“เมื่อคนเรามีรายได้จำกัด เราก็จำเป็นต้องเลือกว่าเราจะซื้ออะไร…” เป็นคำพูดซึ่งเป็นจริงเหลือเกิน จากนี้ไปผมขอสมมติว่าคนเราทำการเลือกอย่างมีเหตุผลนะครับ นั่นคือคนเราได้พิจารณาแล้วว่าสิ่งที่เราเลือกก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเราภายใต้งบประมาณที่จำกัด ยิ่งกับสินค้าราคาแพงขึ้นคนเราก็จะเลือกอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น

ทฤษฎี Marginal Utility (อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม)

คนเราซื้อสินค้าเพราะว่ามันทำให้เราเกิดความพึงพอใจ นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า Utility แต่มันมีด้วยกัน 2 ประเภทซึ่งเราจะต้องแยกให้ออก นั่นก็คือ

  • Total Utility (TU) =ความพึงพอใจรวมที่ได้รับจากสินค้าหรือบริการทุกหน่วยรวมกัน
  • Marginal Utility (MU) =ความพึงพอใจที่ได้รับเพิ่มจากการใช้สินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วย

เรื่องของเรื่องก็คือว่า ไอ้ Marginal Utility มันจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเราใช้สินค้าและบริการเพิ่มขึ้น เราเรียกว่าเกิดปรากฏการณ์ Diminishing Marginal Utility ยกตัวอย่างเช่น ความพึงพอใจที่ได้จากการกินก๊วยเตี๋ยวชามแรก กับชามที่ 5 คงไม่เท่ากันแน่นอน ชามที่ 5 ย่อมทำให้เราเกิดความพึงพอใจน้อยกว่าชามแรก (ถ้าเป็นชามที่ 6 อาจจะเริ่มกินแล้วหงุดหงิด) เป็นต้น ถ้าหากเพื่อนๆ คิดสินค้าที่ไม่เกิดปรากฏการณ์นี้ได้ก็ช่วยบอกผมด้วยนะครับ ^^

ที่นี้เวลาผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้า เค้าก็จะต้องพิจารณาระหว่าง สิ่งที่เค้าจะได้เพิ่มจากสินค้าชิ้นนั้น (Marginal Utility) กับสิ่งที่เค้าจะต้องเสียไป ( Price) ผลต่างที่ได้ก็คือ Marginal Consumer Surplus (MCS) หากมันยังเป็นบวก นั่นคือ ได้มากกว่าเสีย เค้าก็ยังคงซื้อสินค้านั้นต่อไป (ซื้อต่อไปก็ต่อเมื่อ MU > P )

ซึ่งถ้านำ MCS ของสินค้าทุกชิ้นมารวมกัน เราจะเรียกว่า Total Consumer Surplus (TCS) ซึ่ง ถ้าผู้บริโภคทำการซื้ออย่างมีเหตุผลก็ต้องทำให้ค่า TCS สูงที่สุดนั่นเอง

ซึ่งทฤษฎี Marginal Utility นี้เองทำให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ทำไมเพชรถึงแพงกว่าน้ำ ทั้งๆที่น้ำมีความสำคัญต่อมนุษย์มากกว่าเพชร?? ซึ่งทฤษฎีนี้ได้ให้คำตอบไว้ว่า แหล่งที่มาของ Market Value ของสินค้าไม่ได้อยู่ที่ Total Utility แต่อยู่ที่ Marginal Utility ต่างหาก

  • น้ำนั้นมีประโยชน์มากเหลือเกิน นั่นคือมี Total Utility สูงมาก แต่เนื่องจากคนเราได้บริโภคน้ำเยอะอยู่แล้ว มันจึงมี Marginal Utility ต่ำ
  • ในทางตรงกันข้าม เพชรมี Total Utility ต่ำกว่าน้ำมากนัก แต่ว่ามี Marginal Utility สูงกว่าน้ำมากเช่นกัน นอกจากนี้เพชรในโลกนั้นมีจำนวนน้อย คนจึงสามารถครอบครองเพชรได้น้อย ต่างจากน้ำซึ่งมีเหลือเฟือ (ยกเว้นในประเทศทะเลทราย น้ำจึงแพง)

Marginal Utility และความเสี่ยง

การซื้อสินค้าจำพวก Durable Goods (สินค้าคงทน) ซึ่งมีอายุการใช้งานนานๆ อย่างเช่น รถยนต์ หรือ เครื่องซักผ้า นั้น มันอาจจะมีความไม่แน่นอนว่า เราอาจจะต้องเสียค่าซ่อมแซมหรือบำรุงรักษามันอีกในอนาคต นอกจากค่าใช้จ่ายจะไม่แน่นอนแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้จากมันก็อาจจะไม่แน่นอนด้วย เราไม่แน่ใจว่ามันจะทำงานอย่างที่หวังรึเปล่า ดังนั้นการซื้อสินค้าพวกนี้จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เช่นเดียวกับสินค้าที่เป็นทรัพย์สินซึ่งมีราคาในอนาคตไม่แน่นอนด้วย

แล้ว ความไม่แน่นอนจะส่งผลต่อพฤติกรรมของคนต่างกันไปตามทัศนคติต่อความเสี่ยง โดยแบ่งคนออกเป็น 3 จำพวก

  • Risk Neutral = จะลงทุนต่อเมื่อคำนวนแล้วโอกาสน่าจะได้มากกว่าเสีย, ไม่ลงทุนเมื่อโอกาสเสียมากกว่าได้, ถ้าคำนวนแล้วโอกาสได้เสียเท่ากันก็จะยังไงก็ได้
  • Risk Loving = จะลงทุนแม้คำนวนแล้วโอกาสเสียมากกว่าได้ ยิ่งชอบความเสี่ยงมากยิ่งจะรับความเสี่ยงได้มาก
  • Risk Averse = จะไม่ลงทุนแม้มีโอกาสได้มากกว่าเสีย ยิ่งหนีความเสี่ยงยิ่งต้องมีความเสี่ยงต่ำมากถึงกล้าลงทุน

การ ศึกษาพบว่าคนส่วนใหญ่จะเป็น แบบ Risk Averse คนเราไม่ค่อยชอบความเสี่ยง เราสามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้จาก Marginal Utility เช่นกัน

เราสามารถจะพิจารณาได้ง่ายๆ ว่า “การที่เราได้เงินเพิ่มมาอีก 1000 บาทนั้น ให้ระดับ Utility น้อยกว่า Utility ที่จะเสียไปจากการที่ต้องเสียเงิน 1000 บาท” นั่นคือ ถ้าคุณได้เงิน 1000 บาท เพิ่มมาคุณก็อาจดีใจว่าสามารถซื้อของเพิ่มได้อย่างสบายใจ แต่ถ้าคุณต้องเสียเงิน 1000 บาท คุณอาจจะเครียดไปทั้งเดือน

นี่คือสาเหตุว่า ถ้าให้คนส่วนใหญ่โยนเหรียญหัวก้อย (ที่มีโอกาส 50:50) ถ้าออกหัวได้ตัง 1000 บาท ออกก้อยเสียตัง 1000 บาท คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เล่น สาเหตุนึงก็คือ รายได้ของคุณเองก็อยู่ในกฏของ Diminishing Marginal Utility ด้วยเช่นกัน ยิ่งคุณเงินเดือนเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ละบาทที่คุณได้เพิ่มจะยิ่งมีค่าลดลงๆ แปลว่า เงินที่คุณได้เพิ่มย่อมมี Utility น้อยกว่า Utility ของเงินที่คุณเสียไปในจำนวนเท่ากันแน่นอน

Tagged on:                     

Comments

  1. ตุ้งติ้ง says:

    ขอบคุณมากกกกค่ะ อ่านแล้วเข้าใจเลย
    อ่าน Textbook ของ Lipsey แล้ว ยังมึน ๆ อยู่บ้าง
    …..
    พี่อธิบายได้ใจความจริงๆ ค่ะ ^^

  2. Unnisa says:

    ให้ท่านอธิบายค่า MU ของสินค้า A และ B จากการบริโภคสินค้า 2 ชนิดของ น.ส.สิริสุข หน่วยที่ 1-3 และถ้าบริโภคหน่วยที่ 4 ความพอใจในสินค้า 2 ชนิดจะเป็นอย่างไร

    หน่วยที่ MU A MU B

    1 10 3
    2 6 8
    3 2 5

    ถ้าเป็นตัวอย่างข้างบนดูแล้วเข้าค่ะ แต่มาเจอโจทย์ ของตังเองงง เลย
    ตอบ หรือ อธิบายให้หน่อยค่ะ ขอบคุณมาก

  3. Sira Ekabut says:

    ก่อนอื่นต้องดูให้ดีว่า ที่โจทย์ให้มาคือ Marginal Utility นะครับ ไม่ใช่ Total Utility

    ดังนั้น Total Utility ของสิ้นค้า A และ B จะเป็นเช่นนี้

    ของสินค้า A จะเห็นว่า MU ลดลง 4 ทุกครั้งที่กินเพิ่ม ดังนั้น MU ชิ้นที่ 4 = 2-4 = -2
    ดังนั้น Total Utility ของสินค้า A = +10 + 6 + 2 + (-2) = 16

    ของสินค้า B นี่ประหลาดมาก เพราะปกติตามทฤษฎั MU จะลดลงเรื่อยๆ แต่อันนี้กลับเพิ่มขึ้นอันนึง (ไม่รู้ว่าเขียนเลขผิดป่าว) แต่ถ้าสมมติว่าถูกไว้ก่อน MU ควรจะลดลงจาก 5 ลงไปอีก 3 จนเหลือ =2 (เดาจาก8->5 แล้วให้ลดลงเท่าเดิม)
    ดังนั้น Total Utility ของสินค้า B = +3 +8 +5 +2 = 18 ครับ

    ป.ล. ของชิ้น B นี่ไม่มั่นใจเหมือนกันครับ ถ้าอาจารย์เฉลยแล้วช่วยมาบอกผมด้วยนะครับ อยากรู้เหมือนกันว่าเค้าคิดยังไง