Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

18Dec/110

มีการปรับเนื้อหาเรื่อง Discrete Distribution เล็กน้อยนะครับ

หัวข้อ         : Statistics
ป้ายกำกับ   : , ,

ผมมีการปรับเนื้อหาเรื่อง Discrete Distribution เล็กน้อยนะครับ อันเดิมผมใส่เนื้อหาน้อยไป ทำให้สับสน อันใหม่นี้น่าจะเข้าใจมากขึ้น

http://www.siraekabut.com/2010/01/probability-in-statistics/

17Dec/110

ทำงานบ้างพักบ้าง

หัวข้อ         : Career Guide
ป้ายกำกับ   : , , , , , ,

ผมได้มีโอกาสไปอ่านบทความใน Harvard Business Review Blog อันนึง มีชื่อว่า "How to Accomplish More by Doing Less" แค่อ่านชื่อก็เจ๋งแล้ว เลยรีบเข้าไปอ่านโดยด่วนครับ พบว่าเจ๋งดีเลยเอามาเล่าให้ฟัง เผื่อคนที่ขี้เกียจเข้าไปอ่าน/ขี้เกียจแปล

ผู้เขียนได้เปรียบเทียบการทำงานของคน 2 คน ที่มีศักยภาพเท่ากัน ฉลาดเหมือนกัน เข้างานพร้อมกันที่ 9 โมงเช้า เลิกงานพร้อมกันตอนทุ่มนึง (เวลางานวันนึงทั้งหมดประมาณ 10 ชั่วโมง) แต่มีแนวทางการทำงานที่ต่างกัน

  • คนแรกขื่อ Bill ทำงานหนักตลอดเวลาตั้งแต่เข้างานจนเลิกงาน (แม้แต่ตอนกินข้าวยังเอาข้าวมากินที่โต๊ะทำงาน)
  • คนที่สองชื่อ Nick ทำงานหนักเหมือนกัน แต่ทำไปซักชั่วโมงครึ่งก็จะพักประมาณ 15 นาที ตอนเที่ยงก็ออกไปพักกินข้าว บางทีก็ไปออกกำลังกายประมาณ 45 นาที ตอนซักบ่ายๆ หลังทำงานไปซักพักก็งีบหลับซัก 15-20 นาที ตอนเย็นๆ ก็มีแวะไปเดินเล่นด้วยก่อนกลับมาทำงานต่อ
คุณคิดว่าทำงานแบบไหนดีกว่ากัน?? แล้วคุณเป็นแบบไหน??

มาดูประสิทธิภาพจากการทำงานกันครับ

  • Bill ในช่วงเช้าใช้พลังประมาณ 80% ในการทำงาน เพราะเขารู้ว่าต้องทำงานหนักทั้งวัน พอมาช่วงบ่ายเขาเริ่มเหนื่อย ประสิทธิภาพจึงลดลงเหลือ 60%  และพอมาช่วงเย็นก็ตกลงจนเหลือ 40% เฉลี่ยแล้วทั้งวันเข้าทำงานมีประสิทธิภาพอยู่ที่ 60% x 10 ชม. = 6 ชม. / วัน (ผู้เขียนบอกว่านี่เป็นหนึ่งใน Law of Diminishing Return ในทางเศรษฐศาสตร์แบบหนึ่ง)
  • Nick สามารถอัดพลังได้ถึง 90% ในการทำงานเพราะเขารู้ว่าเขาจะได้พัก พอมาช่วงบ่ายก็ตกลงเล็กน้อยเหลือ 70% แต่ Nick ีพักงานไปบ้าง ทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนีั้นเหลือเวลาทำงานจริงประมาณ 8 ชม. โดยมีประสิทธิภาพเฉลี่ยที่ 80% ดังนั้นทั้งวันเขาทำงานได้ที่ 80% x 8ชม. = 6.4 ชม./วัน มากกว่า Nick ที่ทำงานตะบี้ตะบันทั้งวันเสียอีก

นอกจากจะทำงานได้ประสิทธิภาพกว่าแล้ว Nick ยังสามารถ Focus ในตัวงานได้มากกว่า จึงเกิดความผิดพลาดน้อยกว่า แถมพอกลับบ้านไปยังมีพลังงานเหลือให้กับครอบครัวอีกด้วย!!

มันไม่ใช่ว่าจะวัดคุณค่าของงานกันที่ชั่วโมงในการทำงาน แต่มันต้องดูเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงานด้วย ผู้เขียนบอกว่ามนุษย์เรานั้นถูกออกแบบมาให้ใช้พลังงานและนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ดังนั้นต้องมีการพักผ่อนที่เหมาะสมด้วย ดังนั้นการทำงานแบบของ Nick นั้นจะทำงานได้โดยใช้เวลาน้อยลง มีคุณภาพมากขึ้น และยั่งยืนกว่า แถมยังเกิดความพึงพอใจกับงานมากขึ้นด้วย โดยมีผลจากการทดสอบในหลายๆ ที่แล้วว่าการพักอย่างเพียงพอ ทำให้การทำงานดีขึ้นจริง

นอกจากนี้ผู้เขียนยังทิ้งท้ายว่า ความเครียดไม่ใช่ศัตรูในการทำงาน แต่มันช่วยให้เราทำงานเก่งขึ้น เช่นเดียวกับการออกกำลังยกน้ำหนักที่เราต้องใส่ความเครียดให้กับกล้ามเนื้อ แต่เมื่อได้พักผ่อนกล้ามเนื้อก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นศัตรูที่แท้จริงของการทำงานก็คือการไม่ได้รับการพักผ่อนเป็นระยะๆ ต่างหาก

ผมหวังว่าคงมีผู้บริหารเจ๋งๆ เอาแนวคิดนี้ไปปรับใช้บ้างนะครับ (แต่ต้องมั่นใจว่าลูกจ้างไม่ขี้เกียจมากขนาดว่า ให้พักแล้วพอกลับมาทำงานก็ห่วยเหมือนเดิม เหอๆ)

27Nov/112

แนะนำหนังสือ เรื่องเล่าจากร่างกาย และ เหตุผลของธรรมชาติ จากมุมมองของคนที่เคยไม่ชอบวิชาชีวะ

หัวข้อ         : Book
ป้ายกำกับ   : , , , , ,

วันนี้ผมจะขอแนะนำหนังสือที่มีชื่อว่า "เรื่องเล่าจากร่างกาย" และ "เหตุผลของธรรมชาติ" ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับร่างกายของเราและธรรมชาติรอบตัวเรา ว่าทำไมมันถึงมีลักษณะการทำงานแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยผู้เขียน นพ. ชัชพล เกียรติขจรธาดา ได้อธิบายที่มาที่ไปได้ดีมากๆ ผ่านแว่นตาวิเศษที่มีชื่อว่า "วิวัฒนาการ" ครับ

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า แต่ก่อนผมเองเป็นคนที่ไม่ชอบวิชาชีววิทยาเอาซะเลย สมัยเรียน ม. ปลาย รู้สึกว่ามันเป็นวิชาที่ต้องท่องจำเอาล้วนๆ ทำให้ผมไม่สามารถ link หาเหตุผลที่มาที่ไปของแต่ละเรื่องได้เหมือนกับวิชาสายวิทยาศาสตร์ อื่นๆ อย่าง คณิตศาสตร์ เคมี หรือ ฟิสิกส์ และนั่นคือสาเหตุหลักที่ผมยังขยาดวิชาชีวะจนถึงปัจจุบัน

 

จนเมื่อมีหนังสือเล่มนึงที่ชื่อ "เรื่องเล่าจากร่างกาย" ออกมา ตอนแรกผมไม่สนใจหนังสือเล่มนี้เลย เพราะมันน่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับชีววิทยาที่ผมไม่ชอบ แต่ผมก็เริ่มได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และเห็นวางอยู่ตรงส่วนหนังสือขายดีของหลายๆ ร้าน จนเห็นมันพิมพ์ซ้ำถึงครั้งที่ 5 ในเวลาอันรวดเร็ว ผมจึงตัดสินใจซื้อมาอ่านในทันทีทั้ง เล่มแรกที่ขายดีมากๆ คือ "เรื่องเล่าจากร่างกาย" และเล่มที่เป็นภาคต่อของมัน "เหตุผลของธรรมชาติ" และในที่สุดผมก็อ่านมันจบในเวลาอันรวดเร็วเพราะมันเจ๋งมากจริงๆ สมคำร่ำลือ

ทั้งสองเล่มจะสะท้อนแนวคิดเด่นๆ เรื่องวิวัฒนาการออกมา ซึ่งอาศัยกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) ที่ผมพอจะสรุปได้ว่า ธรรมชาตินั้นใช้หลักการง่ายๆ คือ ลองปรับเปลี่ยนบางส่วนของสิ่งมีชีวิตไปเรื่อยๆ เป็นเวลาแสนนาน (Trial & Error นับครั้งไม่ถ้วน) แล้วการปรับแบบแผนไหนที่สามารถอยู่รอดจนส่งต่อพันธุกรรมไปให้ลูกหลายได้ แบบแผนนั้นก็จะถูกคัดเลือกเอาไว้ ส่วนไอ้พวกที่ไม่สามารถอยู่รอดได้ก็จะถูกกำจัดออกไปเอง โดยที่แบบแผนต่างๆ จะพัฒนาต่อกันมาเรื่อยๆ โดยมีการปรับปรุงจากสิ่งที่มีอยู่แล้วทีละเล็กทีละน้อยให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ใช่ออกแบบใหม่ทั้งหมดให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมไปเลย

สิ่งเหล่านี้ถูกร้อยเรียงกันมาให้เห็นถึงที่มาตั้งแต่อดีตกาล จนถึงยุคปัจจุบัน ทำให้เห็นที่มาที่ไปของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในภาพรวม ว่าจริงๆ แล้ว สิ่งมีชีวิตทุกอย่างมีบรรพบุรุษร่วมกัน แต่ได้วิวัฒนาการไปเรื่อยๆ จนพันธุกรรมได้เปลี่ยนไป เหมือนต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาย่อยออกมาจากต้นตอเดียวกัน (Nested Hierarchy) โดยลักษณะต่างๆ จะแตกแขนงออกไปเป็นลำดับขั้น เช่น ถ้าสัตว์อะไรมีขน มันจะต้องมีกระดูกแกนกลาง ถ้าสัตว์ไหนมีกระดูกแกนกลางก็ต้องมีทิศหัวทิศหาง และถ้ามีทิศหัวทิศหางต้องมีความสมมาตร เป็นต้น


(อันนี้เป็นรูปจาก http://melpor.hubpages.com/hub/Evidence-Of-Evolution-In-The-Human-Body ส่วนในหนังสือจะเป็นภาพขาวดำ)

สิ่งนี้เป็นหลักการง่ายๆ  แต่สามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง เช่น ทำไมโครงสร้างพื้นฐานของแขนขาคน ขาสัตว์ ปีกนก ครีบปลาวาฬ จึงเหมือนกัน? ทำไมเราจึงชอบคนหล่อคนสวย? ทำไมผู้ชายถึงเจ้าชู้? ทำไมอัณฑะของคนถึงใหญ่กว่าลิงกอริลล่าแต่เล็กกว่าของลิงชิมแปนซี? การเดินสองขาได้ทำให้เราฉลาดขึ้นได้ยังไง?  และคำถามอีกมากมายที่น่าสนใจ

ส่วนในเล่มที่สอง ก็จะเป็นการต่อยอดจากเล่มแรกครับ มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น ทำไมไฟฉายย่อส่วนของโดราเอมอน กับอุลตร้าแมนขยายร่างจึงเป็นไปไม่ได้?? โดยใช้หลักการของการรับน้ำหนักของขา เป็นต้น

ผมขอแนะนำว่า คุณควรจะลองอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ครับ มันได้เปลี่ยนมุมมองของผมที่มีต่อธรรมชาติไปแล้ว และผมก็คิดว่ามันอาจจะเปลี่ยนมุมมองของคุณเช่นกัน

11Oct/113

สรุป Game Theory ตอนที่ 1

หัวข้อ         : Economics, Entertainment, Strategy
ป้ายกำกับ   : , , , ,

ทฤษฎีเกมคืออะไร?

ก่อนอื่นต้องบอกว่าในที่นี้ไม่ใช่ทฤษฎีในการเขียนเกมคอมพิวเตอร์นะครับ แต่มันคือ ทฤษฎีที่อธิบายการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เรียกว่าเกม ซึ่งเกมนั้นต้องมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคน นั่นก็คือ เราไม่ได้ติดสินใจอยู่คนเดียว แต่การตัดสินใจของเราต้องคำนึงถึงการตัดสินใจของผู้อื่นที่มีความคิดด้วย ซึ่งผู้ตัดสินใจแต่ละคนก็ย่อมต้องการให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากที่สุดด้วยเช่นกัน

ภาพยนตร์ที่มีการพูดถึงทฤษฎีเกม ที่ดังๆ ก็มีเรื่อง A Beautiful Mind นี่แหละครับ

ตัวอย่างทฤษฎีเกมที่มีชื่อเสียง

เกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's dilemma)

คนร้ายสองคนคือนาย A และ B ถูกตำรวจจับข้อหาฆาตกรรม แต่ตำรวจไม่สามารถดำเนินคดีกับคนร้ายทั้งสองได้เพราะไม่มีพยาน ตำรวจจึงใช้วิธีแยกไปสอบปากคำคนละห้อง...

คนร้ายแต่ละคนมีทางเลือกสองทางคือ 1. รับสารภาพ หรือ 2.ไม่รับสารภาพ โดยมีผลลัพธ์ที่ตามมาดังนี้...

  • ถ้าคนร้ายคนหนึ่งรับสารภาพแต่อีกคนไม่รับ จะปล่อยตัวคนที่รับสารภาพไป แล้วคนที่ไม่รับสารภาพจะต้องถูกจำคุก 20 ปี
  • ถ้าทั้งสองคนรับสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือจำคุกคนละ 10 ปี
  • แต่ถ้าทั้งสองคนไม่รับสารภาพ ตำรวจจะสามารถส่งฟ้องได้เพียงข้อหาเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี....

แล้วถ้าคุณเป็นนาย A คุณจะทำยังไง??? ไว้รอดูการวิเคราะห์ในช่วงหลังนะครับ

ว่าด้วยทฤษฎีของทฤษฎีเกม

หัวใจของทฤษฎีเกม

หลักการใหญ่ที่สุดของทฏษฎีเกมก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Put yourself in the other player's shoes) ซึ่งก็คือ คิดว่าถ้าเราเป็นอีกคนหนึ่งเราจะทำอย่างไร?? จริงๆ ถ้าคุณสามารถคิดแบบนี้ได้ คุณจะสามารถวางแผนและตัดสินใจโดยใช้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดได้ทันที โดยไม่ต้องเรียนรู้ทฤษฎีเกมอะไรให้มากความเลย

Scope เรื่องระยะเวลาของเกม

แบ่งได้เป็น 2 อย่าง ใหญ่ๆคือ

  1. เกมที่เล่นทีเดียวจบ ผู้เล่นจะเลือกทางเลือกเพื่อให้ตนได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีที่ดูเลวร้ายแค่ไหน (เช่น การที่เราต้องไปซื้อของชายแดน แล้วมักโดนของปลอม เพราะผู้ขายไม่คิดว่าจะได้เจอเราอีกแล้ว)
  2. เกมที่ต้องเล่นซ้ำหลายๆ รอบ ผู้เล่นมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเลือกทางเลือกที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว เพราะหากเราใช้วิธีที่รุนแรง เราก็จะโดนโต้ตอบด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นกัน ซึ่งจะทำให้เสียประโยชน์ทั้งคู่ (เช่น คู่แข่งทางธุรกิจ จะไม่อยากใช้วิธีสงครามหั่นราคา เนื่องจากจะเสียผลประโยชน์ทั้งคู่ในที่สุด)

ปล. ความเห็นส่วนตัว เกมที่เราเล่นอยู่ อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่ใหญ่กว่า (ทั้งนี้ผมคิดว่า คนที่เชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ และชีวิตหลังความตาย จะมองชีวิตปัจจุบันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกมเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งใหญ่กว่ามากๆ)

ลักษณะการตัดสินใจทางกลยุทธ์ในเกม

สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ 1. ผลัดกันตัดสินใจ 2. ตัดสินใจพร้อมกัน

1. ผลัดกันตัดสินใจ (Sequential Move)

คือการที่แต่ละคนจะผลัดกันตัดสินใจ มีลำดับแน่นอน โดยที่แต่ที่แต่ละฝ่ายรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามได้ตัดสินใจอะไรในตาก่อนหน้า (เช่น เกมส์ OX , การเล่นหมากรุก) ซึ่งการเล่นแบบนี้จะสามารถหาวิธีการเล่นที่ดีที่สุดได้โดย การคิดย้อนกลับ (Backward Thinking) ซึ่งอาจใช้การวิเคราะห์ แผนภูมิการตัดสินใจแบบต้นไม้(Tree Diagram) โดยหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่ปลายทาง (ต้องพิจารณาแล้วว่าอีกฝ่ายก็ได้เลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับอีกฝ่ายเช่นกัน) แล้วไล่ย้อนกลับมาจนถึงการตัดสินใจแรกสุด

ตัวอย่าง หากคุณมีเพื่อนเป็นนักธุรกิจที่เก่งมากมายืมเงินคุณ 1 ล้านบาท บอกว่าจะเอาไปลงทุน ซึ่งคาดว่าใน 1 ปีจะได้เงินคืนมาทั้งหมด 5 ล้านบาท โดยจะแบ่งเงินกันครึ่งๆ คุณจะให้เงินเค้าไปลงทุนหรือไม่??

หากวาด Tree Diagram จะออกมาว่า...

จะเห็นว่าหากเราให้ยืมเงิน เพื่อเราจะต้องโกง เพราะเค้าได้ผลตอบแทนดีกว่า คือได้ 5ลบ. เทียบกับ 2.5 ลบ. (หากเค้าคิดว่าเล่นทีเดียวจบ) ดังนั้นการที่เราได้เลือกก่อน ทางเลือกที่ดีที่สุดของเราคือไม่ให้เงิน เพราะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า คือ 0 เทียบกับ -1 ลบ. นั่นเอง

ตัวอย่าง 2 อันนี้เอามาจากในหนังสือ The Art of Strategy โดยเป็นตัวอย่างเกมที่สามารถแก้ได้โดยการคิดย้อนกลับ ซึ่งเป็นเกมในรายการ Survivor ที่มีผู้เข้าแข่งขัน 2 ทีม

กติกา : มีธงอยู่ทั้งหมด 21 อัน แต่ละทีมสามารถดึงธงออกได้ทีละ 1,2, หรือ 3 อัน (ห้ามดึงมากกว่านี้ใน 1 ตา) โดยให้ผลัดกันเล่นคนละตา ทีมไหนเป็นคนดึงธงอันสุดท้ายได้เป็นคนชนะ

 ถ้าหากคุณเป็นทีมที่เริ่มต้นก่อน คุณจะดึงธงออกกี่อัน จึงจะชนะแน่นอน??? (ใครตอบได้ ลองไปตอบในคอมเมนท์นะครับ)

2. ตัดสินใจพร้อมๆ กัน (Simultaneous)

คือการเล่นเกมที่ต้องตัดสินใจพร้อมๆกัน หรืออาจไม่ได้พร้อมกันซักทีเดียว แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเลือกอะไร เช่น การตัดสินใจในเกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner's Dilemma) ซึ่งนิยมใช้การวิเคราะห์โดยใช้ ตารางผลตอบแทน(Payoff Table)

ตัวอย่าง 1 : ในกรณี Prisoner's Dilemma

B รับสารภาพ B ไม่รับสารภาพ
A รับสารภาพ -10, -10 0, -20
A ไม่รับสารภาพ -20, 0 -1, -1

* เลขในตารางคือผลตอบแทนของแต่ละคน ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจแต่ละแบบ คือ (ผลตอบแทนนาย A, ผลตอบแทนนาย B)

สมมติว่าเราเป็น A จะเห็นว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเลือกอะไร การที่เราสารภาพ จะได้ผลตอบแทนมากกว่าเสมอ (-10 เทียบกับ -20 และ 0 เทียบกับ -1) ซึ่งเราจะเรียก การสารภาพ ว่าเป็น กลยุทธเด่น (Dominant Strategy) ของ A (ในทำนองเดียวกัน กลยุทธ์เด่นของ B ก็คือการสารภาพเช่นกัน) และเมื่อทั้งสองทำตามกลยุทธ์เด่นของตนเอง ผลลัพธ์ก็คือ ทั้งคู่สารภาพ จนในที่สุดก็ต้องจำคุกไปคนละ 10 ปีนั่นเอง... และนี่ก็คือความลำบากใจของนักโทษครับ

หลักการที่สำคัญก็คือ เกมที่เล่นครั้งเดียวจบแบบนี้ ถ้าหากผู้เล่นคนไหนมีกลยุทธ์เด่น ผู้เล่นคนนั้นก็ควรจะทำตามกลยุทธ์เด่นเสมอ (เช่น ถ้าเกมไหนที่เราไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่อีกฝ่ายหนึ่งมี เราก็ควรจะ assume ว่าอีกฝ่ายก็ต้องเลือกกลยุทธ์เด่นของตัวเองแน่นอน แล้วเราก็ควรจะเลือกการโต้ตอบที่ให้ผลดีที่สุดสำหรับเรา)

ตัวอย่าง 2 : ผมเอามาจากหนังสือ เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม นะครับ เล่มนี้อ่านเข้าใจง่ายมาก

มีสถานีโทรทัศน์อยู่ 2 ช่อง ต้องแข่งกัน และต้องตัดสินใจว่าจะวางผังรายการยังไงโดยที่ไม่รู้ผังของอีกฝั่งหนึ่ง แต่ได้ทำการประมาณการ rating ไว้ดังตาราง
เพื่อนๆ คิดว่าสุดท้ายแล้ว ผลสรุปจะออกมาแบบไหนกันครับ??

สถานีช่อง2
rating เกมโชว์ ละครน้ำเน่า รายการเพลง
สถานีช่อง 1 เกมโชว์ 35,65 10,90 60,40
ละครน้ำเน่า 45,55 55,45 65,35
รายการเพลง 40,60 10,90 75,25

ลองหากลยุทธ์เด่น....จะพบว่า หากเราเป็นสถานีช่อง 1 จะไม่มีกลยุทธ์เด่นเลย  ในทำนองเดียวกัน สถานีช่อง2 ก็ไม่มีกลยุทธ์เด่นเช่นเดียวกัน

แล้วอย่างงี้ทำไง?? ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าหากผู้เล่นไม่มีกลยุทธ์เด่น ก็ลองหากลยุทธ์ด้อย (Dominated Strategy) ซึ่งก็คือ ทางเลือกที่ไม่ว่ายังไงก็ห่วยกว่าทางเลือกอื่นทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นคนมีเหตุผลพอ ก็จะต้องไม่เลือกทางนั้นครับ (อีกฝ่ายก็อาจมีกลยุทธ์ด้อยเช่นกัน)

ถ้าลองพิจารณาดูจะพบว่า กลยุทธ์ด้อยของสถานี 1 คือ เกมโชว์ ส่วน กลยุทธ์ด้อยของสถานี 2 ก็คือ รายการเพลง ที่นี้เราก็ตัดมันทิ้งไปเลยครับ จะเหลือตารางแค่

สถานีช่อง2
rating เกมโชว์ ละครน้ำเน่า
สถานีช่อง 1 ละครน้ำเน่า 45,55 55,45
รายการเพลง 40,60 10,90

ซึ่งถ้าพิจารณาแค่นี้ก็จะพบกลยุทธ์เด่นของสถานี 1 คือ ละครน้ำเน่า
ส่วนของสถานี 2 ไม่มีกลยุทธ์เด่น แต่เค้าจะมั่นใจว่าสถานี 1 ต้องเลือกละครน้ำเน่าแน่นอน ทำให้สถานี 2 ต้องเลือก เกมโชว์ ครับ

ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือ ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ นี้จะเป็นจุดที่ผลตอบแทนของทุกฝ่ายมีเสถียรภาพ นั่นคือ ไม่สามารถมีใครได้ผลตอบแทนที่ดีกว่านี้โดยการเปลี่ยนไปเลือกทางเลือกอื่น จุดสมดุลที่ว่านี้เรียกว่า จุดสมดุลของแนช (Nash Equilibrium) อันโด่งดังนั่นเอง

จริงๆ มีอีกวิธีในการหา Nash Equilibrium
ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการเลือกจุดใดจุดหนึ่งในตารางเริ่มต้น (จุดไหนก็ได้) เช่น จุด รายการเพลง,รายการเพลง (75,25)
จะเห็นว่าสถานี 2 ย่อมอยากจะเปลี่ยนไปฉาย ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น รายการเพลง,ละครน้ำเน่า (10,90)
สถานี 1 ก็จะเปลี่ยนเป็น ละครน้ำเน่า แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,ละครน้ำเน่า (55,45)
สถานี 2 ก็จะเปลี่ยนเป็น เกมโชว์ แทน ซึ่งจะได้เป็น ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55)
สถานี 1 ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว (45 ดีที่สุดแล้ว) ดังนั้น จุดสมดุลของแนชก็คือ จุด ละครน้ำเน่า,เกมโชว์ (45,55) นั่นเอง

ข้อควรระวัง โลกแห่งความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่ Nash Equilibrium บอกมาเสมอไป เนื่องจากผู้เล่นทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้มีแนวคิดที่มีเหตุผลตามในทฤษฎี แต่หากเล่นซ้ำหลายๆรอบแล้ว จุดสมดุลสุดท้ายมักจะเป็นที่ Nash Equilibrium เพราะผู้เล่นมีประสบการณ์มากพอที่จะมองเกมออกแล้ว

ในตอนนี้ผมขอพอแค่นี้ก่อน ไว้ตอนหน้าจะมาต่อกันที่สถานการณ์อื่นๆ เช่น เกมที่อาจมีจุดสมดุลย์ของแนชมากกว่า 1 จุด แล้วมาดูเราควรจะวิเคราะห์ยังไง?

9Oct/110

SiraEkabut ติว Excel # 5 : Pivot Table

หัวข้อ         : Excel
ป้ายกำกับ   : , , , ,

วิธีการใช้ Pivot Table ตั้งแต่เบื้องต้น จนถึงเทคนิคที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

http://www.youtube.com/watch?v=_3AXq4FZRck

25Sep/110

ว่าด้วยเรื่อง Skill Tree หรือ Knowledge Map

หัวข้อ         : Excel, Idea / Career Guide
ป้ายกำกับ   : , , , , , , ,

อะไรคือ Skill Tree??

Skill Tree คือแผนผังของทักษะความรู้ของแต่ละสายอาชีพ ว่าการจะพัฒนาทักษะแต่ละเรื่องแต่ละวิชา ควรจะพัฒนาทักษะพื้นฐานเรื่องอะไรก่อนจนถึงระดับขึ้นไหน จึงจะเหมาะสมในการพัฒนาทักษะขั้นสูงต่อไป (ใครเคยเล่นเกมส์ Ragnarok คงคุ้นเคยกับ Skill Tree เป็นอย่างดี)

(ตัวอย่าง Skill Tree จากอาชีพ Thief และ Assassin ใน Ragnarok)

ผมคิดว่าการเรียนอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราได้เห็นภาพรวมว่า เราควรจะรู้อะไรบ้าง กว่าจะถึงเป้าหมายสุดท้ายของเราคงเป็นสิ่งที่ดีไม่น้อย และผมก็พบว่ามีหลายคนที่นำเอาแนวคิดนี้มาใช้กับการศึกษา เช่น ในเว็บ Khan Academy ก็มี Skill Tree ของวิชาคณิตศาสตร์เช่นกัน ซึ่งเค้าเรียกว่า Knowledge Map ซึ่งจะไล่ไปเลยตั้งแต่การบวกเลขเบื้องต้น ไปจนถึงแคลคูลัสชั้นสูง

(ตัวอย่าง Skill Tree จาก Khan Academy)

Excel Skill Tree

ผมเองก็เลยลองทำ Skill Tree ของวิชา Excel ขึ้นมาบ้าง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นสิ่งที่ผมคิดเองเออเองอยู่คนเดียว ถ้าใครคิดว่าควรจะปรับปรุงตรงไหน อยากจะแนะนำ หรือสงสัยตรงไหนก็ถามได้นะครับ

(Skill Tree วิชา Excel ของผมเอง)

Skill Tree ของสายอาชีพต่างๆ

นอกจาก Skill Tree ของ Excel แล้ว ผมว่าวิชาความรู้ของสายอาพชีพอื่นๆ ถ้าทำ Skill Tree อออกมาให้ครบคงดีไม่น้อย ซึ่งในเว็บแนะแนวของผมในอนาคต ผมจะต้องมี Skill Tree พวกนี้ด้วยแน่นอน

แต่ในช่วงนี้ ถ้าใครเรียนอะไรมาจนพอจะเห็นภาพรวมแล้ว ก็ช่วยกันลองวาด Skill Tree ของสายอาชีพตัวเองมาแชร์กันหน่อยคงดีไม่น้อยเลยนะครับ

18Sep/110

หนังสือดีๆ ที่อยากแนะนำ Introducing Economics : A Graphic Guide

หัวข้อ         : Book, Economics
ป้ายกำกับ   : , , , ,

เมื่อวานผมได้มีโอกาสไปเดิน Kinokuniya นานกว่าปกติ (เนื่องจากภรรยาผมไปทำ treatment หน้าอยู่) ตอนแรกว่าจะหาหนังสือเกี่ยวกับ Banking เพื่อเพิ่มความรู้ด้านการธนาคารให้มากขึ้น เพราะผมไม่ได้เรียนด้านนี้มาเลย เดินไปเดินมา ก็ไม่เจอเล่มที่ถูกใจซะที...

จนในที่สุดไปสะดุดตากับหนังสือเล่มเล็กๆ อันนึงคือ หนังสือในซีรีส์ Graphic Guide ของ Introducing Book ที่มีชื่อว่า Introducing Economics : A Graphic Guide

Introducing Economics : A Graphic Guide

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ มีการเล่าเนื้อหาความเป็นมาของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในรูปแบบของการมีภาพประกอบเป็นภาพกราฟิกการ์ตูน ซึ่งทำให้เราอ่านแนวความคิดที่ซับซ้อนได้โดยง่าย เห็นภาพรวม และอ่านจบอย่างรวดเร็ว!! (ผมอ่านแปปเดียวก็จบแล้ว)

โดยในเล่มนี้มีการอธิบายความเป็นมาตั้งแต่สมัยแนวคิดของปีทาโกรัสที่ว่าทุกอย่างในจักรวาลสามารถอธิบายได้ด้วยตัวเลข เรื่อยมาจนมีการพัฒนาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ต่างๆ มากมาย ที่ใช้ตัวเลขและสูตรต่างๆมาอธิบาย จนสุดท้ายมาถึงแนวคิดยุคหลังที่ต้องคำนึงถึงความคิดที่ซับซ้อนของมนุษย์ที่เอาเข้าจริงอาจไม่มีเหตุผลอย่างที่คิดเข้าไปในโมเดลด้วย

ซึ่งการอธิบายตามประวัติศาสตร์แบบนี้จะทำให้เราเกิดความเข้าใจได้ว่า ที่มาที่ไปของแนวความคิดแต่ละอันมาได้อย่างไร และมีปัจจัยสนับสนุนมาจากไหน (ในเล่มนี้ทำให้ผมเห็นความสัมพันธ์ของวิชาฟิสิกส์และวิชาเศรษฐศาสตร์ได้!!)

ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยเปิดมุมมองหลายๆ อย่างให้เพื่อนๆ ได้ไม่มากก็น้อย ใครมีเวลาก็ลองไปเปิดอ่านเล่นใน Kinokuniya สาขาพารากอนก่อนได้ (อยู่หมวด Economics ของหนังสือภาษาอังกฤษ)

(Tips: ใน Series นี้ เท่าที่ผมรู้ มีแปลไทยแค่เล่มเดียวคือ Introducing  Stephen Hawking ทำไมไม่มีคนแปลเรื่องอื่นนะ มันเจ๋งมากเลยจริงๆ)

ป.ล. หลังจากตัดสินใจเอาเล่มนี้แล้วก็ไปเจอะหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีเกมที่น่าสนใจอีกเล่มนึง ชื่อว่า The Art of Strategy ก็เลยสอยมาด้วยเลย ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ

Page 1 of 41234