ผมได้มีโอกาสอ่านบทความหลายๆ อัน ที่ให้ข้อคิดดีๆ ของการค้นหางานที่ตัวเองรัก ผมก็เลยถือโอกาสนี้มาเล่าสู่กันฟัวงครับ

บทความแรก

เป็นบทความใน Harvard Business Review Blog ผลงานเขียนของ Peter Bregman (คนนี้เขียนสนุกดี) ชื่อว่า Don’t Regret Working Too Hard

ผมจะขอสรุปให้ฟังนะครับ ในบทความได้บอกถึงผลสำรวจอันหนึ่ง ซึ่งมีการไปถามคนที่ใกล้จะตายว่า เสียใจกับอะไรมากที่สุด? คำตอบที่เหมือนกันมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งก็คือ “ฉันน่าจะมีความกล้าพอที่จะดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเอง ไม่ใช่แบบที่คนอื่นหวังให้ฉันเป็น” ส่วนอันดับที่สองคือ “ฉันน่าจะไม่ทำงานหนักขนาดนี้” ซึ่งนาย Bregman ได้วิเคราะห์ต่อว่า ถ้าเกิดนำทั้งสองข้อมารวมกัน จะพบว่า จริงๆ แล้วคนไม่ได้เสียใจกับการทำงานหนักซะทีเดียว แต่เสียใจกับการต้องมาทำงานที่ไม่ซื้อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองต่างหาก เพราะถ้าหากเราได้ทำงานที่เรารัก ชีวิตเราก็จะถูกเติมเต็ม เราก็จะไม่ต้องมาถูกหลอกหลอนด้วยความเสียใจนี้ตอนที่ใกล้จะตายอีก

บทความที่สอง

มาจากหนังสือ คู่มือบริหารใจ ของคุณ ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์ (คนเขียน Earn Concept, และคู่มือบริหารเงิน)

ในเล่มนี้มีหลายตอนเลยที่เกี่ยวข้องกับการที่ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก เช่น มีตอนนึงบอกว่า สมองของคนเราจะหลั่งสารโดพามีนออกมาเมื่อเราทำงานสำเร็จ ได้รับคำชม หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะหลั่งออกมามากถ้าความสำเร็จนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เคยได้รับมาก่อน และเมื่อเรารับรู้ความสุขของการหลั่งโดพามีนแล้ว สมองก็จะสั่งให้พยายามทำสิ่งสิ่งนั่นอีก เพื่อที่จะได้รับสารโดพามีนอีก ดังนั้น ถ้าหากคนใดเลือกทำงานที่ตนเองรักแล้วละก็ คนคนนั้นก็จะได้รับโดพามีนเป็นรางวัลอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีอีกตอนที่พูดถึงกฎ 10,000 ชั่วโมง ในหนังสือ Outlier ของ Malcolm Gladwell ซึ่งกล่าวไว้ว่า เมื่อคนเราใช้เวลากับสิ่งใดนานถึง 10,000 ชั่วโมงแล้ว เราจะมีความสามารถนั้นๆ ในระดับโลก คุณธนภัทรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การที่จะทำอะไรได้ถึง 10,000 ชั่วโฒงนั้นจะต้องไม่ได้ทำเพื่อเงินแน่นอน แต่มันควรจะเป็นสิ่งที่เรารักต่างหาก ดังคำที่ว่า “เริ่มต้นในสิ่งที่รัก จบลงที่ความมั่นคั่ง… เริ่มต้นที่เงิน จบลงที่ความว่างเปล่า”

แล้วยังไงต่อ?

การได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรักเป็นสิ่งที่ที่สำคัญมาก อย่าลืมว่าคนเราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับงานจริงๆ (อย่างต่ำ 8ชม. ต่อวัน) ดังนั้น การเลือกงานที่ตนเองรักจึงสำคัญสุดๆ และถ้าเราเห็นด้วยกับแนวคิดนี้แล้วล่ะก็ สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ การค้นหาตัวเองว่าตนเองชอบและถนัดอะไร? อะไรที่มีความหมายกับชีวิตเรา? แล้วเราควรจะทำงานอะไร?

คำตอบนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนล้วนๆ ไม่มีใครจะตอบคำถามนี้ได้นอกจากตัวของเราเอง อย่างไรก็ตาม เราสามารถหาตัวช่วยได้มากมาย เช่น การลองทำอะไรใหม่ๆ ที่หลากหลาย เพื่อที่จะดูความรู้สึกของตนเองกับกิจกรรมแต่ละแบบ, การถามคนอื่นว่ารู้สึกว่าเราถนัดอะไรเป็นพิเศษ เพราะบางทีเราอาจไม่รู้ตัว, ทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา เช่นแบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบทดสอบความถนัดเป็นต้น, หรือจะรอโปรเจคแนะแนวการศึกษาและอาชีพที่ผมตั้งใจจะทำก็ได้นะครับ (แต่คงอีกนาน)

สิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้าหากเราเริ่มค้นหาตัวเองแล้ว ผมมั่นใจว่าเราก็จะต้องเจอคำตอบในที่สุด แต่ถ้าหากรู้ตัวช้า การจะเปลี่ยนไปทำในสิ่งที่ตนเองชอบก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราจะรู้สึกว่าเสียดายต้นทุนทั้งเงินและเวลาในสิ่งที่ร่ำเรียนมา/ทำงานมา และบางทีอาจจะไม่มีความรู้และทักษะเพียงพอ เนื่องจากไม่ได้เรียนมาโดยตรงก็เป็นได้ (บางอาชีพ ไม่ได้เรียนมาโดยตรงก็ทำได้ลำบาก แต่บางอาชีพก็พอจะฝึกเองได้)

ดังนั้นถ้าหากเรายังอยู่ในวัยเรียน เราควรจะเริ่มค้นหาตัวเอง ศึกษาหาข้อมูลของอาชีพที่เราคิดว่าอยากจะทำ/อยากจะเป็น ว่าจริงๆแล้วเค้าต้องทำอะไรกันแน่ ใช่อย่างที่เราคิดจริงหรือไม่ ถ้าใช่ ก็จงตั้งใจเรียนในสายนั้นให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้มีความรู้ไปทำงานในสิ่งนั้นให้ได้ดีและมีความสุขกับมันครับ

แต่ถ้าหากเราอยู่ในวัยทำงานแล้ว ผมก็ชื่อว่ามันมีตำแหน่งงานหรือลักษณะงานที่เราสามารถมีความสุขกับมันได้ ถ้าเรารู้จักว่าตัวเองชอบงานลักษณะไหน เช่น ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบวิเคราะห์ข้อมูล ชอบคิดอะไรใหม่ๆ หรืออาจจะชอบทำอะไรที่เป็นขั้นตอนแน่นอน แล้วจึงค่อยหาทางมุ่งไปยังตำแหน่งงานที่มีลักษณะแบบนั้น ก็น่าจะเป็นทางออกให้เรามีความสุขกับงานได้ครับ

แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว ลองดูแล้วไม่น่าจะเปลี่ยนงานได้เลย ผมก็เชื่อว่าแท้จริงแล้ว งานทุกงานก็มีข้อดีของมันอยู่ ขอให้เราหาให้เจอ อย่างน้อยการทำงานมันก็สอนอะไรให้เราได้หลายๆ อย่าง และมีอะไรให้เราเรียนรู้ได้ไม่รู้จบแน่นอน

Tagged on:                             

Comments

  1. […] Credit   http://www.siraekabut.com/2010/10/find-your-dream-career/ […]