7% ต่อปี เป็นต้น
  • Periodic Rate = อัตราดอกเบี้ยต่องวด โดย Periodic rate = Nominal rate/m (m คือ จำนวนครั้งที่ทำการคิดดอกเบี้ยใน 1 รอบ nominal rate ) ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราใช้ใส่ในสูตรของ Excel นั่นเอง
  • Effective Annual Rate (EAR) = อัตราดอกเบี้ยที่ถูกคิดจริงๆ ใน 1 ปี  โดย EAR = (1+Nominal Rate/m)^m -1
    ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะกู้เงินจาก Bank ที่บอกว่าดอกเบี้ย 10% ต่อปี (แต่จริงๆ Bank คิดดอกเบี้ยเราทุกวัน) ดังนั้นดอกเบี้ยที่แท้จริง (EAR) จะเท่ากับ
    EAR = (1+10%/365)^365 - 1 =  10.52%/ปี นั่นเอง

ศัพท์เพิ่มเติม

NPV = Net Present Value = หา Present Value ของ Cash Flow ทุกอัน แล้วหักลบกันเป็นผลสุทธิ ถ้าเป็นบวกแสดงว่า คุ้มกับการลงทุน
IRR = Internal Rate pf Return = การแก้สมการหา interest rate ที่ทำ NPV เป็นศูนย์ แล้วค่อยนำไปเปรียบเทียบกับการลงทุนอื่นๆ ( IRR ยิ่งเยอะยิ่งดี)

เราสามารถประยุกต์ใช้การคำนวณหา IRR ในการเปรียบเทียบประกันชีวิตของที่ต่างๆ ได้ว่าที่ไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่ผมไม่ขอบอกละกัน ไปลองทำกันเองได้นะครับ ใช้ Excel ง่ายนิดเดียว โดยใช้สูตร = IRR(CF0,CF1,CF2,...CFn)

 Annuity =การมี Cash Flow จำนวนเท่าๆ กัน ในช่วงเวลาที่กำหนด  ซึ่งจะเรียกมูลค่า Cash Flow ในแต่ละช่วงเวลา นั้นว่า Payment (PMT)

สมการหาค่าต่างๆ เมื่อมี Annuity ด้วย

ปกติแล้วเราจะใช้ความรู้ของ Annuity ในการหา Payment ในแต่ละงวด เช่น ใช้ในการคิดหางวดผ่อนเงินกู้ เช่น ถ้ากู้เงิน 1,000,000 บาท ที่ดอกเบี้ย 10% ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี จะต้องผ่อนเดือนละเท่าไหร่ ?? จะเห็นว่า ถ้าแก้สมการข้างบนเองอาจจะยากไปหน่อย วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้ Excel คิดครับ
=PMT(rate,period,pv,[fv],[type]) =PMT(10%/12,5*12,-1000000) = ฿21,247.04
[ที่เอา 10%/12 เพราะจะหาดอกเบี้ยต่อเดือน , 5*12 เพราะ ผ่อน 5 ปี คือ 5x12 เดือน, ส่วน PV ต้องใส่เครื่องหมายติดลบ เพื่อให้ PMT ออกมาเป็นบวก]

Perpetuity = Infinite Annuity มันคือ Annuity แบบมีไปตลอดกาล โดย PV(Perpetuity) = Payment / Interest rate = PMT/i

Risk & Return ของการลงทุนใน Asset

  • Expected Return คือ ผลตอบแทนที่คาดหวัง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับหลักการของความน่าจะเป็นด้วย
    Expected rate of return E(r) = P1r1 x P2r2 x...Pnrn หรือ
    = ความน่าจะเป็นที่ return1 จะเกิด x return1 + ความน่าจะเป็นที่ return2 จะเกิด x return2 +... ความน่าจะเป็นที่ return n จะเกิด x return n
  • Risk หรือความเสี่ยง ก็คือความไม่แน่นอนว่าจะได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง มักใช้แทนด้วย Standard Deviation ของผลตอบแทน

Portfolio คือการรวมเอา Asset หลายๆ ตัวมารวมกัน โดยที่

  • Expected Return ของ Portfolio คือ Return รวมโดยคิดค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของ Asset แต่ละตัว = E(r)p = w1*r1 + w2*r2 +... wn*rn
  • Standard Deviation ของ Portfolio จะไม่เท่ากัยการเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก เพราะการผสม Asset หลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน สามารถทำให้เกิดการหักล้างกันของความผันผวนของ Return ได้ด้วย นั่นคือขึ้นอยู่กับ Correlation ของ Asset แต่ละตัว  ถ้า Correlation มีค่าน้อย (วิ่งไปคนละทางในเวลาเดียวกัน) มันก็จะหักล้างกันจนความผันผวนน้อยลง

โดยที่ตามหลักการแล้ว ยิ่งผสม Asset หลายๆตัวเข้าด้วยกัน มันก็จะมีโอกาสที่จะ correlate กันน้อย ทำให้สามารถลดความเสี่ยงของ Portfolio ลงได้ อย่างไรก็ตาม เราไม่มีทางที่จะกำจัดความเสี่ยงได้หมด 100% (เนื่องจาก Asset หลายๆตัวจะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโดยรวมอยู่ดี)

  • ความเสี่ยงที่เรากำจัดออกไปได้โดยใช้การผสม Asset เข้าด้วยกัน ( Diversification) เรียกว่า Diversifiable Risk หรือ Unsystematic Risk (เป็นความเสี่ยงของแต่ละ asset ซึ่งอาจเจอเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน)
  • ความเสี่ยงที่เราไม่สามารถกำจัดโดย Diversification ได้ เรียกว่า Market Risk หรือ Systematic Risk (ความเสี่ยงที่ทุกคนโดนเหมือนกัน)

คำว่า "นักลงทุนต้องการผลตอบแทนในการแบกรับความเสี่ยง" ความเสี่ยงที่ว่าก็คือ Systematic Risk ที่ไม่สามารถกำจัดได้นั่นเอง
ดังนั้นความเสี่ยงของการถือ Asset ตัวหนึ่งๆ ก็คือ ความเสี่ยงของ Asset ตัวนั้นที่ส่งผลต่อ Portfolio ที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดี (ซึ่งก็คือ Port ของ Asset ทั้งตลาด) ซึ่งจะวัดด้วยค่าที่เรียกว่า Beta โดย

Beta ของ asset i =(SD i / SD market)*Correlation i กับ market

ยิ่ง Beta เยอะ แสดงว่า Asset นั้นจะวิ่งไปตามตลาดโดยรวม (Cyclical Industry) ถ้า Beta น้อยแสดงว่า จะวิ่งตามตลาดน้อย (Defensive Industry)

โดยที่เราสามารถหา Return ที่น่าจะเป็นของ Asset ได้จากทฤษฎีที่เรียกว่...

CAPM (Capital Asset Pricing Model)

โดย
E(Ri) = ผลตอบแทนของ Asset i
Rf = Risk Free Rate (ผลตอบแทนของการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง เช่น พันธบัตรรัฐบาล)
Bi = Beta ของ Asset i
E(Rm) = ผลตอบแทนของตลาดโดยรวม
E(Rm)-Rf = Market Risk Premium = ผลตอบแทนเพิ่มเติมที่นักลงทุนคาดหวังในการถือความเสี่ยงของตลาดโดยรวม

สูตรนี้หมายความว่า นักลงทุนจะยอมแบกรับความเสี่ยงโดยแลกกับผลตอบแทนคาดหวัง ยิ่งแบกรับความเสี่ยงเยอะ ก็ต้องหวังผลตอบแทนเยอะ
แต่ในเมื่อสามารถลงทุนโดยไม่มีความเสี่ยงได้ผลตอบแทนที่ Risk Free rate ดังนั้น การถือ Port ตลาดเอาไว้ (ที่ความเสี่ยง Beta=1) ก็จะต้องได้รับผลตอบแทนมากกว่า Risk Free rate เท่ากับ Market Risk Premium/1 ...
ดังนั้นถ้าจะลงทุนที่ Asset ที่มีความเสี่ยง Beta ก็จะต้องการผลตอบแทนมากกว่า Risk-Free rate = Market Risk Premium x2
นั่นคือ มีผลตอบแทน = Rf + Beta*Market Risk Premium นั่นเอง

เช่น ถ้า พันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทน 6%/ปี แล้วตลาดโดยรวมให้ผลตอบแทน 11%/ปี
หุ้น A มี Beta =2 (เสี่ยงมากกว่าตลาด) จะมีผลตอบแทนคาดหวังที่ = 6% + 2* (11%-6%) = 16% / ปี นั่นเอง

ขอจบตอนแรกเท่านี้ก่อนนะครับ แค่นี้ก็ดูเหมือนจะหนักเกินไปแล้วล่ะ

4Sep/110

SiraEkabut ติว Excel # 4 : เทคนิคใช้งานจริง ตอน1

หัวข้อ         : Excel
ป้ายกำกับ   : , , , , ,

- Import Data จาก Website
- Keyboard Shortcut ในการเลือกและใส่ข้อมูล
- Data Validation
- การตั้งชื่อให้ช่วงข้อมูล (จริงๆ ตั้งชื่อให้สูตรก็ได้ แต่ยังไม่พูดถึง)
- VLOOKUP & MATCH

http://www.youtube.com/watch?v=EVk6eOV9IgQ

ตอนต่อไปเป็นเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Pivot Table แล้วครับ