วิธีสร้างเกมส์ปริศนาเอาไว้เล่นเองแก้เซ็ง
วันนี้ผมมีวิธีสร้างเกมส์ปริศนาเกี่ยวกับตัวเลขเอาไว้เล่นแก้เบื่อได้ครับ นอกจากนี้ยังสามารถทำเฉลยเองได้แบบสบายๆ ด้วย
การตั้งโจทย์
วิธีการก็คือ ใส่ตัวเลขอะไรก็ได้ 3 แถว 3 หลัก (เป็นจำนวนเต็มที่น้อยๆ จะง่ายหน่อย) เช่น
1 -1 2
2 0 3
0 1 -1
จากนั้น ให้ลากเส้นตั้งที่ด้านขวา เขียนเลข ให้มี 1 อยู่ในเส้นทแยงมุม จากซ้ายบนไปขวาล่าง นอกนั้นให้เป็นเลข 0จะได้ว่า
1 -1 2 | 1 0 0
2 0 3 | 0 1 0
0 1 -1 | 0 0 1
จากนั้นให้พยายามแปลงกลุ่มเลขด้านซ้าย ให้กลายเป็นเลข
1 0 0
0 1 0
0 0 1
โดยมีกติกาดังต่อไปนี้
กติกาการแปลง
- สามารถเอาเลขอะไรก็ได้มาคูณแถวนั้นทั้งแถว (เป็นเลขเดียวกันทั้งแถว)
- สามารถเอาแถวนึงมาบวกหรือลบกับอีกแถวนึงได้ ( แต่ต้องเอาคอลัมน์เดียวกันมาบวกกัน ห้ามข้ามคอลัมน์)
- สามารถสลับแถวกันได้ทันที
ซึ่งไม่ว่าจะทำอะไรกับเลขด้านซ้ายก็ตาม ก็ต้องทำวิธีเดียวกันกับเลขกลุ่มทางขวาด้วย นอกจากนี้ เรายังจับแต่ละขั้นตอนมาผสมกันได้ด้วย (เพื่อลัดขั้นตอนให้เร็วขึ้น) เช่น เอา -2 คูณด้วยแถวแรก แล้วบวกกลับไปยังแถวที่สอง จะได้ว่า
1 -1 2 | 1 0 0
0 2 -1 | -2 1 0
0 1 -1 | 0 0 1
ทำไปเรื่อยๆ จนได้ด้านซ้ายเป็นเลขดังต่อไปนี้ ถือว่าจบเกม
1 0 0
0 1 0
0 0 1
ส่วนเลขด้านขวาเอาไว้เช็คคำตอบว่าถูกหรือไม่ โดยใช้ฟังก์ชั่น MINVERSE ของ Excel รายละเอียดอยู่ด้านล่างของ Video ครับ
รายละเอียดดูได้ใน video นี้ครับ
ถ้าทำสำเร็จแล้ว ไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือไม่ คุณสามารถตรวจคำตอบได้โดยใช้ MS EXCEL ฟังชั่น MINVERSE มาช่วยเช็ค ซึ่งค่าที่ออกมาจาก Excel จะต้องตรงกับเลขด้านขวาของคุณครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่คุณกำลังทำนั้น ก็คือการหา Inverse ของ Matrix 3x3 นั่นเอง
(ดังนั้น การตั้งโจทย์มั่วๆ บางครั้งอาจจะหาคำตอบไม่ได้ เพราะว่า Det ของ Matrix เป็น 0 จึงหา Inverse ไม่ได้ไปด้วย)
วิธีใช้ฟังก์ชั่นลองอ่านตามนี้ครับ http://www.quantunet.com/excel2003/skills/sample/the_minverse_function.html
ความสำคัญของการค้นหาตัวเองให้เจอ และทำงานที่ตนเองรัก
ผมได้มีโอกาสอ่านบทความหลายๆ อัน ที่ให้ข้อคิดดีๆ ของการค้นหางานที่ตัวเองรัก ผมก็เลยถือโอกาสนี้มาเล่าสู่กันฟัวงครับ
บทความแรก
เป็นบทความใน Harvard Business Review Blog ผลงานเขียนของ Peter Bregman (คนนี้เขียนสนุกดี) ชื่อว่า Don't Regret Working Too Hard
ผมจะขอสรุปให้ฟังนะครับ ในบทความได้บอกถึงผลสำรวจอันหนึ่ง ซึ่งมีการไปถามคนที่ใกล้จะตายว่า เสียใจกับอะไรมากที่สุด? คำตอบที่เหมือนกันมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งก็คือ "ฉันน่าจะมีความกล้าพอที่จะดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตนเอง ไม่ใช่แบบที่คนอื่นหวังให้ฉันเป็น" ส่วนอันดับที่สองคือ "ฉันน่าจะไม่ทำงานหนักขนาดนี้" ซึ่งนาย Bregman ได้วิเคราะห์ต่อว่า ถ้าเกิดนำทั้งสองข้อมารวมกัน จะพบว่า จริงๆ แล้วคนไม่ได้เสียใจกับการทำงานหนักซะทีเดียว แต่เสียใจกับการต้องมาทำงานที่ไม่ซื้อสัตย์กับความรู้สึกของตนเองต่างหาก เพราะถ้าหากเราได้ทำงานที่เรารัก ชีวิตเราก็จะถูกเติมเต็ม เราก็จะไม่ต้องมาถูกหลอกหลอนด้วยความเสียใจนี้ตอนที่ใกล้จะตายอีก
บทความที่สอง
มาจากหนังสือ คู่มือบริหารใจ ของคุณ ธนภัทร รุ่งธนาภิรมย์ (คนเขียน Earn Concept, และคู่มือบริหารเงิน)
ในเล่มนี้มีหลายตอนเลยที่เกี่ยวข้องกับการที่ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก เช่น มีตอนนึงบอกว่า สมองของคนเราจะหลั่งสารโดพามีนออกมาเมื่อเราทำงานสำเร็จ ได้รับคำชม หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะหลั่งออกมามากถ้าความสำเร็จนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เคยได้รับมาก่อน และเมื่อเรารับรู้ความสุขของการหลั่งโดพามีนแล้ว สมองก็จะสั่งให้พยายามทำสิ่งสิ่งนั่นอีก เพื่อที่จะได้รับสารโดพามีนอีก ดังนั้น ถ้าหากคนใดเลือกทำงานที่ตนเองรักแล้วละก็ คนคนนั้นก็จะได้รับโดพามีนเป็นรางวัลอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีอีกตอนที่พูดถึงกฎ 10,000 ชั่วโมง ในหนังสือ Outlier ของ Malcolm Gladwell ซึ่งกล่าวไว้ว่า เมื่อคนเราใช้เวลากับสิ่งใดนานถึง 10,000 ชั่วโมงแล้ว เราจะมีความสามารถนั้นๆ ในระดับโลก คุณธนภัทรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การที่จะทำอะไรได้ถึง 10,000 ชั่วโฒงนั้นจะต้องไม่ได้ทำเพื่อเงินแน่นอน แต่มันควรจะเป็นสิ่งที่เรารักต่างหาก ดังคำที่ว่า "เริ่มต้นในสิ่งที่รัก จบลงที่ความมั่นคั่ง... เริ่มต้นที่เงิน จบลงที่ความว่างเปล่า"
แล้วยังไงต่อ?
การได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรักเป็นสิ่งที่ที่สำคัญมาก อย่าลืมว่าคนเราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับงานจริงๆ (อย่างต่ำ 8ชม. ต่อวัน) ดังนั้น การเลือกงานที่ตนเองรักจึงสำคัญสุดๆ และถ้าเราเห็นด้วยกับแนวคิดนี้แล้วล่ะก็ สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปก็คือ การค้นหาตัวเองว่าตนเองชอบและถนัดอะไร? อะไรที่มีความหมายกับชีวิตเรา? แล้วเราควรจะทำงานอะไร?
คำตอบนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนล้วนๆ ไม่มีใครจะตอบคำถามนี้ได้นอกจากตัวของเราเอง อย่างไรก็ตาม เราสามารถหาตัวช่วยได้มากมาย เช่น การลองทำอะไรใหม่ๆ ที่หลากหลาย เพื่อที่จะดูความรู้สึกของตนเองกับกิจกรรมแต่ละแบบ, การถามคนอื่นว่ารู้สึกว่าเราถนัดอะไรเป็นพิเศษ เพราะบางทีเราอาจไม่รู้ตัว, ทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา เช่นแบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบทดสอบความถนัดเป็นต้น, หรือจะรอโปรเจคแนะแนวการศึกษาและอาชีพที่ผมตั้งใจจะทำก็ได้นะครับ (แต่คงอีกนาน)
สิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้าหากเราเริ่มค้นหาตัวเองแล้ว ผมมั่นใจว่าเราก็จะต้องเจอคำตอบในที่สุด แต่ถ้าหากรู้ตัวช้า การจะเปลี่ยนไปทำในสิ่งที่ตนเองชอบก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราจะรู้สึกว่าเสียดายต้นทุนทั้งเงินและเวลาในสิ่งที่ร่ำเรียนมา/ทำงานมา และบางทีอาจจะไม่มีความรู้และทักษะเพียงพอ เนื่องจากไม่ได้เรียนมาโดยตรงก็เป็นได้ (บางอาชีพ ไม่ได้เรียนมาโดยตรงก็ทำได้ลำบาก แต่บางอาชีพก็พอจะฝึกเองได้)
ดังนั้นถ้าหากเรายังอยู่ในวัยเรียน เราควรจะเริ่มค้นหาตัวเอง ศึกษาหาข้อมูลของอาชีพที่เราคิดว่าอยากจะทำ/อยากจะเป็น ว่าจริงๆแล้วเค้าต้องทำอะไรกันแน่ ใช่อย่างที่เราคิดจริงหรือไม่ ถ้าใช่ ก็จงตั้งใจเรียนในสายนั้นให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้มีความรู้ไปทำงานในสิ่งนั้นให้ได้ดีและมีความสุขกับมันครับ
แต่ถ้าหากเราอยู่ในวัยทำงานแล้ว ผมก็ชื่อว่ามันมีตำแหน่งงานหรือลักษณะงานที่เราสามารถมีความสุขกับมันได้ ถ้าเรารู้จักว่าตัวเองชอบงานลักษณะไหน เช่น ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบวิเคราะห์ข้อมูล ชอบคิดอะไรใหม่ๆ หรืออาจจะชอบทำอะไรที่เป็นขั้นตอนแน่นอน แล้วจึงค่อยหาทางมุ่งไปยังตำแหน่งงานที่มีลักษณะแบบนั้น ก็น่าจะเป็นทางออกให้เรามีความสุขกับงานได้ครับ
แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว ลองดูแล้วไม่น่าจะเปลี่ยนงานได้เลย ผมก็เชื่อว่าแท้จริงแล้ว งานทุกงานก็มีข้อดีของมันอยู่ ขอให้เราหาให้เจอ อย่างน้อยการทำงานมันก็สอนอะไรให้เราได้หลายๆ อย่าง และมีอะไรให้เราเรียนรู้ได้ไม่รู้จบแน่นอน
สรุปทฤษฎีความน่าจะเป็น Probability Theory
ป้ายกำกับ : bayes, combination, complement, counting, independent, intersection, mutually exclusive, permutation, probability, stats, union
หลังจากที่ผมเคย Post บทความเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความน่าจะเป็นไปหลายเรื่องพอสมควร โดยเฉพาะวิชาสถิติ ผมพบว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปูพื้นฐานเรื่องความน่าจะเป็นให้มากขึ้น ดังนั้น วันนี้ผมจะขอพูดเรื่องความน่าจะเป็นล้วนๆ เลยครับ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ในนี้ ผมสรุปมาจากหนังสือ Statistics in a Nutshell: A Desktop Quick Reference In a Nutshell ของค่าย O'Reilly ครับ
นิยามของคำที่เกี่ยวข้อง
- Trial = การทดลอง หรือ การสังเกตการณ์ ซึ่งมักจะเป็นเหตุการณ์ที่เราไม่รู้แน่ชัดถึงผลลัพธ์ เช่น Trial คือการโยนเหรียญ การทอยลูกเต๋า การการดึงไพ่ เป็นต้น ซึ่งความน่าจะเป็นนั้นจะให้ความสนใจถึงผลลัพธ์ของ Trial นั้นๆ
- Sample Space (S) = ผลลัพธ์ทั้งหมดที่เป็นไปได้ของ Trail เช่น ถ้า Trial เป็นการโยนเหรียญ 1 ครั้ง S ={h,t} นั่นคือหน้าของเหรียญที่เป็นไปได้ 2 แบบ h=หัว, t= ก้อย หรือถ้า Trail เป็นการโยนเหรียญ 2 ครั้ง S = {(h, h), (h, t), (t, h), (t, t)} ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 แบบ
- Events (E) = เหตุการณ์ใน Sample Space ที่เราสนใจ เช่น เหตุการณ์ที่เหรียญออกหัวอย่างน้อย 1 ครั้ง ในการโยนเหรียญ 2 ครั้ง คือ E={(h, h), (h, t), (t, h)} ซึ่งเป็นไปได้ 3 แบบ
- Union = การรวมเหตุการณ์หลายๆ อันเข้าด้วยกัน เช่น E U F คือ เหตุการณ์ E หรือ F หรือ ทั้ง 2 อย่างเกิดขึ้น

- Intersection = เหตุการณ์ที่ซ้ำกัน E ∩ F คือ เหตุการณ์ที่ต้องเกิดทั้งเหตการณ์ E และ F

- Complement = ~E คือ เหตการณ์ที่ไม่ใช่เหตการณ์ E

- Mutually Exclusive หมายถึง เหตุการณ์ ทั้งสองไม่มีทางเกิดพร้อมกัน
- Independence คือ ผลลัพธ์ของเหตุการณ์หนึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับอีกเหตุการณ์หนึ่ง (ไม่สามารถทำนายผลลัพธ์ของเหตุการณ์หนึ่งจากอีกอันหนึ่งได้)
- Counting Theory กฎการนับ การที่จะคำนวณความน่าจะเป็นได้ เราจะต้องนับ Event และ Sample Space ให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งมีวิธีช่วยในการนับดังนี้ครับ
- กฏพื้นฐาน คือ ถ้าทำงานอย่างหนึ่งให้เสร็จ ประกอบด้วย k ขั้นตอน
- ขั้นตอนที่ 1 มีวิธีเลือก n1 วิธี
- ขั้นตอนที่ 2 มีวิธีเลือก n2 วิธี
- . . .
- ขั้นตอนที่ k มีวิธีเลือก nk วิธี
- จะได้ว่า จำนวนวิธีทั้งหมดที่เลือกทำงานนี้ เท่ากับ n1 x n2 x n3 . . .x nk วิธี
เช่น ถ้ามีเสื้อ 4 แบบ กางเกง 2 แบบ จะแต่งตัวได้กี่แบบ = ใส่เสื้อ ได้ 4 แบบ x ใส่กางเกงได้ 2 แบบ = 8 วิธี
- Permutation คือ วิธีทั้งหมดในการจัดเรียงสมาชิกในเซ็ต โดยที่ลำดับมีความสำคัญ เช่น ในเซ็ตมี (a, b, c) เราสามารถจับมาเรียงได้ทั้งหมดโดยไม่ซ้ำกันได้ดังนี้ (a, b, c), (a, c, b), (b, a, c), (b, c, a), (c, a, b), (c, b, a) = 6 แบบซึ่งเราจะใช้ Factorial ในการคำนวนโดยที่ n! อ่านว่า "n แฟคตอเรียล" หมายถึง เอาตัวมันเองคูณด้วยตัวมันเองลบ 1 ไปเรื่อยๆ จนถึง 1 เช่น 3! = 3 x 2 x 1 = 6 แบบ เป็นต้นการที่มีของอยู่ n สิ่ง แต่เลือกมาจักเรียงแค่ k สิ่ง เราจะได้ว่า มี Permutation ทั้งหมด = nPk = n! / (n-k)! แบบเช่น มีของกิน 5 อย่าง เลือกกิน 2 อย่าง จะเลือกได้กี่แบบ โดยที่ลำดับมีความสำคัญ
จะได้ว่า 5P2 = 5!/(5-2)! = 5!/3! = 5x4 = 20 แบบถ้ามองด้วยกฎการนับ ตอนแรกมีของ 5 อย่างให้เลือก คือ 5วิธี เมื่อเลือกไปแล้ว 1 อย่าง ทำให้เหลือให้เลือกในขั้นตอนต่อไปเพียง 4 วิธี ทำให้เป็น 5 x 4 = 20 แบบ นั่นเอง
- Combination นั้นจะเหมือนกับ Permutation แต่ว่าการเรียงลำดับไม่มีความหมาย ดังนั้น จำนวนวิธีในการจัดเรียงจึงต้องน้อยกว่า Permutation แน่นอน ทำให้ต้องหาร Permutation ทั้งด้วย k! จึงได้ว่า nCk = nPk / k! = n! / (n-k)!k! นั่นเองเช่น ถ้าในตัวอย่างที่แล้วลำดับไม่สำคัญ เราจะได้ว่า 5C2 = 5!/(5-2)!2! = 10 แบบ
- กฏพื้นฐาน คือ ถ้าทำงานอย่างหนึ่งให้เสร็จ ประกอบด้วย k ขั้นตอน
- Probability คือ ความน่าจะเป็นที่สิ่งที่เราสนใจจะเกิดขึ้น คำนวนได้จาก
ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E ซึ่งเขียนได้ว่า P(E) = จำนวน Event E / จำนวน Sample Space = E/S
มีค่าตั้งแต่ 0 (ไม่มีทางเกิดขึ้น) ถึง 1 (เกิดขึ้นแน่นอน) หรือจะเป็น 0% - 100% ก็ได้ (เพราะ % คือหาร 100)- P(E) = 0.4 แปลว่า ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E คือ 40%
- P(E) + P(~E) = P(S) = 1 เสมอ
- Conditional Probability บ่อยครั้งที่เราต้องการจะรู้ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์หนึ่ง เมื่ออีกเหตุการณ์หนึ่งได้เกิดขึ้น เราจะเขียนว่า P(E|F) อ่านว่า "Probability of E given F" คือ ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E เมื่อเหตุการณ์ F ได้เกิดขึ้นแล้วแต่ว่า ถ้าหาก E และ F มีความไม่ขึ้นต่อกัน ( independent ) เราจะได้ว่า P(E|F) = P(E) ซึ่งตีความได้ว่า ไม่ว่า F จะเกิดขึ้น ความน่าจะเป็นของ P(E) ก็ยังเหมือนเดิมนั่นเอง
การคำนวน Union ของ 2 เหตุการณ์
- กรณี Mutually Exclusive : P (E U F) = P(E) + P(F)
- กรณี Not Mutually Exclusive : P (E U F) = P(E) + P(F) - P(E ∩ F)
เพราะ E และ F มีส่วนซ้ำกัน ทำให้เรานับเบิ้ล น้องเอาส่วนที่ซ้ำกันออกไป 1 ที นั่นเอง
ซึ่งจะเห็นว่า ถ้าเป็น Mutually Exclusive แล้ว P(E ∩ F) จะเท่ากับ 0 ทำให้ได้สูตรข้างบนนั่นเอง
การคำนวน Intersection ของ 2 เหตุการณ์
- กรณี Independent : P(E ∩ F) = P(E) × P(F)
- เช่น หาความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญ 2 ครั้งแล้วออกหัวทั้ง 2 ครั้ง จะได้ว่า
P(E) = ความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญครั้งแรกแล้วออกหัว = 0.5
P(F) = ความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญครั้งสองแล้วออกหัว = 0.5
P(E ∩ F) = ความจ่าจะเป็นที่ครั้งแรกและครั้งที่สองออกหัว = P(E) × P(F) = 0.5 x 0.5 = 0.25
- เช่น หาความน่าจะเป็นของการโยนเหรียญ 2 ครั้งแล้วออกหัวทั้ง 2 ครั้ง จะได้ว่า
- กรณี Nonindependent : P(E ∩ F) = P(E) × P(F|E) หรือ = P(F ∩ E) = P(F) × P(E|F) เพราะสลับที่กันได้
- เช่น หาความน่าจะเป็นที่จะจั่วไพ่ได้สีดำ 2 ครั้งติดกัน ถ้าไม่ได้ใส่ไพ่คืน (การจั่วครั้งแรกมีผลต่อครั้งที่สองแน่นอน) จะได้ว่า
P(E) = ความน่าจะเป็นของการจั่วไพ่ครั้งแรกได้สีดำ = 26/52 =0.5 (มีไพ่ดำ 26 ใบ จากไพ่ 52 ใบ)
P(F|E) = ความน่าจะเป็นของการจั่วไพ่ครั้งสองได้สีดำ หลังจากจั่วไพ่ครั้งแรกได้สีดำ = 25/51 =0.49 (เหลือไพ่ดำ 25 ใบ จากไพ่ 51 ใบ เพราะดึงไพ่ดำไปแล้วใบนึง)
P(E ∩ F) = ความน่าจะเป็นที่จะจั่วไพ่ได้สีดำ 2 ครั้งติดกัน = P(E) × P(F) = 0.5 x 0.49 = 0.245
- เช่น หาความน่าจะเป็นที่จะจั่วไพ่ได้สีดำ 2 ครั้งติดกัน ถ้าไม่ได้ใส่ไพ่คืน (การจั่วครั้งแรกมีผลต่อครั้งที่สองแน่นอน) จะได้ว่า
Bayes's Theorem
เป็นทฤษฎีที่ใช้คำนวณหา Conditional Probability โดยที่
P(A | B) = P (A ∩ B) / P(B)
ซึ่ง P (A ∩ B) = P(A) * P(B|A)
และ P(B) = P(A∩B) +P(~A∩B) = P(A)*P(B|A) + P(~A)*P(B|~A)
ลองพิจารณาจาก Venn Diagrams จะเข้าใจง่ายมาก ว่าทำไม P(A | B) = P (A ∩ B) / P(B)

ซึ่งจะทำให้รู้ได้อีกว่า P (A ∩ B) = P(A | B) * P(B) และเมื่อ P (A ∩ B) = P (B ∩ A)
ทำให้ได้ว่า P(A | B) * P(B) = P(B | A) * P(A) ไปด้วยนั่นเองครับ
นั่นคือ P(A | B) = P(B | A) * P(A) / P(B)
ตัวอย่างเรื่องความน่าจะเป็น
ในตัวอย่างหลายๆ อันในนี้จะมีการพูดถึงไพ่ โดยไพ่มาตรฐานจะมีลักษณะดังนี้ (คนที่เป็นเซียนไพ่คงรู้อยู่แล้ว )
- ไพ่ 1 สำรับมี 52 ใบ
- ประกอบด้วย 4 ชุด คือ ข้าวหลามตัด (diamonds), โพธิ์แดง (hearts), ดอกจิก (clubs) ,โพธิ์ดำ (spades) โดยที่ 2 ชุดแรกสีแดง, 2 ชุดหลังสีดำ
- แต่ละชุดมีไพ่ 13 ใบ คือ เลข 2-10, และอีก 3 หน้า แจค (jack), แหม่ม (queen), คิง (king)
การคำนวนเรื่องความน่าจะเป็นมีขั้นตอนดังนี้
- กำหนด trail/experiment
- นิยาม sample space
- นิยาม event
- หาความน่าจะเป็น
คำถาม 1 :
ถ้าจั่วไพ่ออกมา 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ จงหาโอกาสที่จะได้ไพ่ที่เป็นหน้า J Q K และมีสีดำ?
- trial = การจั่วไพ่ 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
- sample space = ไพ่ 52 ใบ ที่มีความน่าจะเป็นที่จะได้แต่ละใบเท่าๆ กัน
- event = ไพ่ J, Q, K ที่มีสีดำ (ดอกจิก ไม่ก็โพธิ์ดำ) จึงมีที่ตรงตามต้องการแค่ 6 ใบ
- probability = 6/52 = 0.115
หรือจะคำนวนอีกวิธีได้ว่า
เนื่องจากทั้งสองอัน independent กัน P(JQK ∩ ดำ) = P(JQK) x P(ดำ) = 12/52 x 26/52 = 0.115
คำถาม 2 :
ถ้าจั่วไพ่ออกมา 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ จงหาโอกาสที่จะได้ไพ่ที่เป็นหน้า J Q K หรือไพ่สีดำ?
- trial = การจั่วไพ่ 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
- sample space = ไพ่ 52 ใบ ที่มีความน่าจะเป็นที่จะได้แต่ละใบเท่าๆ กัน
- event = ไพ่ J, Q, K 12 ใบ หรือ ไพ่ที่มีสีดำ 26 ใบ ก็ตรงตามต้องการ เนื่องจากทั้ง 2 การไม่ใช่ Mutually Exclusive ทำให้มีไพ่ 6 ใบที่ตรงกับทั้งคู่ คือ JQK ที่มีสีดำ ทำให้ต้องหักออก ทำให้เหลือไพ่ที่ตรงความต้องการ = 12+26-6 = 32 ใบ
- probability = 32/52 = 0.615
หรือจะคำนวนอีกวิธีได้ว่า
กัน P(JQK U | ดำ) = P(JQK) + P(ดำ) - P(JQK ∩ ดำ) = 12/52 + 26/52 - 6/52 = 0.615
คำถาม 3 :
ถ้าจั่วไพ่ออกมา 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ แล้วเป็นสีดำ จงหาโอกาสที่มันจะเป็นไพ่ดอกจิก
- trial = การจั่วไพ่ 1 ใบจากสำรับ 52 ใบ
- sample space = ไพ่สีดำ 26 ใบ
- event = ได้ไพ่ดอกจิก
- probability = 13/26 = 0.5
หรือจะคำนวนอีกวิธีได้ว่า
P(ดอกจิก | ไพ่ดำ) = P(ดอกจิก และ ไพ่ดำ) / P(ไพ่ดำ) = P(ดอกจิก) / P(ไพ่ดำ) = 0.25 / 0.5 = 0.5
คำถาม 4 :
ถ้าลำดับไม่สำคัญ จะมีวิธีในการเลือกนักเรียน 5 คนจากนักเรียน 20 คนกี่แบบ
ถ้าลำดับไม่สำคัญ มันก็คือ Combination = 20C5 = 20! / (20-5)!5! = 15504 วิธี
คำถาม 5 :
ถ้ามีนักเรียนในห้อง 100 คน เป็นชาย 40 คน หญิง 60 คน ชาย 20 คน ติด Facebook เช่นเดียวกับหญิง 45 คน ถ้าเราสุ่มคนมาหนึ่งคนปรากฏว่าคนนั้นติด Facebook จงหาความน่าจะเป็นที่คนนั้นจะเป็นผู้หญิง
- P(ชาย) =P(~หญิง) = 40/100 = 0.4
- P(หญิง) = 60/100 = 0.6
- P(ติด Facebook | ชาย ) = P(ติด Facebook | ~หญิง ) = 20/40 = 0.5
- P(ติด Facebook | หญิง ) = 45/60 = 0.75
P(หญิง|ติด Facebook ) = P(หญิง ∩ ติด Facebook) / P (ติด Facebook)
ซึ่ง P(หญิง ∩ ติด Facebook) = P(หญิง) * P(ติด Facebook | หญิง )= 0.6 x 0.75 = 0.45
และ P(ติด Facebook ) = P(หญิง)*P(ติด Facebook | หญิง ) + P(~หญิง)*P(ติด Facebook | ~หญิง )
= 0.45 + (0.4*0.5) = 0.65
ดังนั้น P(หญิง|ติด Facebook ) = 0.45/0.65 = 0.69 นั่นเอง
หวังว่าเพื่อนๆ คงจะพอเห็นภาพรวมมากขึ้นนะครับ




