เงินและอัตราดอกเบี้ย Money and Interest rate

ถ้าหากเรามองเรื่องของสินค้าบริการ Demand และ Supplyของสินค้าและบริการ จะเป็นตัวที่กำหนดราคาของสินค้าบริการนั้นๆ แต่ถ้าเรามองในเรื่องของเงินแล้ว Demand และ Supplyของเงิน จะเป็นตัวที่กำหนด “ราคาของเงิน” ซึ่งก็คือ อัตราดอกเบี้ย นั่นเอง

Demand ของเงินในที่นี้ก็คือความต้องการที่จะรักษาความมั่งคั่งของคุณไว้ในรูปของตัวเงิน แทนที่จะอยู่ในรูปของสินค้า บริการ หรือเอาไปซื้อหลักทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อ Demand ของเงินมีดังนี้

  • รายได้ในรูปของเงิน = ยิ่งมีรายได้มาก ก็จะมีรายจ่ายมาก ทำให้ต้องการเงินมากขึ้น
  • ความถี่ในการได้รับเงิน = ยิ่งได้ถี่น้อย (นานๆได้ที) คนก็ต้องถือเงินมากขึ้น เพื่อที่จะใช้ชีวิตไปจนได้เงินอีกครั้งหนึ่ง
  • นวัตกรรมด้านการเงิน = บัตรเครดิต บัตรเดบิต เครื่อง ATM ล้วนแล้วแต่งส่งผลต่อการถือเงินทั้งสิ้น
  • การคาดการณ์ต่อรายได้ที่ได้จากการถือทรัพย์สิน = เช่น ถ้าคนคาดว่าหุ้นจะตก คนก็จะขายหุ้นและถือเงินมากขึ้น
  • อัตราดอกเบี้ย = อันนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ เพราะมันคือ ค่าเสียโอกาสในการถือเงิน (เพราะเสียโอกาสในการได้รายได้จากทรัพย์สินที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า เช่น หุ้น หรือ พันธบัตร) ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับ demand ของเงินจะเป็นเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้ว หากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น มันมักจะเพิ่มในหุ้น หรือพันธบัตรมากกว่าที่จะเพิ่มในบัญชีธนาคารของคุณ ดังนั้น เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น demand ของเงินก็จะลดลง

ผลของการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน หรือ money supply

เมื่อ Money supply เพิ่มขึ้น… ( Ms เลื่อนไปทางขวา)

อัตราดอกเบี้ยจะลดลง –>

  • ทำให้การกู้เงินถูกลง ซึ่งส่งผลให้การลงทุนเพิ่มขึ้น และการออมลดลง
  • ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศไปหาประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอ่อนค่าลง (เงินบาทอ่อน) –> ทำให้สินค้าส่งออกราคาถูกลงในสายตาของต่างชาติ และสินค้านำเข้าแพงขึ้น ส่งผลให้ Export เพิ่ม Import ลดลง

จาก AD = C + G + I + ( X – M ) จะเห็นว่า I เพิ่ม, E เพิ่ม, M ลด นั่นคือ ทำให้ Aggregate Demand เพิ่มขึ้น และทำให้ GDP และอาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นไปด้วย (เงินเฟ้อ)

การว่างงานและเงินเฟ้อ Unemployment and Inflation

ถ้าเรานำความสัมพันธ์ระหว่าง Unemployment และ Inflation มาทำเป็นกราฟ เราจะเรียกกราฟนั้นว่า Phillips curve

ความสัมพันธ์ระหว่าง Unemployment และ Inflation นั้นมีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกัน นั่นคือ ในระยะสั้นและระยะยาว

  • ระยะสั้น = ความสัมพันธ์เป็นแบบแปรผกผันกัน นั่นคือ ถ้าการว่างงานต่ำ เงินก็จะเฟ้อ ถ้าไม่อยากให้เงินเฟ้อคนก็จะว่างงาน เป้นต้น
  • ระยะยาว = Unemployment และ Inflation นั้นไม่มีความสัมพันธ์กัน นั่นคือภาวะการว่างงานจะคงที่อยู่ที่ระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเพิ่มหรือลดเงินเฟ้อก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากการคาดหวังที่มีระดับเงินเฟ้อนั่นเอง

Macroeconomic Policy

นโยบายของภาครัฐมีอยู่ 2 ประเภท

  • Fiscal Policy (นโยบายการคลัง) เป็นนโบบายที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ซึ่งจะใช้วิธีการและเครื่องมือต่างๆ เช่น การใช้จ่ายภาครัฐ หรือ ภาษี เพื่อควบควมระดับของ Aggregate Demand ให้เป็นไปตามต้องการ
    • Expansionary Fiscal Policy (แบบขยายตัว) = เพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐ ลดภาษี ซึ่งจะส่งผลให้ AD เพิ่มขึ้น => ใช้ลดการว่างงาน
    • Contractionary Fiscal Policy (แบบหดตัว) = ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ เพิ่มภาษี ส่งผลให้ AD ลดลง => ใช้ลดภาวะเงินเฟ้อ
  • Monetary Policy (นโยบายการเงิน) เป็นนโยบายที่ดำเนินการโดยธนาคารกลางของประเทศ ซึ่งจะใช้เครื่องมือเกี่ยวกับเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ย หรือปริมาณเงิน เพื่อควบคุมระดับของ Aggregate Demand ให้เป็นไปตามต้องการแต่ธนาคารกลางจะทำการปรับเปลี่ยนปริมาณเงินหรืออัตราดอกเบี้ยได้ยังไง เรามาดูกันครับ
    • วิธีการควบคุมปริมาณเงิน
      • ซื้อหรือขายพันธบัตรในตลาดซื้อขายหลักทรัพย์รัฐบาล ถ้าต้องการลดปริมาณเงิน ก็จะทำการขายพันธบัตรให้ประชาชนมากขึ้น จึงสามารถดึงเงินออกจากระบบได้
      • การเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินที่ให้ธนาคารพาณิชย์ยืม ซึ่งอาจทำได้โดยปรับเปลี่ยนอัตราซื้อลด (Discount rate) คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารกลางคิดจากธนาคารพาณิชย์ เช่น ถ้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ธนาคารก็จะกู้เงินไปใช้ปล่อยให้ประชาชนมากขึ้น
      • การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสดสำรองที่ต้องดำรง (Reserve ratio) ถ้าธนาคารกลางต้องการลดปริมาณเงินในระบบ ก็จะทำการเพิ่มอัตราเงินสดสำรองนี้ ทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยเงินให้ประชาชนทั่วไปกู้ได้น้อยลงอย่างไรก็ตามการใช้วิธีการควบคุมปริมาณเงินนั้น มักไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากถ้ามีความต้องการกู้ยืมเงินจากประชาชน แม้ดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางคิดจะสูง แต่ธนาคารพาณิชย์ก็สามารถปรับดอกเบี้ยที่คิดกับคนทั่วไปให้สูงขึ้นได้อยู่ดี ดังนั้นส่วนใหญ่แล้ว ธนาคารกลางจะนิยมใช้เครื่องมือในการควบคุมอัตราดอกเบี้ยมากกว่า
    • วิธีการควบคุมอัตราดอกเบี้ย
      • ปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยจะถูกประกาศ จากนั้นธนาคารกลางก็จะเข้าไปดำเนินการในตลาดซื้อขายหลักทรัพย์รัฐบาล เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ยใหม่แต่ความยุ่งยากในการใช้อัตราดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือ ในบางครั้งอัตราดอกเบี้ยนั้นน้อยมากจนจะถึงศูนย์อยู่แล้ว จนขนาดที่ว่าไม่สามารถลดลงต่อได้อีก แต่มันก็ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อยู่ดี อย่างเช่นเกิดกับประเทศญี่ปุ่น เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Liquidity Trap ครับอย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนั้นก็ถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิผล เนื่องจากมันสามารถทำให้เกิดผลได้รวดรเ็ว ไม่เหมือนกัยวิธีใช้นโยบายการคลังที่จะส่งผลช้ากว่า
Tagged on:     

Comments

  1. ขอบคุณมากครับผม

  2. Mickey says:

    ชอบๆ มาตามอ่าน อิอิ

  3. แล้ว การควบคุมอัตราดอกเบี้ย นั้น ถ้าต้องการลดปริมาณเงินในระบบ ก็ต้องเพิ่มอัตราออกเบี้ยให้สูงขึ้นใช่หรือไม่คับ

  4. Sira Ekabut says:

    ปกติ ถ้าต้องการลดปริมาณเงิน รัฐบาลก็จะขายพวกพันธบัตรครับ (คนเอาเงินมาซื้อพันธบัตร เงินในระบบก็เลยลดลง) อีกวิธีนึงคือการเพิ่มเกณฑ์อัตราเงินสำรองของธนาคาร (ทำให้ธนาคารต้องสำรองเงินมากขึ้น เงินในระบบก็เลยลดลงครับ)

  5. KouHaku says:

    ขอบคุณมากๆครับ

    เอามาทบทวนคอนเซปต์ก่อนสอบ :)

  6. mmpp says:

    ขอบคุณมากนะคะ ช่วยให้ทำข้อสอบได้เกือบครึ่ง :)