สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค1
**ในบทความนี้มีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติม เพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยผมจะใส่เป็นตัวหนังสือสีแดงนะครับ**
เศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นการมองภาวะเศรษฐกิจในลักษณะของภาพใหญ่ คือมองทั้งประเทศ ซึ่งคนที่มีหน้าที่หลักในการดูแลเรื่องนี้ก็คือรัฐบาล
รัฐบาลจะออกนโยบายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคโดยมีเป้าหมาย 2 อย่าง คือ
- ให้ตัวแปรหลักๆ ทางเศรษฐศาสตร์มหภาคอยู่ในระดับที่เหมาะสม
- ทำให้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่มั่นคง ไม่ผันผวน
ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีอยู่หลายตัว แต่สามารถนำมาจัดลงใน 4 หัวข้อดังนี้
- การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) => ต้องการสูง และยั่งยืน
- ภาวะการว่างงาน (Unemployment) => ต้องการให้น้อย
- ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) => ต้องการให้น้อยและเสถียร เพราะจะช่วยให้ภาคธุรกิจตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
- ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) => พยายามให้ไม่ขาดดุล
เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ รัฐบาลจะต้องทำการควบคุมตัวแปรซึ่งเป็นตัวกลางอีกทีหนึ่ง เช่น อัตราดอกเบี้ย อุปทานของเงิน ภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การที่จะบรรลุทุกวัตถุประสงค์พร้อมๆกันนั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะแต่ละจุดประสงค์ก็จะมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ถ้าต้องการให้ภาวะการว่างงานต่ำ ก็อาจจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อเป็นต้น
การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth)
แบ่งได้ เป็น 2 อย่างคือ
- Actual Growth = % การเติบโตของผลผลิตของประเทศที่แท้จริง หรือ GDP ที่ถูกรายงานตามข่าวต่างๆ นั่นเอง
- Potential Growth = % การเติบโตของความสามารถในการผลิต (ในภาวะกำลังการผลิตปกติ)
ปกติแล้วเราจะพบความผันผวนของ Actual Growth ซึ่งก่อให้เกิดวงจรเศรษฐกิจที่มีทั้งขึ้นมีทั้งลงเป็นวงจรอยู่เรื่อยไป
ซึ่งสาเหตุของการผันผวนของผลผลิตนั้นมีสาเหตุสำคัญมาจาก Aggregate Demand (อุปสงค์รวม) ที่มีการผกผัน
เช่น เมื่อมีการเพิ่มของของ AD มันก็จะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลน ซึ่งจะกระตุ้นให้บริษัททำการผลิต จนเกิดผลผลิตมากขึ้นไปด้วยนั่นเอง
ภาวะการว่างงาน (Unemployment)
การว่างงานสามารถบอกได้ 2 ลักษณะคือ จำนวนคนที่ว่างงาน และ % ของคนที่ว่างงาน
- จำนวนคนที่ว่างงาน = จำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานและต้องการที่จะทำงานแต่กลับไม่มีงานทำ
- ส่วนถ้าจะบอกเป็น % = จำนวนคนที่ว่างงาน / จำนวนแรงงานทั้งหมด (นั่นก็คือ คนที่ได้งาน + คนที่ว่างงาน)
สาเหตุของการว่างงานนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ Equilibrium unemployment และ Disequilibrium unemployment แต่เราจะต้องทำความเข้าใจตลาดแรงงานเสียก่อน
ตลาดแรงงานก็เหมือนกัยตลาดสินค้า ซึ่ง Supply ของแรงงานก็คือ จำนวนคนที่ต้องการงานที่ระดับค่าจ้างต่างๆ ซึ่งเส้นกราฟจะค่อนข้าง inelastic (ไม่ค่อยเปลี่ยนจำนวนแรงงานเมื่อเปลี่ยนค่าจ้าง) เนื่องจากจำนวนแรงงานไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันสั้น ส่วน Demand ของแรงงานก็คือ ปริมาณคนงานที่นายจ้างต้องการที่ระดับค่าจ้างต่างๆ ( ถ้าค่าจ้างสูงไป นายจ้างอาจเปลี่ยนไปใช้ปัจจัยการผลิตอื่นๆแทนได้ )
ถ้าหาก Demand กับ Supply ไม่สมดุลกัน เช่นระดับค่าจ้างสูงกว่าจุดสมดุล มันก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Disequilibrium unemployment ขึ้น (Supply > Demand ทำให้ คนว่างงาน )
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่าระดับค่าจ้างจะอยู่ที่จุดสมดุลแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับการจ้างงาน ซึ่งสาเหตุอาจมาจากบางคนยังหวังที่จะได้ทำงานที่ดีขึ้นอีก การว่างงานก็คือ ผลต่างระหว่างจำนวนแรงงานทั้งหมด (O2) และ จำนวนแรงงานที่ได้รับการจ้างงาน (O1) เราเรียกการว่างงานในลักษณะนี้ว่า Equilibrium rate of unemployment หรือ Natural Rate of Unemployment หรือ Non-Accelerating-Inflation Rate of Unemployment (NAIRU) นั่นเอง
ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation)
อัตราเงินเฟ้อเป็นการวัด % การเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าในระยะเวลา 1 ปี นั่นคือ วัดจาก % การเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีราคาผู้บริโภค CPI (Consumer Price Index) ของปีนี้ เทียบกับเมื่อปีที่แล้วในเวลาเดียวกัน
เงินเฟ้อ เกิดขึ้นจากสาเหตุหลักๆ 2 อย่าง คือ
- Demand-Pull inflation = Demand เพิ่มขึ้น กราฟ Demand Shift ไปด้านขวา ส่งผลให้ราคาสินค้าและปริมาณสินค้าสูงขึ้น
- Cost-Push Inflation = ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้กราฟ Supply Shift ไปด้านซ้าย ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและปริมาณสินค้าลดลง
การไหลเวียนของรายได้ ( Circular Flow of Income) (อันนี้เพิ่มใหม่ทั้งหัวข้อเลยครับ)
ก่อนอื่นเรามาดูวงจรข้างบนก่อน...
- บริษัท (Firms) นั้นจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ครัวเรือน (Household) ในรูปแบบของ Factor Payment ซึ่งเปรียบเสมือนการซื้อ แรงงาน, ปัจจัยการผลิต, และที่ดินของครัวเรือน
- ส่วนครัวเรือนนั้นจ่ายเงินให้แก่บริษัทในรูปแบบของ Consumption of domestically produced goods/services หรือเราจะเรียกย่อๆ ว่า Cd
ถ้าหากว่าครัวเรือนจ่ายเงินทั้งหมดที่ได้รับมาในการบริโภค และบริษัทจ่ายเงินที่ได้มาทั้งหมดเป็นค่าจ้างครัวเรือน การไหลเวียนของเงินก็คงหมุนไปในลักษณะเดิมโดยที่รายได้ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ในโลกของความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเรามีการออม การเสียภาษี การซื้อของจากต่างประเทศ การลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐ และ การส่งออกด้วย ซึ่งแต่ละอันจะส่งผลให้การไหลเวียนของรายได้เปลี่ยนแปลงไป
โดยที่เราจะแบ่งประเภทของการไหลเวียนออกเป็น 2 อย่าง นั่นก็คือ การดึงรายได้ออก ( Withdrawals) และ การฉีดรายได้เข้า (Injections)
- Withdrawals (W) นั้นประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ
- การออม (Saving : S) = เป็นการนำเงินออกจากระบบไปเก็บไว้ในธนาคาร (สังเกตว่า ระบบที่พูดถึงคือครัวเรือนกับบริษัทเท่านั้น)
- การเสียภาษี (Tax, T) = เป็นการเอาเงินออกจากระบบไปให้กับรัฐบาล
- การซื้อของจากต่างประเทศ (Import, M) = เป็นการเอาเงินออกจากระบบไปยังต่างประเทศ
ดังนั้นเราสามารถพูดได้ว่า W = S + T + M
และ ถ้าเรานำ Cd มารวมด้วย เราก็จะได้ว่า Cd + W หรือ Cd + S + T + M ซึ่งจะได้ค่าเท่ากับ GDP เป๊ะๆ เลย
เราจึงสรุปได้ว่า GDP = Cd + W = Cd + S + T + M - Injections (J) นั้นประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ
- การลงทุน (Investment, I) = เป็นการนำเงินกลับเข้ามาจากทางธนาคาร
- การใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Spending, G) = เป็นการเอาเงินกลับเข้ามาจากทางรัฐบาล
- การส่งออก (Export, X) = เป็นการเอาเงินกลับเข้ามาจากต่างประเทศ
ดังนั้นเราสามารถพูดได้ว่า J = I + G + X
และ ถ้าเรานำ Cd มารวมด้วย เราก็จะได้ว่า Cd + J หรือ Cd + I + G + X ซึ่งจะได้ค่าเท่ากับ AD ซึ่งเป็นการใช้จ่ายทั้งหมดต่อผลผลิต
เราจึงสรุปได้ว่า AD = Cd + J = Cd + I + G + X
อยากจะขอเน้นนะครับ เราไม่สามารถพูดได้ว่า S=I , T=G, M=X นะครับ เพราะมันอาจจะไม่เท่ากันก็ได้
- แต่สามารถบอกได้ว่า ณ จุดที่ GDP เกิดความสมดุล (Equilibrium GDP) นั้น Injections (J) จะเท่ากับ Withdrawals (W) ถ้าเกิดมันเปลี่ยนแปลงไป ในที่สุดมันก็จะปรับตัวกลับมาเท่ากันอีกครับ
- เมื่อภาวะสมดุล GDP จะเท่ากับ Aggregate Demand(AD) หรือ Aggregate Expenditure(AE) ครับ
นั่นคือจะเกิดภาวะที่ รายได้ = การใช้จ่าย ครับ
ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment)
ข้อมูลส่วนนี้ดัดแปลงมาจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/36561
ที่ผมเรียนมันเป็นหนังสือของ UK ครับ ส่วนนี้จึงแบ่งไม่เหมือนกัน ผมเลยขอเอาจากในเว็บของคนไทยละกันครับ
เปรียบเสมือนบัญชีของประเทศ ซึ่งจะบันทึกข้อมูลการไหลของเงินระหว่างประเทศนั้นกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ถ้าเงินไหลเข้าประเทศรายการนั้นก็มีเครื่องหมายเป็นบวก (credit,+) ถ้าเงินไหลออกจากประเทศก็จะมีเครื่องหมายเป็นลบ (debit,-)
ดุลการชำระเงินอาจจะเกินดุล (Surplus) สมดุล (Balance) หรือขาดดุล (Deficit) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบแต่ละประเภทที่เกี่ยวข้องในบัญชี ดุลการชำระเงิน โดย
- เกินดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศมากกว่าการไหลออกของเงินตรา ต่างประเทศ
- สมดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตรา ต่างประเทศเท่ากับการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ
- ขาดดุล เมื่อมีการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศน้อยกว่าการไหล ออกของเงินตราต่างประเทศ
- ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) = ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) + ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน ( Capital & Financial Account )
- ดุลบัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า + ดุลบริการ + ดุลรายได้และเงินโอน
- ดุลการค้า = นำเข้า ส่งออก สินค้า
- ดุลบริการ นำเข้า ส่งออก บริการ (เช่นเรื่องของการท่องเที่ยว และค่าขนส่ง)
- ดุลรายได้ และเงินโอน ให้นึกถึงการส่งกลับรายได้จากการไปทำงานในต่างแดน และการโอนเงินบริจาค
- ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน เรื่องที่เกี่ยวกับการเดินทางของเงินทุน เช่น ลงทุนในตลาดหุ้น การเอาเงินมาลงทุนเปิดกิจการโรงงาน เป็นต้น
- ดุลบัญชีเดินสะพัด = ดุลการค้า + ดุลบริการ + ดุลรายได้และเงินโอน
- ดุลการชำระเงิน = มีมูลค่าเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ (ถ้าไม่เท่าจะต้องปรับด้วย ค่าความผิดพลาดคลาดเคลื่อนทางสถิติ)
นั่นคือ ถ้าดุลการชำระเงินเป็นบวก เงินสำรองระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วยในจำนวนเท่ากัน (แต่ใส่เครื่องหมายลบ เพราะเงินออกจากบัญชีนี้ไปสู่เงินสำรองระหว่างประเทศ)
ตัวอย่างของจริง จาก (BOT)
http://www.bot.or.th/THAI/STATISTICS/ECONOMICANDFINANCIAL/EXTERNALSECTOR/Pages/StatBalanceofPayments.aspx อันนี้เป็นนิยามของแต่ละบัญชี จาก BOT : http://www2.bot.or.th/statistics/Download/EC_XT_012_TH.PDF|
2009 / 2551 |
Comment |
||
|
Current account |
ดุลบัญชีเดินสะพัด |
699498 |
|
|
a. Goods and services |
ก. ดุลการค้าและบริการ |
856382 |
เป็นบวก = เกินดุล = มีการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่านำเข้า |
|
1. Goods |
1. ดุลการค้า |
669119 |
เป็น บวก = เกินดุล = มีการส่งออกสินค้ามากกว่านำเข้า |
|
Exports (f.o.b.) |
สินค้าออก, เอฟ. โอ.บี. |
5155054 |
ส่งออก รายได้เข้าประเทศ จึงเป็นบวก |
|
Imports (c.i.f.) |
สินค้าเข้า, ซี.ไอ.เอ ฟ. |
-4485935 |
นำเข้า เสียเงินให้ต่างประเทศ เลยเป็นลบ |
|
2. Services |
2. ดุลบริการ |
187263 |
เป็น บวก = เกินดุล = มีการส่งออกบริการมากกว่านำเข้า |
|
Services receipts |
บริการรับ |
1032699 |
ส่งออกบริการ เงินเข้าประเทศ เลยเป็นบวก |
|
Services payments |
บริการจ่าย |
-845436 |
นำเข้าบริการ เงินออกนอกประเทศ เลยเป็นลบ |
|
b. Income |
ข. รายได้ |
-310542 |
เป็นลบ = ขาดดุล = มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ |
|
Income receipts |
รายรับ |
172948 |
รายรับ เงินเข้าประเทศ เลยเป็นบวก |
|
Income payments 4/ |
รายจ่าย 4/ |
-483490 |
รายจ่าย เงินออกต่างประเทศเลยเป็นลบ |
|
c. Current transfers |
ค. เงินโอนและบริจาค |
153659 |
เป็นบวก = เกินดุล = มีเงินโอนและบริจาคสุทธิไหลเข้าประเทศ |
|
Capital and financial account |
ดุลบัญชีเงินทุน |
-48231 |
เป็น ลบ = ขาดดุล = มีเงินไหลออกไปต่างประเทศมากกว่า |
|
a. Capital account 6/ |
ก. บัญชีทุน 6/ |
0 |
- |
|
b. Financial account |
ข. บัญชีการเงิน |
-48231 |
เป็น ลบ = ขาดดุล = มีเงินไหลออกสุทธิไปต่างประเทศมากกว่า |
|
1. Direct investment 3/ |
1. การลงทุนโดยตรง 3/ |
73142 |
เป็น บวก = เกินดุล = มีเงินไหลเข้าสุทธิมาในประเทศมากกว่า |
|
2. Portfolio investment |
2. การลงทุนในหลักทรัพย์ |
-314738 |
เป็น ลบ = ขาดดุล = มีเงินไหลออกสุทธิไปต่างประเทศมากกว่า |
|
3. Other investment |
3. การลงทุนอื่นๆ |
193365 |
|
|
Errors and omissions |
ความคลาดเคลื่อนสุทธิ |
173332 |
เป็นตัวปรับแก้ให้บัญชีสมดุล |
|
Overall balance |
ดุลการชำระเงิน |
824600 |
ตรงนี้เป็นบวก แปลว่าโดยรวมแล้ว ดุลการชำระเงิน เกินดุล นั่นคือ มีเงินไหลเข้ามาในประเทศมากกว่าไหลออก |
|
(Flow to and from)Reserve assets |
(การไหลของเงินไปยังหรือมาจาก) สินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ |
-824600 |
ค่าตรงนี้ คือการ เปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ (ไม่ใช่ระดับเงินสำรองระหว่างประเทศในขณะนั้นนะครับ) ถ้าดุลการ ชำระเงินเป็นบวก นั่นคือมีเงินเข้าประเทศมากกว่าออก ก็จะต้องมีการนำเงินนั้นไปสะสมในเงินสำรองระหว่างประเทศ เงินสำรองระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเท่า กับ ดุลการชำระเงิน (แต่ต้องใส่เลขติดลบ เพราะว่าเงินไหลออกจากบัญชีนี้ ไปยังเงินสำรองระหว่างประเทศ) |
- Overall Balance (ดุลการชำระเงิน) = Current account (ดุลบัญชีเดินสะพัด) + Capital and financial account (ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน )
- ถ้าดุลการชำระเงินเป็นบวก นั่นคือมีเงินเข้าประเทศมากกว่าออก ก็จะต้องมีการนำเงินนั้นไปสะสมในเงินสำรองระหว่างประเทศ เงินสำรองระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเท่ากับดุลการชำระเงิน (แต่ต้องใส่เลขติดลบ เพราะว่าเงินไหลออกจากบัญชีนี้ ไปยังเงินสำรองระหว่างประเทศ)
- นั่นคือ เมื่อรวมตัวเลขทั้งหมดแล้ว ทุกอย่างจะต้องเป็นศูนย์ครับ นั่นคือ ไหลเข้าต้องเท่ากับไหลออก ถ้าไม่เท่าเป๊ะ มันจึงต้องมี Errors and omissions (ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนทางสถิติ) มาเป็นตัวปรับให้มันเท่ากันเป๊ะนั่นเอง
ที่นี้เรามาดูเรื่องที่สำคัญมากอีกเรื่องนึง นั่นก็คือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศครับ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ก็คือัตราที่เราใช้แลกเปลี่ยนเงินสกุลนึงเป็นอีกสกุลนึง เช่น จาก USD เป็น Baht เช่น 1 USD = 32 Baht หรือจาก Baht เป็น USD ก็จะเป็น 1 Baht = 0.031 USD เป็นต้น
อัตราแลกเปลี่ยนนั้นมีความจำเป็นต่อการซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศ เช่น ถ้าคนในประเทศไทยเราอยากนำเข้าสินค้าจากอเมริกา เราก็ต้องเอาเงิน USD ไปจ่ายให้ US Supplier เค้าครับ
ซึ่งในตลาดเสรี สิ่งที่เป็นตัวกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนก็คือ Demand และ Supply ของเงินสกุลนั้นๆ นั่นเอง

กราฟข้างบนเป็น Demand และ Supply ของเงิน USD เมื่อเทียบกับเงินของประเทศไทย
- Demand ของเงิน USD มากจากคนไทยที่ต้องการซื้อสินค้าจาก US หรือต้องการลงทุนใน US เค้าไทยเหล่านั้นจำเป็นต้องใช้เงินสกุล USD
กราฟ demand มีความชันติดลบ เพราะว่า ยิ่งเงิน USD แข็ง (เงินบาทอ่อน) คนก็จะยิ่งไม่อยากซื้อเงิน USD เพราะ USD แพง ต้องใช้เงิน THB ไปแลกเยอะขึ้น
- Supply ของเงิน USD มาจากคนที่ต้องการนำเข้าสินค้าจาก US หรือต้องการเอาเงินไปลงทุนใน US
กราฟมีความชันเป็นบวกเพราะ เมื่อเงิน USD แข็งขึ้น คนที่มีเงิน USD ก็จะสามารถเอาเงิน USD มาแลกเป็นเงิน THB ได้เยอะมากขึ้นนั่นเอง คนก็เลยอยากขายเงิน USD มากขึ้นเมื่อ USD แข็งขึ้น
ซึ่งปัจจัยที่ทำให้กราฟ Demand และ Supply Shift ไปก็จะมีดังนี้
- อัตราดอกเบี้ย : ถ้าอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศสูงกว่าในประเทศ เงินก็จะไหลออกต่างประเทศมากขึ้น (เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่า) ส่วนคนต่างประเทศก็จะเอาเงินมาฝากในประเทศเราน้อยลง => Supply ก็จะมากขึ้น ส่วน Demand ลดลง => ทำให้ค่าเงิน ในประเทศอ่อน
- ภาวะเงินเฟ้อ : ถ้าเงินในประเทศเฟ้อมากกว่าต่างประเทศ สินค้าที่ส่งออกของประเทศที่เงินเฟ้อสูงนั้นจะมีราคาแพง และการนำเข้าจะน่าดึงดูดใจมากกว่า ทำให้เงินไหลออกต่างประเทศมากขึ้น เงินเข้าประเทศน้อยลง => Supply ก็จะมากขึ้น ส่วน Demand ลดลง => ทำให้ค่าเงิน ในประเทศอ่อน
- รายได้ : ถ้ารายได้ของคนในประเทศพุ่งสูงขึ้นมากกว่าต่างประเทศ คนในประเทศก็จะมีการนำเข้าสินค้ามากขึ้น และคนต่างประเทศก็จะซื้อสินค้าจากประเทศเราน้อยลง ทำให้ เงินไหลออกต่างประเทศมากขึ้น เงินเข้าประเทศน้อยลง => Supply ก็จะมากขึ้น ส่วน Demand ลดลง => ทำให้ค่าเงิน ในประเทศอ่อน
- มุมมองในการลงทุน : ถ้าการลงทุนในต่างประเทศดูน่าสนใจกว่าในประเทศ เงินไหลออกต่างประเทศมากขึ้น เงินเข้าประเทศน้อยลง => Supply ก็จะมากขึ้น ส่วน Demand ลดลง => ทำให้ค่าเงินในประเทศอ่อน
- การคาดการและเก็งกำไร : ถ้ามีการคาดการณ์ว่าเงินในประเทศจะอ่อนค่าลงในอนาคต คนที่คาดการณ์เหล่านั้นก็จะขายเงินสกุลนั้นออกมาทันทีเลยก่อนที่จะอ่อนลงจริงๆ ทำให้ Supply มากขึ้น => ทำให้ค่าเงิน ในประเทศอ่อนในที่สุด
|
2009 / 2551 |
|||
|
Current account |
ดุลบัญชีเดินสะพัด |
699498 |
|
|
a. Goods and services |
ก. ดุลการค้าและบริการ |
856382 |
|
|
1. Goods |
1. ดุลการค้า |
669119 |
|
|
Exports (f.o.b.) |
สินค้าออก, เอฟ. โอ.บี. |
5155054 |
|
|
Imports (c.i.f.) |
สินค้าเข้า, ซี.ไอ.เอฟ. |
-4485935 |
|
|
2. Services |
2. ดุลบริการ |
187263 |
|
|
Services receipts |
บริการรับ |
1032699 |
|
|
Services payments |
บริการจ่าย |
-845436 |
|
|
b. Income |
ข. รายได้ |
-310542 |
|
|
Income receipts |
รายรับ |
172948 |
|
|
Income payments 4/ |
รายจ่าย 4/ |
-483490 |
|
|
c. Current transfers |
ค. เงินโอนและบริจาค |
153659 |
|
|
Capital and financial account |
ดุลบัญชีเงินทุน |
-48231 |
|
|
a. Capital account 6/ |
ก. บัญชีทุน 6/ |
0 |
|
|
b. Financial account |
ข. บัญชีการเงิน |
-48231 |
|
|
1. Direct investment 3/ |
1. การลงทุนโดยตรง 3/ |
73142 |
|
|
2. Portfolio investment |
2. การลงทุนในหลักทรัพย์ |
-314738 |
|
|
3. Other investment |
3. การลงทุนอื่นๆ |
193365 |
|
|
Errors and omissions |
ความคลาดเคลื่อนสุทธิ |
173332 |
|
|
Overall balance |
ดุลการชำระเงิน |
824600 |
|
|
Reserve assets |
สินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศ |
-824600 |
Related posts:
- สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค2
- เว็บติว MacroEconomics สุดเจ๋ง
- ภาพรวมวิชาเศรษฐศาสตร์สำหรับธุรกิจ Business Economics
- Demand and Supply อุปสงค์และอุปทาน
- Price Elasiticity of Demand ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา







June 11th, 2010 - 22:07
ขอบคุณมากนะคะ
June 19th, 2010 - 11:12
ไม่เป็นไรครับ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามได้นะครับ
July 7th, 2010 - 09:47
อยากได้สรุปรายได้ย้อนหลับ10ปีอะคะ
แต่หนูหาไม่ได้รบกวนพี่ไดไหมหรอค่ะ
July 7th, 2010 - 10:06
หมายถึงรายได้ของอะไรครับผม?
ลองดู บัญชีประชาชาติ (National Income of Thailand) แล้วรึยัง?
http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=94
July 7th, 2010 - 16:20
แวะมาดู Cosplay ไปๆมาๆ ได้บทสรุปไว้สอบ Qualify ตรึม อิอิ
July 14th, 2010 - 18:49
กำลังหาสรุปอ่านสอบ ป. โท อยู่พอดีเลยอ่ะ ขอบคุณมากมายค่ะ
July 14th, 2010 - 19:31
อยากถามว่า ถ้าดุลการชำระเงิน เป็น บวก นี่คือเกินดุล เลยช่ายมั้ยค่ะ หรือต้องดุอย่างอื่นประกอบด้วย
July 14th, 2010 - 21:50
ถ้าดุลการชำระเงิน เป็น บวก นี่คือเกินดุล <== นั่นคือ ดุลการชำระเงินเกินดุลครับ
แต่องค์ประกอบข้างในของมัน คือ ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) + ดุลบัญชีการเคลื่อนย้ายของทุน ( Capital & Financial Account ) อาจจะเกินดุลหรือขาดดุลก็ได้ แต่รวมกันแล้วเกินดุล
และ ดุลบัญชีเดินสะพัด ยังแตกย่อยไปได้อีก ซึ่งในนั้นจะเกินดุลหรือขาดดุลก็ได้
ซึ่งถ้าดุลการชำระเงิน เป็น บวก แล้วล่ะก็ สินทรัพย์เงินสำรองระหว่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้นเท่ากันด้วยครับ
ผมเขียนรายละเอียดเพิ่มเติมไว้ข้างบน ลองไปดูอีกทีนะครับ น่าจะเข้าใจมากขึ้นแล้วล่ะ
June 2nd, 2011 - 10:18
ที่อธิบาย demand and supply of USD ไว้
ไม่แน่ใจว่าแหล่งที่มามันความหมายซ้ำกันรึเปล่าครับ งงๆอ่ะครับ
ขอบคุณครับ
June 2nd, 2011 - 10:26
“ค่าเงินในประเทศอ่อน” ในเรื่องปัจจัยที่ทำให้กราฟ shift ==> ความหมายคือค่าเงิน USD ในประเทศไทยใช่มั้ยครับ
ขอบคุณครับ
December 20th, 2011 - 18:32
อยากทราบค่ะ อาจารย์บอกให้สรุปตาราง
แบบมี C และ S และ B break event point
คืออะไรค่ะ หนูไม่เข้าใจเลย