Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

18Mar/1011

สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค1

หัวข้อ         : Economics
ป้ายกำกับ   : , , , , ,

**ในบทความนี้มีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติม เพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยผมจะใส่เป็นตัวหนังสือสีแดงนะครับ**

เศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นการมองภาวะเศรษฐกิจในลักษณะของภาพใหญ่ คือมองทั้งประเทศ ซึ่งคนที่มีหน้าที่หลักในการดูแลเรื่องนี้ก็คือรัฐบาล

รัฐบาลจะออกนโยบายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคโดยมีเป้าหมาย 2 อย่าง คือ

  1. ให้ตัวแปรหลักๆ ทางเศรษฐศาสตร์มหภาคอยู่ในระดับที่เหมาะสม
  2. ทำให้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มั่นคง ไม่ผันผวน

ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีอยู่หลายตัว แต่สามารถนำมาจัดลงใน 4 หัวข้อดังนี้

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) => ต้องการสูง และยั่งยืน
  • ภาวะการว่างงาน (Unemployment) => ต้องการให้น้อย
  • ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) => ต้องการให้น้อยและเสถียร เพราะจะช่วยให้ภาคธุรกิจตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
  • ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) => พยายามให้ไม่ขาดดุล

เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ รัฐบาลจะต้องทำการควบคุมตัวแปรซึ่งเป็นตัวกลางอีกทีหนึ่ง เช่น อัตราดอกเบี้ย อุปทานของเงิน ภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะบรรลุทุกวัตถุประสงค์พร้อมๆกันนั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะแต่ละจุดประสงค์ก็จะมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ถ้าต้องการให้ภาวะการว่างงานต่ำ ก็อาจจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อเป็นต้น

การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)

แบ่งได้ เป็น 2 อย่างคือ

  • Actual Growth = % การเติบโตของผลผลิตของประเทศที่แท้จริง หรือ GDP ที่ถูกรายงานตามข่าวต่างๆ นั่นเอง
  • Potential Growth = % การเติบโตของความสามารถในการผลิต (ในภาวะกำลังการผลิตปกติ)

ปกติแล้วเราจะพบความผันผวนของ Actual Growth ซึ่งก่อให้เกิดวงจรเศรษฐกิจที่มีทั้งขึ้นมีทั้งลงเป็นวงจรอยู่เรื่อยไป
ซึ่งสาเหตุของการผันผวนของผลผลิตนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจาก Aggregate Demand (อุปสงค์รวม) ที่มีการผกผัน

เช่น เมื่อมีการเพิ่มของของ AD มันก็จะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลน ซึ่งจะกระตุ้นให้บริษัททำการผลิต จนเกิดผลผลิตมากขึ้นไปด้วยนั่นเอง

ภาวะการว่างงาน (Unemployment)

การว่างงานสามารถบอกได้ 2 ลักษณะคือ จำนวนคนที่ว่างงาน และ % ของคนที่ว่างงาน

  • จำนวนคนที่ว่างงาน = จำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานและต้องการที่จะทำงานแต่กลับไม่มีงานทำ
  • ส่วนถ้าจะบอกเป็น % = จำนวนคนที่ว่างงาน / จำนวนแรงงานทั้งหมด (นั่นก็คือ คนที่ได้งาน + คนที่ว่างงาน)

สาเหตุของการว่างงานนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ Equilibrium unemployment และ Disequilibrium unemployment แต่เราจะต้องทำความเข้าใจตลาดแรงงานเสียก่อน

ตลาดแรงงานก็เหมือนกัยตลาดสินค้า ซึ่ง Supply ของแรงงานก็คือ จำนวนคนที่ต้องการงานที่ระดับค่าจ้างต่างๆ ซึ่งเส้นกราฟจะค่อนข้าง inelastic (ไม่ค่อยเปลี่ยนจำนวนแรงงานเมื่อเปลี่ยนค่าจ้าง) เนื่องจากจำนวนแรงงานไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันสั้น ส่วน Demand ของแรงงานก็คือ ปริมาณคนงานที่นายจ้างต้องการที่ระดับค่าจ้างต่างๆ ( ถ้าค่าจ้างสูงไป นายจ้างอาจเปลี่ยนไปใช้ปัจจัยการผลิตอื่นๆแทนได้ )

ถ้าหาก Demand กับ Supply ไม่สมดุลกัน เช่นระดับค่าจ้างสูงกว่าจุดสมดุล มันก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Disequilibrium unemployment ขึ้น (Supply > Demand ทำให้ คนว่างงาน )

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่าระดับค่าจ้างจะอยู่ที่จุดสมดุลแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับการจ้างงาน ซึ่งสาเหตุอาจมาจากบางคนยังหวังที่จะได้ทำงานที่ดีขึ้นอีก การว่างงานก็คือ ผลต่างระหว่างจำนวนแรงงานทั้งหมด (O2) และ จำนวนแรงงานที่ได้รับการจ้างงาน (O1) เราเรียกการว่างงานในลักษณะนี้ว่า Equilibrium rate of unemployment หรือ Natural Rate of Unemployment หรือ Non-Accelerating-Inflation Rate of Unemployment (NAIRU) นั่นเอง

ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation)

อัตราเงินเฟ้อเป็นการวัด % การเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าในระยะเวลา 1 ปี นั่นคือ วัดจาก % การเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีราคาผู้บริโภค CPI (Consumer Price Index) ของปีนี้ เทียบกับเมื่อปีที่แล้วในเวลาเดียวกัน

เงินเฟ้อ เกิดขึ้นจากสาเหตุหลักๆ 2 อย่าง คือ

  1. Demand-Pull inflation = Demand เพิ่มขึ้น กราฟ Demand Shift ไปด้านขวา ส่งผลให้ราคาสินค้าและปริมาณสินค้าสูงขึ้น
  2. Cost-Push Inflation = ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้กราฟ Supply Shift ไปด้านซ้าย ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและปริมาณสินค้าลดลง

การไหลเวียนของรายได้ ( Circular Flow of Income) (อันนี้เพิ่มใหม่ทั้งหัวข้อเลยครับ)

ก่อนอื่นเรามาดูวงจรข้างบนก่อน...

  • บริษัท (Firms) นั้นจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ครัวเรือน (Household) ในรูปแบบของ Factor Payment ซึ่งเปรียบเสมือนการซื้อ แรงงาน, ปัจจัยการผลิต, และที่ดินของครัวเรือน
  • ส่วนครัวเรือนนั้นจ่ายเงินให้แก่บริษัทในรูปแบบของ Consumption of domestically produced goods/services หรือเราจะเรียกย่อๆ ว่า Cd

ถ้าหากว่าครัวเรือนจ่ายเงินทั้งหมดที่ได้รับมาในการบริโภค และบริษัทจ่ายเงินที่ได้มาทั้งหมดเป็นค่าจ้างครัวเรือน การไหลเวียนของเงินก็คงหมุนไปในลักษณะเดิมโดยที่รายได้ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ในโลกของความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเรามีการออม การเสียภาษี  การซื้อของจากต่างประเทศ การลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐ และ การส่งออกด้วย ซึ่งแต่ละอันจะส่งผลให้การไหลเวียนของรายได้เปลี่ยนแปลงไป

โดยที่เราจะแบ่งประเภทของการไหลเวียนออกเป็น 2 อย่าง นั่นก็คือ การดึงรายได้ออก ( Withdrawals) และ การฉีดรายได้เข้า (Injections)

  • Withdrawals (W) นั้นประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ
    • การออม (Saving : S) = เป็นการนำเงินออกจากระบบไปเก็บไว้ในธนาคาร (สังเกตว่า ระบบที่พูดถึงคือครัวเรือนกับบริษัทเท่านั้น)
    • การเสียภาษี (Tax, T) = เป็นการเอาเงินออกจากระบบไปให้กับรัฐบาล
    • การซื้อของจากต่างประเทศ (Import, M) = เป็นการเอาเงินออกจากระบบไปยังต่างประเทศ

    ดังนั้นเราสามารถพูดได้ว่า W = S + T + M
    และ ถ้าเรานำ Cd มารวมด้วย เราก็จะได้ว่า Cd + W หรือ Cd + S + T + M ซึ่งจะได้ค่าเท่ากับ GDP เป๊ะๆ เลย
    เราจึงสรุปได้ว่า GDP = Cd + W = Cd + S + T + M

  • Injections (J) นั้นประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ
    • การลงทุน (Investment, I) = เป็นการนำเงินกลับเข้ามาจากทางธนาคาร
    • การใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Spending, G) = เป็นการเอาเงินกลับเข้ามาจากทางรัฐบาล
    • การส่งออก (Export, X) = เป็นการเอาเงินกลับเข้ามาจากต่างประเทศ

    ดังนั้นเราสามารถพูดได้ว่า J = I + G + X
    และ ถ้าเรานำ Cd มารวมด้วย เราก็จะได้ว่า Cd + J หรือ Cd + I + G + X ซึ่งจะได้ค่าเท่ากับ AD ซึ่งเป็นการใช้จ่ายทั้งหมดต่อผลผลิต
    เราจึงสรุปได้ว่า AD = Cd + J = Cd + I + G + X

อยากจะขอเน้นนะครับ เราไม่สามารถพูดได้ว่า S=I , T=G, M=X นะครับ เพราะมันอาจจะไม่เท่ากันก็ได้

  • แต่สามารถบอกได้ว่า ณ จุดที่ GDP เกิดความสมดุล (Equilibrium GDP) นั้น Injections (J) จะเท่ากับ Withdrawals (W) ถ้าเกิดมันเปลี่ยนแปลงไป ในที่สุดมันก็จะปรับตัวกลับมาเท่ากันอีกครับ
  • เมื่อภาวะสมดุล GDP จะเท่ากับ Aggregate Demand(AD) หรือ Aggregate Expenditure(AE)  ครับ
    นั่นคือจะเกิดภาวะที่ รายได้ = การใช้จ่าย ครับ

ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment)

ข้อมูลส่วนนี้ดัดแปลงมาจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/36561

ที่ผมเรียนมันเป็นหนังสือของ UK ครับ ส่วนนี้จึงแบ่งไม่เหมือนกัน ผมเลยขอเอาจากในเว็บของคนไทยละกันครับ

เปรียบเสมือนบัญชีของประเทศ ซึ่งจะบันทึกข้อมูลการไหลของเงินระหว่างประเทศนั้นกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ถ้าเงินไหลเข้าประเทศรายการนั้นก็มีเครื่องหมายเป็นบวก (credit,+) ถ้าเงินไหลออกจากประเทศก็จะมีเครื่องหมายเป็นลบ (debit,-)

ดุลการชำระเงินอาจจะเกินดุล (Surplus) สมดุล (Balance) หรือขาดดุล (Deficit) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบแต่ละประเภทที่เกี่ยวข้องในบัญชี ดุลการชำระเงิน โดย

-       เกินดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศมากกว่าการไหลออกของเงินตรา ต่างประเทศ
-       สมดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตรา ต่างประเทศเท่ากับการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ
-       ขาดดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศน้อยกว่าการไหล ออกของเงินตราต่างประเทศ

  • ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) = ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) + ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน ( Capital & Financial Account )
    • ดุลบัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า + ดุลบริการ + ดุลรายได้และเงินโอน
      • ดุลการค้า = นำเข้า ส่งออก สินค้า
      • ดุลบริการ นำเข้า ส่งออก บริการ (เช่นเรื่องของการท่องเที่ยว และค่าขนส่ง)
      • ดุลรายได้ และเงินโอน ให้นึกถึงการส่งกลับรายได้จากการไปทำงานในต่างแดน และการโอนเงินบริจาค
    • ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน เรื่องที่เกี่ยวกับการเดินทางของเงินทุน เช่น ลงทุนในตลาดหุ้น การเอาเงินมาลงทุนเปิดกิจการโรงงาน เป็นต้น
  • ดุลการชำระเงิน = มีมูลค่าเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ (ถ้าไม่เท่าจะต้องปรับด้วย ค่าความผิดพลาดคลาดเคลื่อนทางสถิติ)
    นั่นคือ ถ้าดุลการชำระเงินเป็นบวก เงินสำรองระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วยในจำนวนเท่ากัน (แต่ใส่เครื่องหมายลบ เพราะเงินออกจากบัญชีนี้ไปสู่เงินสำรองระหว่างประเทศ)

ตัวอย่างของจริง จาก (BOT)

http://www.bot.or.th/THAI/STATISTICS/ECONOMICANDFINANCIAL/EXTERNALSECTOR/Pages/StatBalanceofPayments.aspx
อันนี้เป็นนิยามของแต่ละบัญชี จาก BOT : http://www2.bot.or.th/statistics/Download/EC_XT_012_TH.PDF

2009 / 2551

Comment

Current account

ดุลบัญชีเดินสะพัด

699498

a. Goods and services

ก. ดุลการค้าและบริการ

856382

เป็นบวก = เกินดุล = มีการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่านำเข้า

1. Goods

1. ดุลการค้า

669119

เป็น บวก = เกินดุล = มีการส่งออกสินค้ามากกว่านำเข้า

Exports (f.o.b.)

สินค้าออก, เอฟ. โอ.บี.

5155054

ส่งออก รายได้เข้าประเทศ จึงเป็นบวก

Imports (c.i.f.)

สินค้าเข้า, ซี.ไอ.เอ ฟ.

-4485935

นำเข้า เสียเงินให้ต่างประเทศ เลยเป็นลบ

2. Services

2. ดุลบริการ

187263

เป็น บวก = เกินดุล = มีการส่งออกบริการมากกว่านำเข้า

Services receipts

บริการรับ

1032699

ส่งออกบริการ เงินเข้าประเทศ เลยเป็นบวก

Services payments

บริการจ่าย

-845436

นำเข้าบริการ เงินออกนอกประเทศ เลยเป็นลบ

b. Income

ข. รายได้

-310542

เป็นลบ = ขาดดุล = มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ

Income receipts

รายรับ

172948

รายรับ เงินเข้าประเทศ เลยเป็นบวก

Income payments  4/

รายจ่าย 4/

-483490

รายจ่าย เงินออกต่างประเทศเลยเป็นลบ

c. Current transfers

ค. เงินโอนและบริจาค

153659

เป็นบวก = เกินดุล = มีเงินโอนและบริจาคสุทธิไหลเข้าประเทศ

Capital and financial account

ดุลบัญชีเงินทุน

-48231

เป็น ลบ = ขาดดุล = มีเงินไหลออกไปต่างประเทศมากกว่า

a. Capital account  6/

ก. บัญชีทุน 6/

0

-

b. Financial account

ข. บัญชีการเงิน

-48231

เป็น ลบ = ขาดดุล = มีเงินไหลออกสุทธิไปต่างประเทศมากกว่า

1. Direct investment  3/

1. การลงทุนโดยตรง 3/

73142

เป็น บวก = เกินดุล = มีเงินไหลเข้าสุทธิมาในประเทศมากกว่า

2. Portfolio investment

2. การลงทุนในหลักทรัพย์

-314738

เป็น ลบ = ขาดดุล = มีเงินไหลออกสุทธิไปต่างประเทศมากกว่า

3. Other investment

3. การลงทุนอื่นๆ

193365


Errors and omissions

ความคลาดเคลื่อนสุทธิ

173332

เป็นตัวปรับแก้ให้บัญชีสมดุล

Overall balance

ดุลการชำระเงิน

824600

ตรงนี้เป็นบวก แปลว่าโดยรวมแล้ว ดุลการชำระเงิน เกินดุล นั่นคือ มีเงินไหลเข้ามาในประเทศมากกว่าไหลออก

(Flow to and from)Reserve assets

(การไหลของเงินไปยังหรือมาจาก) สินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ

-824600

ค่าตรงนี้ คือการ เปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ (ไม่ใช่ระดับเงินสำรองระหว่างประเทศในขณะนั้นนะครับ)

ถ้าดุลการ ชำระเงินเป็นบวก นั่นคือมีเงินเข้าประเทศมากกว่าออก ก็จะต้องมีการนำเงินนั้นไปสะสมในเงินสำรองระหว่างประเทศ เงินสำรองระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเท่า กับ ดุลการชำระเงิน

(แต่ต้องใส่เลขติดลบ เพราะว่าเงินไหลออกจากบัญชีนี้ ไปยังเงินสำรองระหว่างประเทศ)

จะเห็นว่า
  • Overall Balance (ดุลการชำระเงิน) = Current account (ดุลบัญชีเดินสะพัด) + Capital and financial account (ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน )
  • ถ้าดุลการชำระเงินเป็นบวก นั่นคือมีเงินเข้าประเทศมากกว่าออก ก็จะต้องมีการนำเงินนั้นไปสะสมในเงินสำรองระหว่างประเทศ เงินสำรองระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเท่ากับดุลการชำระเงิน (แต่ต้องใส่เลขติดลบ เพราะว่าเงินไหลออกจากบัญชีนี้ ไปยังเงินสำรองระหว่างประเทศ)
  • นั่นคือ เมื่อรวมตัวเลขทั้งหมดแล้ว ทุกอย่างจะต้องเป็นศูนย์ครับ นั่นคือ ไหลเข้าต้องเท่ากับไหลออก ถ้าไม่เท่าเป๊ะ มันจึงต้องมี Errors and omissions (ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนทางสถิติ) มาเป็นตัวปรับให้มันเท่ากันเป๊ะนั่นเอง

ที่นี้เรามาดูเรื่องที่สำคัญมากอีกเรื่องนึง นั่นก็คือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศครับ

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ก็คือัตราที่เราใช้แลกเปลี่ยนเงินสกุลนึงเป็นอีกสกุลนึง เช่น จาก USD เป็น Baht  เช่น 1 USD = 32 Baht หรือจาก Baht เป็น USD ก็จะเป็น 1 Baht = 0.031 USD เป็นต้น

อัตราแลกเปลี่ยนนั้นมีความจำเป็นต่อการซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศ เช่น ถ้าคนในประเทศไทยเราอยากนำเข้าสินค้าจากอเมริกา เราก็ต้องเอาเงิน USD ไปจ่ายให้ US Supplier เค้าครับ

ซึ่งในตลาดเสรี สิ่งที่เป็นตัวกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนก็คือ Demand และ Supply ของเงินสกุลนั้นๆ นั่นเอง

กราฟข้างบนเป็น Demand และ Supply ของเงิน USD เมื่อเทียบกับเงินของประเทศไทย

  • Demand ของเงิน USD มากจากคนไทยที่ต้องการซื้อสินค้าจาก US หรือต้องการลงทุนใน US เค้าไทยเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้เงินสกุล USD
    กราฟ demand มีความชันติดลบ เพราะว่า ยิ่งเงิน USD แข็ง (เงินบาทอ่อน) คนก็จะยิ่งไม่อยากซื้อเงิน USD เพราะ USD แพง ต้องใช้เงิน THB ไปแลกเยอะขึ้น
  • Supply ของเงิน USD มาจากคนที่ต้องการนำเข้าสินค้าจาก US หรือต้องการเอาเงินไปลงทุนใน US
    กราฟมีความชันเป็นบวกเพราะ เมื่อเงิน USD แข็งขึ้น คนที่มีเงิน USD ก็จะสามารถเอาเงิน USD มาแลกเป็นเงิน THB ได้เยอะมากขึ้นนั่นเอง คนก็เลยอยากขายเงิน USD มากขึ้นเมื่อ USD แข็งขึ้น

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้กราฟ Demand และ Supply Shift ไปก็จะมีดังนี้

  • อัตราดอกเบี้ย : ถ้าอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศสูงกว่าในประเทศ เงินก็จะไหลออกต่างประเทศมากขึ้น (เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่า) ส่วนคนต่างประเทศก็จะเอาเงินมาฝากในประเทศเราน้อยลง => Supply ก็จะมากขึ้น ส่วน Demand ลดลง => ทำให้ค่าเงิน ในประเทศอ่อน
  • ภาวะเงินเฟ้อ : ถ้าเงินในประเทศเฟ้อมากกว่าต่างประเทศ สินค้าที่ส่งออกของประเทศที่เงินเฟ้อสูงนั้นจะมีราคาแพง และการนำเข้าจะน่าดึงดูดใจมากกว่า ทำให้เงินไหลออกต่างประเทศมากขึ้น เงินเข้าประเทศน้อยลง => Supply ก็จะมากขึ้น ส่วน Demand ลดลง => ทำให้ค่าเงิน ในประเทศอ่อน
  • รายได้ : ถ้ารายได้ของคนในประเทศพุ่งสูงขึ้นมากกว่าต่างประเทศ คนในประเทศก็จะมีการนำเข้าสินค้ามากขึ้น และคนต่างประเทศก็จะซื้อสินค้าจากประเทศเราน้อยลง ทำให้ เงินไหลออกต่างประเทศมากขึ้น เงินเข้าประเทศน้อยลง => Supply ก็จะมากขึ้น ส่วน Demand ลดลง => ทำให้ค่าเงิน ในประเทศอ่อน
  • มุมมองในการลงทุน : ถ้าการลงทุนในต่างประเทศดูน่าสนใจกว่าในประเทศ เงินไหลออกต่างประเทศมากขึ้น เงินเข้าประเทศน้อยลง => Supply ก็จะมากขึ้น ส่วน Demand ลดลง => ทำให้ค่าเงินในประเทศอ่อน
  • การคาดการและเก็งกำไร : ถ้ามีการคาดการณ์ว่าเงินในประเทศจะอ่อนค่าลงในอนาคต คนที่คาดการณ์เหล่านั้นก็จะขายเงินสกุลนั้นออกมาทันทีเลยก่อนที่จะอ่อนลงจริงๆ ทำให้ Supply มากขึ้น => ทำให้ค่าเงิน ในประเทศอ่อนในที่สุด

2009 / 2551

Current account

ดุลบัญชีเดินสะพัด

699498

a. Goods and services

ก. ดุลการค้าและบริการ

856382

1. Goods

1. ดุลการค้า

669119

Exports (f.o.b.)

สินค้าออก, เอฟ. โอ.บี.

5155054

Imports (c.i.f.)

สินค้าเข้า, ซี.ไอ.เอฟ.

-4485935

2. Services

2. ดุลบริการ

187263

Services receipts

บริการรับ

1032699

Services payments

บริการจ่าย

-845436

b. Income

ข. รายได้

-310542

Income receipts

รายรับ

172948

Income payments 4/

รายจ่าย 4/

-483490

c. Current transfers

ค. เงินโอนและบริจาค

153659

Capital and financial account

ดุลบัญชีเงินทุน

-48231

a. Capital account 6/

ก. บัญชีทุน 6/

0

b. Financial account

ข. บัญชีการเงิน

-48231

1. Direct investment 3/

1. การลงทุนโดยตรง 3/

73142

2. Portfolio investment

2. การลงทุนในหลักทรัพย์

-314738

3. Other investment

3. การลงทุนอื่นๆ

193365

Errors and omissions

ความคลาดเคลื่อนสุทธิ

173332

Overall balance

ดุลการชำระเงิน

824600

Reserve assets

สินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ

-824600

Related posts:

  1. สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค2
  2. เว็บติว MacroEconomics สุดเจ๋ง
  3. ภาพรวมวิชาเศรษฐศาสตร์สำหรับธุรกิจ Business Economics
  4. Demand and Supply อุปสงค์และอุปทาน
  5. Price Elasiticity of Demand ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
Comments (11) Trackbacks (0)
  1. ขอบคุณมากนะคะ

  2. ไม่เป็นไรครับ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามได้นะครับ

  3. อยากได้สรุปรายได้ย้อนหลับ10ปีอะคะ
    แต่หนูหาไม่ได้รบกวนพี่ไดไหมหรอค่ะ

  4. หมายถึงรายได้ของอะไรครับผม?

    ลองดู บัญชีประชาชาติ (National Income of Thailand) แล้วรึยัง?

    http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=94

  5. แวะมาดู Cosplay ไปๆมาๆ ได้บทสรุปไว้สอบ Qualify ตรึม อิอิ

  6. กำลังหาสรุปอ่านสอบ ป. โท อยู่พอดีเลยอ่ะ ขอบคุณมากมายค่ะ

  7. อยากถามว่า ถ้าดุลการชำระเงิน เป็น บวก นี่คือเกินดุล เลยช่ายมั้ยค่ะ หรือต้องดุอย่างอื่นประกอบด้วย

  8. ถ้าดุลการชำระเงิน เป็น บวก นี่คือเกินดุล <== นั่นคือ ดุลการชำระเงินเกินดุลครับ

    แต่องค์ประกอบข้างในของมัน คือ ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) + ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน ( Capital & Financial Account ) อาจจะเกินดุลหรือขาดดุลก็ได้ แต่รวมกันแล้วเกินดุล

    และ ดุลบัญชีเดินสะพัด ยังแตกย่อยไปได้อีก ซึ่งในนั้นจะเกินดุลหรือขาดดุลก็ได้

    ซึ่งถ้าดุลการชำระเงิน เป็น บวก แล้วล่ะก็ สินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้นเท่ากันด้วยครับ

    ผมเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมไว้ข้างบน ลองไปดูอีกทีนะครับ น่าจะเข้าใจมากขึ้นแล้วล่ะ

  9. ที่อธิบาย demand and supply of USD ไว้
    ไม่แน่ใจว่าแหล่งที่มามันความหมายซ้ำกันรึเปล่าครับ งงๆอ่ะครับ
    ขอบคุณครับ

  10. “ค่าเงินในประเทศอ่อน” ในเรื่องปัจจัยที่ทำให้กราฟ shift ==> ความหมายคือค่าเงิน USD ในประเทศไทยใช่มั้ยครับ
    ขอบคุณครับ

  11. อยากทราบค่ะ อาจารย์บอกให้สรุปตาราง

    แบบมี C และ S และ B break event point

    คืออะไรค่ะ หนูไม่เข้าใจเลย


Leave a comment


No trackbacks yet.