เคยสงสัยบ้างมั๊ยว่า ถ้าเราขึ้นราคาสินค้าแล้ว ปริมาณความต้องการสินค้าของเราจะลดลงเท่าไหร่? แล้วถ้าลดราคาล่ะ จะมีคนอยากได้สินค้าเรามากขึ้นแค่ไหน? นั่นคือเราต้องการรู้ว่า “ผู้บริโภคจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคายังไง?” การตอบสนองที่ว่านี้ถูกวัดโดยสิ่งที่เรียกว่า Elasticity ครับ

Elasticity ก็คือ การตอบสนองของตัวแปรนึง (เช่น demand) เมื่ออีกตัวแปรอีกตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป (เช่น ราคา) ยิ่งมีความ Elastic มาก ก็จะยิ่งตอบสนองมาก

จริงๆแล้ว Elasticity มีหลายแบบครับ แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของ Price Elasticity of Demand (ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา) กันครับ

Price Elasticity of Demand

  • จะเห็นว่ากราฟบนนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราคาจาก P1 เป็น P2 ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการจาก C ไป D ซึ่งเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ
  • ในขณะเดียวกันกราฟล่างนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราคาจาก P1 เป็น P2 ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการจาก A ไป B ซึ่งเปลี่ยนไปค่อนข้างน้อย
  • การที่กราฟบนเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการมากกว่ากราฟล่างทั้งๆที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาในปริมาณเท่ากัน เราเรียกว่า กราฟบนนั้นมี Price Elasticity of Demand สูงกว่ากราฟล่าง

เราสามารถหาค่า Price Elasticity of Demand ได้จากสูตร

Ped (ε) = %การเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการ / %การเปลี่ยนแปลงของราคา

เช่น ถ้าขึ้นราคาสินค้า 20% แล้วทำให้ขายสินค้าได้ลดลง 10%
Price Elasticity of Demand = -10% / 20% = -0.5

เครื่องหมายลบที่ได้ เป็นเรื่องปกติของ Price Elasticity of Demand เนื่องจากการขึ้นราคาทำให้ demand ลดลง (ไปทิศทางตรงข้ามกันนั่นเอง)

ส่วนปริมาณของตัวเลข ถ้า

  • ε > 1 = Elastic : การเปลี่ยนแปลงราคาจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการในสัดส่วนที่สูงกว่า
  • ε < 1 = Inelastic : การเปลี่ยนแปลงราคาจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการในสัดส่วนที่ต่ำกว่า
  • ε = 1 = Unit Elastic : การเปลี่ยนแปลงราคาจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการในสัดส่วนที่เท่ากัน

สิ่งที่ต้องระวัง

Price Elasticity of Demand ของแต่ละตำแหน่งบนเส้น Demand นั้นมีค่าไม่เท่ากัน โดยจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  ดังแสดงในภาพด้านล่าง

ε = %การเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการ / %การเปลี่ยนแปลงของราคา

ε = ΔQ/Q  ÷  ΔP/P

ปัญหาอยู่ที่ว่าจะใช้ Q และ P ตัวไหน? ตัวแรก ตัวหลัง(ที่เปลี่ยนไปแล้ว) ??

คำตอบคือ เรานิยมเอามาเฉลี่ยกันครับ ดังนั้นจะได้ว่า

ε = (ΔQ/Qavg)  ÷ ( ΔP/Pavg)

ดังนั้น ถ้าเราจะหา ε ที่จุด B เราก็ควรหาการเปลี่ยนแปลงจากจุด A ไป C ครับ (ให้จุด B อยู่กึ่งกลาง)

  • นั่นก็คือ ε = (20-10   /15)  ÷  (2-4   /3)
  • ε = (10   /15)  ÷  (-2   /3)
  • ε = -1 นั่นเอง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Price Elasticity of Demand

  • ปริมาณและความใกล้เคียงของสินค้าทดแทน = ถ้าหากมีสินค้าทดแทนได้ง่ายๆ คนก็สามารถเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนได้ง่ายขึ้น เวลาขึ้นราคาเล็กน้อย demand อาจจะหายไปเยอะ แปลว่า จะมี Price Elasticity of Demand เยอะนั่นเอง
  • สัดส่วนของรายได้ที่ใช้จ่ายสินค้านั้น = ยิงเราต้องจ่ายสินค้านั้นสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของเรา เราก็ยิ่งจะไม่อยากจะซื้อเมื่อมันราคาสูงขึ้น แปลว่า จะมี Price Elasticity of Demand เยอะนั่นเอง
  • ช่วงเวลา = ยิ่งเวลาผ่านไปมาก คนก็จะยิ่งหาสินค้าทดแทนได้มากขึ้นๆ นั่นแปลว่า เมื่อเวลาผ่านไป Price Elasticity of Demand ก็จะมากนั่นเอง ( แปลว่า กราฟจะมี slope ต่ำลงๆ เมื่อเวลาผ่านไป ) ตัวอย่าง : thanks for pics from http://www.coursework4you.co.uk/essays-and-dissertations/sample5.phpOPEC สั่งขึ้นราคาน้ำมัน จาก P1 ไป P2 โดยป้องกันสินค้าล้นตลาดโดยจำกัดปริมาณการผลิตน้ำมันของสมาชิก ทำให้ Supply Curve เลื่อนไปด้านซ้าย ( Supply น้อยลง)

    ในช่วงแรกๆ Demand D1 ยัง Inelastic อยู่เพราะยังหาสินค้าทดแทนไม่ได้…

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป Demand ของน้ำมันได้ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคสามารถหาพลังงานทดแทนได้มากขึ้น D1 จึงเลื่อนไปทางซ้ายกลายเป็น D2 ส่งผลให้ราคาลดลงจาก P2 เป็น P3 ซึ่งทำให้เราได้กราฟ DL ซึ่งแสดงถึง Demand ในระยะยาวที่มีความ Elastic มากขึ้นนั่นเอง

    เรื่องราวต่อไปก็คือ ผู้คนอาจแห่มาขุดน้ำมันมากขึ้น Supply จึงเลื่อนไปทางขวาอีก ทำให้ราคายิ่งตกลงไปอีก ซึ่งก็อาจทำให้ OPEC ลดกำลังการผลิตอีก…(เริ่มวน)

การนำไปใช้ประโยชน์

Revenue = Price x Quantity

ถ้าเราต้องการจะเพิ่ม Revenue เราจะลดราคาหรือจะเพิ่มราคา? คำตอบก็อยู่ที่ Price Elasticity of Demand นั่นเอง

สมมติ ถ้าสินค้าเรามี Demand แบบ Inelastic : แปลว่าถ้าหากเราลดราคาแล้ว Quantity จะเพิ่มในสัดส่วนที่น้อยกว่า  เราจะพบว่า Revenue ของเราก็จะลดลง ดังนั้น เราควรจะขึ้นราคามากกว่า เพราะ Quantity จะลดในสัดส่วนที่น้อยกว่า  เราจะพบว่า Revenue ของเราก็จะมากขึ้นได้!!

หวังว่าคงพอเห็นภาพเรื่องของ Price Elasticity of Demand กันนะครับ

คราวหน้าจะพูดเรื่อง Marginal Utility ครับ

Tagged on:             

Comments

  1. Au says:

    Thank u makkkk

  2. ch24a says:

    ขอบคุณ ^^

  3. rose says:

    ฝากถามหน่อยคะ aggregate, modal, and specific demand ความต้องการของทั้ง 3 นี้ ต่างกันยังงัย

  4. Sira Ekabut says:

    Aggregate Demand = Demand รวมของทั้งประเทศ ซึ่งก็คือ
    AD = การบริโภค(C) + การลงทุน(I) + การใช้จ่ายของรัฐบาล(G) + การส่งออกสุทธิ (X-M)

    Modal Demand นี่ผมไม่รู้จักแฮะ

    Specific Demand = ความต้องการเฉพาะเจาะจง??

    มีรายละเอียดมากกว่านี้รึเปล่าอ่ะครับ??

  5. Pupapy says:

    Thank for this sharing knowledge na krub

  6. Bouberry says:

    ขอบคุณค่า คลายความสงสัยได้เยอะเลยค่ะ

  7. Bouberry says:

    ขอบคุณค่ะ กำลังสงสัยอยู่พอดี ^^