เมื่อพูดเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เราก็ต้องเริ่มกันด้วยนิยามกันก่อน ว่าความคิดสร้างสรรค์ที่ผมกำลังพูดถึงนี้หมายถึงอะไร

เพราะความคิดสร้างสรรค์ที่คนเราพูดถึงกันมีอยู่ 2 แบบ คือ

  1. ความสามารถในการค้นพบแนวคิด หรือความคิดใหม่ๆ
  2. ความสร้างสรรค์ด้านศิลปะ

ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ที่ผมจะพูดถึงก็คือแบบแรกครับ โดยในบทความนี้ผมจะมาเกริ่นกันด้วยเทคนิควิธีคิดต่างๆ ที่ช่วยให้เราสามารถคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาได้ครับ

จากเว็บ http://www.mindtools.com/pages/main/newMN_CT.htm ได้มีการรวบรวมเทคนิคของการคิดสร้างสรรค์ไว้มากมาย ซึ่งหลังจากที่ผมได้อ่านทั้งหมดแล้ว ผมสามารถสรุปแนวคิดหลักๆ ออกมาได้ดังนี้ครับ

การคิดอย่างสร้างสรรค์ในหลายๆ เทคนิคในเว็บดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่เป็นการใช้เทคนิคในการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งที่เราคิดแทบทั้งนั้น

นั่นคือการที่เราใช้กระบวนการคิดแบบปกติ มันจะมีขีดจำกัดอยู่ทำให้คิดต่อไปอีกไม่ได้ (อย่างน้อยก็ช่วงระยะหนึ่ง) การที่จะทำให้เราสามารถคิดอะไรเพิ่มเติมได้นั้น เราต้องมองปัญหาในมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิมครับ

ตัวอย่างเช่น

  • เทคนิคที่โด่งดังที่สุดก็คือ Brainstorming (การระดมสมอง) โดยเป็นการดึงเอาความคิดจากผู้คนที่มีความหลากหลาย ให้ทุกคนปลดปล่อยความคิดออกมาให้มากที่สุดโดยไม่มีการวิจารณ์ไอเดียคนอื่น(เพราะจะทำให้ไอเดียไม่พรั่งพรู) แต่สนับสนุนให้ต่อยอดความคิดของคนอื่น จะเห็นว่าการที่มีความคิดของผู้อื่นเข้ามา อาจช่วยดึงความคิดเราไปสู่ความคิดใหม่ๆได้
  • เทคนิค Concept Fan เป็นการถอยจากปัญหาออกมาหลายๆก้าว โดยให้มองจากมุมมองที่กว้างขึ้น เพื่อที่จะได้หาคำตอบที่เป็นไปได้มากขึ้นด้วย อันนี้ก็เปลี่ยนการเปลี่ยนมุมมอง โดยมองให้กว้างขึ้น
  • การใช้ Random Input อันนี้เป็นการสุ่มคำศัพท์ออกมามั่วๆ (มักใช้คำนาม) จากนั้นให้เริ่มคิดจากคำที่สุ่มได้ วิธีนี้มักจะได้แนวความคิดที่ค่อนข้างฉีกไปจากที่เคยมีมาพอสมควรเลย ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนมุมมองที่แรงขึ้นไปอีก
  • เทคนิค Reversal นั้นบอกให้เราตั้งคำถามในเชิงกลับ เช่น ถ้าเราต้องการจะหาวิธีเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ให้เราถามกลับว่า เราจะลดความพอใจของลูกค้าได้ยังไงบ้าง การคิดแบบนี้ก็เป็นการเปลี่ยนมุม มองของความคิดเช่นกัน
  • ส่วนเทคนิค Provocation เป็นการคิดแบบท้าทายสิ่งที่เป็นอยู่เดิม เช่น ให้ลองคิดว่า “บ้านไม่ควรมีหลังคา” ซึ่งไอเดียนี้อาจนำไปสู่บ้านที่เปิดหลังคาได้ หรือบ้านที่มีหลังคาใสๆ ก็เป็นได้ ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นการท้าทาย common sense ของเราอย่างสิ้นเชิง
  • เทคนิคอื่นๆ ก็มีเช่น Attribute Listing ซึ่งเป็นการไล่คุณลักษณะต่างๆ ที่เป็นไปได้ทั้งหมดของสินค้าหรือบริการ แล้วลองเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเหล่านั้นซะ หรือเริ่มคิดจากจุดนั้น วิธีนี้จริงๆแล้วก็เป็นการเปลี่ยนมุมมองจากมองที่สินค้าทั้งก้อน มาเป็นมองแค่ลักษณะย่อยของมันซึ่งจะทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ได้เช่นกัน

ส่วนวิธีที่มีความโดดเด่นมากอีกอันหนึ่งก็คือ TRIZ ซึ่งเป็นแนวที่ใช้หลักการที่ใช้ความรู้และวิทยาการต่างๆ ที่เคยถูกคิดค้นมาแล้ว มาใช้กับปัญหาใหม่ๆ ที่เราค้นพบ โดยมีแนวความคิดอยู่ว่า วิธีแก้ปัญหาที่เราพบอยู่นั้น อาจมีคนเคยค้นพบวิธีแก้แล้วก็ได้ เพียงแต่ถูกนำไปใช้ในสายงานอื่น และหลักการสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือ เราต้องหาทางกำจัดข้อจำกัดต่างๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาให้ได้ ( อย่างไรก็ตาม ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับเทคนิค TRIZ เท่าไรนัก ถ้าใครมีความรู้เรื่องนี้ก็ช่วยแชร์ด้วยนะครับ ^^)

ดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามจะเน้นก็คือ ถ้าเจอปัญหาแล้วคิดไม่ออก ให้ลองเปลี่ยนมุมมองของปัญหาดู ลองมองปัญหาในลักษณะที่เปลี่ยนไปจากเดิม หรือพยายามหาความเชื่อมโยง เพื่อที่จะได้จุดที่จะใช้ยึดเป็นที่มั่นของการคิดอันใหม่ที่อาจจะช่วยให้คิดง่ายยิ่งขึ้นครับ

หลังจากเราได้ไอเดียมาซักอันหนึ่ง ต่อจากนั้นหากเราต้องการจะคิดพิจารณาว่า ไอเดียที่ได้มันดีหรือไม่ดียังไง หากจะนำไปปฏิบัติจริง ผมขอแนะนำให้ใช้เทคนิคที่ผมกำลังจะแนะนำในบทความต่อไปครับ

Tagged on:             

Comments

  1. […] ตอนที่ 2 : หมวก 6 ใบ เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ตอนที่ 1 » […]

  2. flipp2w says:

    สามารถเข้าไปฝึกสมอง บวกความคิดสร้างสรรค์ได้ที่นี่ครับ flipp2w.blogspot.com