Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

23Feb/1010

สรุปไอเดียเจ๋งๆ จากหนังสือ The Armchair Economist (part 1)

หัวข้อ         : Book, Economics
ป้ายกำกับ   : , , ,

ผมได้ซื้อหนังสือชื่อว่า The Armchair Economist มาจาก Amazon ครับ และได้พบว่ามีไอเดียที่น่าสนใจมากมาย เลยเอามาแบ่งปันกัน ( ผมยังอ่านไม่จบนะครับ แต่จะเอามาเติมเรื่อยๆ เมื่ออ่านผ่านไปแต่ละบทนะครับ)

Part I What life is all about

ตอนที่ 1 : พลังของสิ่งจูงใจ

  • เกือบทุกอย่างของวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถสรุปได้ออกมาว่า "คนเราตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ" ดังนั้นสิ่งจูงใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ
  • การที่มีกฎหมายบังคับให้ใช้เข็มขัดนิรภัย ทำให้ความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลง => แต่มันก็ส่งผลให้คนเราขับรถประมาทยิ่งขึ้นเพราะคิดว่าตนเองปลอดภัย => สรุปแล้ว จากการสำรวจพบว่า จำนวนคนที่ตายจากอุติเหตุก็ไม่ได้ลดลงเพราะกฎหมายนี้เลย ( แต่คนเดินถนนอาจจะตายมากขึ้น เพราะคนเดินถนนไม่ได้มีอุปกรณ์ช่วยเซฟเลย)
  • ถ้ายังสงสัยถึงเหตุผลดังกล่าวก็ให้ลองคิดกลับกันว่า ถ้าการขับรถมันอันตรายมากๆ คุณก็จะขับระวังขึ้นนั่นเอง
  • เช่นเดียวกันกับกรณีอื่นๆ การที่มีเทคนิคการคุมกำเนิดที่ดีขึ้นก็อาจจะไม่ทำให้จำนวนการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ลดลงได้ (เพราะคนก็จะมี xxx มากขึ้นไปด้วยนั่นเอง) หรือบุหรี่แบบอ่อนๆ ก็อาจทำให้คนเป็นมะเร็งปอดได้มากเช่นกัน (เพราะเค้าก็จะสูบมากขึ้น)

ตอนที่ 2 : ปริศนาของความมีเหตุผล | ทำไมตั๋วคอนเสิร์ต Rolling stone ถึงขายหมดเกลี้ยง

  • นักเศรษฐศาสตร์จะสมมติว่าคนเรามีเหตุผล ซึ่งคำว่ามีเหตุผลนั้นไม่ได้เกี่ยวกับความชอบหรือรสนิยม หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมต่อความเสี่ยงในระดับต่างๆ เช่น คุณจ่ายเงิน 100 บาท เพื่อรางวัล 10,000,000 บาท ที่มีโอกาสเพียง 1 ในล้าน เราบอกไม่ได้ว่าคุณไม่มีเหตุผล แต่ถ้าคุณจ่าย 300 บาท เพื่อรางวัลเดียวกันเลย นั่นแสดงว่าคุณไม่มีเหตุผล
  • นักเศรษฐศาสตร์จึงพยายามหาคำตอบมาอธิบายพฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์ซึ่งดูเหมือนไม่ค่อยมีเหตุผล
  • คอนเสิร์ตร็อคมักจะขายตั๋วได้หมดเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว บางทีจะมีวัยรุ่นมาเข้าคิวเป็นวันๆ เพื่อรอซื้อตั๋ว ถ้าทางผู้จัดขึ้นราคาตั๋ว บัตรก็จะยังขายหมดอยู่ดี แล้วทำไมถึงไม่ขึ้นราคา?? อาจจะเป็น...
    • เพราะการเข้าคิวที่แสนจะยาวของวัยรุ่นเป็นการโฆษณาแบบฟรีๆ แต่ถ้าขึ้นราคาตั๋วแล้วยังขายหมดได้ ก็เป็นการโฆษณาได้เหมือนกัน
    • เด็กวัยรุ่นที่ไปคอนเสิร์ตมันจะซื้อของเช่น แผ่นcd หรือ เสื้อยืดกลับบ้านด้วย ซึ่งพวกผู้ใหญ่จะไม่ทำ วิธีการทำให้แน่ใจว่าจะมีวัยรุ่นเยอะก็คือการตั้งราคาที่ำไม่สูงนัก และให้แถวยาวๆ จะดีกว่า
  • ปริศนาต่อไปก็คือ เรื่องของการใช้ดาราหรือคนดังมาโฆษณาสินค้า ซึ่งบางทีก็ไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าเท่าไหร่ แต่คนก็ซื้อสินค้าเยอะขึ้น มันเป็นเพราะอะไร??
    • อาจเป็นเพราะการที่บริษัทมีเงินจ้างคนดังราคาแพง สามารถบ่งชี้ได้ว่าบริษัทได้ลงทุนไปมาก ดังนั้นจึงเป็นการหวังผลในระยะยาวและมีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าว่าสามารถทำกำไรในระยะยาวได้ ดังนั้นการใช้คนดังจะเหมาะกับสินค้าทั่วไปที่คุณภาพยังไม่ประจักษ์ชัดเจนนัก
  • ทำไมจึงนิยมตั้งราคาสินค้าที่ $2.99 มากกว่า $3.00 ?? คนเราจะมองว่า $2.99 มันใกล้กับ $2.00 ทำให้ดูถูกกว่า $3.00 จริงหรือ??
    • จริงๆแล้วการใช้ราคา $2.99 นั้นเกิดขึ้นหลังจากการคิดค้นเครื่อง Cashier ซึ่งนอกจากมันจะคำนวณเลขได้แล้วมันยังบันทึกการซื้อขายไว้ด้วย เจ้าของร้านจึงสามารถตรวจสอบได้ว่าพนักกงานมีการยักยอกตังไปหรือไม่
    • แต่มันจะบันทึกเฉพาะตอนที่มีการเด้งเก๊ะเอาตังทอนเท่านั้น ถ้าเกิดลูกค้าให้เงินที่เท่ากับราคาของพอดีแบบไม่ต้องทอน การซื้อครั้งนั้นอาจะไม่ได้มีการบันทึกก็ได้ ดังนั้นการจั้งราคาแบบต้องทอนแน่นอนอย่าง $2.99 จึงมีประโยชน์มาก
    • ปัญหาของการอธิบายแบบนี้ก็คือ มันได้ละเลยเรื่องของภาษีไป เพราะถ้ามีภาษี 7% ยังไงก็ต้องทีการทอนอยู่ดี

ตอยที่ 3 : ความจริงหรือผลลัพธ์

  • คนในโลกนี้มี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ พวกที่ระมัดระวังตัว (ดูแลสุขภาพ, ออกกำลังกาย, ดื่มน้อย, ขับขี่แบบระวัง) และพวกที่ไม่ระวัง
  • ถ้าบริษัทประกันเก็บเงินจากทุกคนเท่ากันหมด แสดงว่าคนที่ระวังตัวก็ต้องมาแบกภาระของคนที่ไม่ระวังด้วย แต่ถ้าแบ่งจ่ายของใครของมัน คนที่ไม่ระวังก็จะต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเองเต็มที่ แต่บริษัทประกันจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นคนประเภทไหน??
  • การสูบบุหรี่หรือไม่เป็นตัวบ่งชี้ที่สะดวกมากว่าคนคนนั้นมีความห่วงใยต่อสุขภาพแค่ไหน ดังนั้น บริษัทประกันก็จะเก็บเงินจากคนกลุ่มที่ไม่สูบบุหรี่น้อยกว่าอีกกลุ่ม เพราะนอกจากจะไม่สูบบุหรี่แล้ว ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ก็จะระวังเรื่องอื่นๆ อย่าง คลอเรสเตอรอลด้วย
  • บริษัทประกันรู้ว่าอาจะมีคนโกง เค้าจึงคิดราคาเผื่อไว้อีกหน่อยนึงแล้ว แต่คุณอย่าคิดว่าถ้ามีการห้ามสูบบุหรี่คุณจะได้จ่ายเงินน้อยลง เพราะมันจะทำให้ไม่สามารถแบ่งแยกคุณออกจากอีกกลุ่มได้เลย
  • ตลาดของประกันนั้นค่อนข้างแปลก เพราะผู้ซื้อประกันมักมีข้อมูลมากกว่าบริษัทประกัน (รู้สถานะตนเองดีกว่า) นั้นทำให้เกิดการคาดคะเนจากอีกฝ่ายนึง และยิ่งไปกว่านั้น เวลาคนทำประกันแล้วก็มักจะทำอะไรที่มีความเสี่ยงมากขึ้นไปอีก ทางเลิกของบริษัทประกันจึงเป็นการช่วยให้ลูกค้ามีความเสี่ยงน้อยลง เช่น การให้ความรู้ หรือซื้ออุปกรณ์บางอย่างให้คุณ
  • บริษัทต่างๆ บางทีจะให้ประกันสุขภาพมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำไมถึงไม่ให้เป็นเงินสดแล้วให้ลูกจ้างไปจ่ายเอง?? นั่นเป็นเพราะผลประโยชน์นี้จะไม่โดนหักภาษี และยังช่วยให้ลูกจ้างมีประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้นด้วย
  • เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับคนที่มีข้อมูลมากกว่าคุณ คุณมี 2 ทางเลือกในการลดความเสียเปรียบ
    • ออกแบบกลไกที่จะสามารถดึงพฤติกรรมที่เหมาะสมออกมา หรือ...
    • ออกแบบกลไกที่จะดึงตัวข้อมูลออกมาเลย
  • ในนิยายเรื่อง Typhoon เหล่ากลาสีต่างเก็บเงินไว้ในกล่องสมบัติของตน แต่เรือได้เผชิญกับพายุ ทำให้กล่องเปิดออกและเงินก็ปนกันหมด กลาสีแต่ละคนรู้ว่าตนเองมีเงินเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นๆมีเท่าไหร่ ปัญหาของกัปตันก็คือจะแบ่งเงินคืนกลาสีแต่ละคนให้ถูกต้องได้ยังไง??
    • วิธีแก้ปัญหานี้แบบง่ายๆก็คือ ให้กัปตันประกาศล่วงหน้าว่า ให้แต่ละคนเขียนจำนวนเงินของตนเองลงประดาษแล้วส่งมาให้กับตัน ถ้าจำนวนเงินของทุกคนรวมกันแล้วไม่ได้เท่ากับจำนวนเงินที่กับตันนับไว้ เค้าจะโยนเงินทิ้งลงทะเลให้หมด
    • นิทานเรื่องนี้สอนว่า แม้คนตัดสินใจจะไม่รู้ข้อมูลทั้งหมด แต่ก็สามารถออกแบบกลไกลที่ทำให้รู้ข้อมูลที่แท้จริงได้
  • จะดูหนังเรื่องอะไรดี?
    • ถ้าคุณกับแฟนอยากดูหนังคนละเรื่องกัน จะเลอกไปดูเรื่องไหนดี หากมีการตกลงกันว่าคนที่มีความอยากดูหนังมากกว่า (บอกในรูปของเงิน) จะสามารถเลือกหนังที่จะดูได้
    • ปัญหาก็คือ ต่างคนต่างสามารถโกหกความอยากดูของตนเองได้อยู่แล้ว เราจะแก้ปัญหายังไง??
    • วิธีแก้คือ ให้แต่ละคนเขียนปริมาณความอยากดูในรูปของตัวเงินลงในกระดาษ แล้วตกลงว่า ใครเขียนมากกว่าจะได้เป็นคนเลือกหนัง แต่จะต้องจ่ายเงิน (บริจาค) ให้อีกฝ่ายนึงเท่ากับจำนวนเงินที่คนแพ้เขียนด้วย

ตอนที่ 4 : หลักของความไม่แตกต่างกัน

  • สมมติว่าเราไปงานแฟร์ในวันที่ฝนตก คนที่มางานจึงน้อยลง นั่นเป็นเพราะปริมาณคนจะปรับตัวไปยังที่อื่น ที่มีความน่าสนใจ (หรือความสนุก) เท่าเทียมกัน การที่ฝนตก ไม่ได้ทำให้งานแฟร์สนุกน้อยลง (ชดเชยด้วยการที่คนอึดอัดน้อยลง) ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า หลักของความไม่แตกต่างกัน
  • แต่หลักการนี้จะใช้ไม่ได้กับ คนที่ครอบครองทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัด เช่น คนที่ครอบครองทรัพยากรที่มีน้อย คนที่มีรสนิยมไม่เหมือนคนอื่น หรือคนที่มีความสามารถพิเศษ (รสนิยมไม่เหมือนคนอื่นก็คือทรัพยากรที่จำกัด)
  • แต่ละอาชีพ จริงๆแล้วจะต้องมีความน่าสนใจเท่าเทียมกัน เพราะถ้าอาชีพไหนน่าสนใจมากกว่า คนก็จะแห่ไปทำอาชีพนั้นหมด ส่งผลให้ผลตอบแทนของอาชีพนั้นลดลงจนความน่าสนใจเท่าเทียมกัน ( ยกเว้นว่าอาชีพนั้นต้องมีความสามารถพิเศษ ซึ่งก็คือ ทรัพยากรที่มีจำกัด)

ตัวอย่าง

  • เมือง Springfield มีสวนสาธารณะที่สวยงาม ผู้คนมาทำกิจกรรมกันมากมาย สวนมีขนาดใหญ่มาก และคนไม่แน่นนัก ต่อมาคนในเมืองก็อยากได้ความหลากหลายบ้าง ทางสภาเมืองจึงมีความคิดที่จะทำอควาเรียมซึ่งจะสร้างจากภาษีประชาชน และจะเปิดให้ใช้ฟรี มันสวยงามมาก เต็มไปด้วยความสนุกสนาน แต่ข้อเสียคือมันคนแน่นมาก
  • สมมติว่าคนในเมืองนี้มีนิสัยคล้ายคลึงกัน วันหนึ่ง Homer Simpson ได้บอกคนในครอบครัวว่าน่าจะไปเที่ยวอควาเรียมแทนการไปปิกนิคที่สวนสาธารณะ แต่ Bart ลูกชายของเค้าก็เตือนว่า ถ้าไปอควาเรียมก็ต้องรอคิวนานมาก
  • หลังจากนั้นก็ตกลงกันได้ว่า จะขับรถแวะไปดูแถวที่อควาเรียมก่อน ถ้าแถวยาวเกิน 45 นาทีก็จะไปสวนสาธารณะแทน
  • แต่คนอื่นๆในเมืองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ทำให้แถวไม่เคยสั้นไปกว่า 45 นาทีเลย
  • วันหนึ่ง ฝนตก ทำให้ไปสวนสาธารณะไม่สะดวก ทางครอบครัว Simpson จึงตกลงว่าจะรอแถวอคาเรียมได้นานถึง 90 นาที แต่เค้สก็พบว่า แถวในวันนั้นมันก็ยาว 90 นาทีเช่นกัน
  • การที่มีอควาเรียมไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในเมืองดีขึ้น เพราะการที่จะต้องรอ 45 นาทีที่อควาเรียม มันก็เหลือความสนุกเท่ากัยการได้ไปสวนสาธารณะอันเก่านั่นเอง
  • ครอบครัว Simpson ไม่ได้รับผลประโยชน์จาก อควาเรียมเพราะเขาไม่ได้ครอบครองทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัด ทรัพยากรที่มีจำกัดในที่นี้ก็คือตัวอควาเรียมเอง ซึ่งมันเป็นของทุกคนในเมือง ซึ่งการเป็นของทุกคน แปลว่า มันไม่ได้เป็นของใครเลย ดังนั้น มันจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับใครเลย!

สรุปหลักเกณฑ์ได้ 3 ข้อว่า

  • เมื่อมีกิจกรรมบางอย่างน่าสนใจกว่าอีกอัน คนจะเปลี่ยนไปทำกิจกรรมที่น่าสนใจกว่าจนกระทั่งท้ายที่สุดความน่าสนใจจะเท่า กัน
  • ทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัดเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์
  • ถ้าไม่มีใครเป็นเจ้าของทรัพยากรที่จำกัดอันนั้นเลย แสดงว่าก็จะไม่มีผลประโยชน์ด้วย

ปัญหาอยู่ที่ เราจะให้ทุกคนเป็นเจ้าของเท่าเทียมกัน แต่ไม่มีใครได้ประโยชน์เลย หรือว่าจะยอมให้มีคนเป็นเจ้าของทรัพยากรแล้วเค้าได้ประโยชน์ไปคนเดียวดี??

ตอนที่ 5 : เกมคอมพิวเตอร์แห่งชีวิต

  • มีแนวความคิดว่าถ้าอยากให้เด็กสมัยนี้เรียนรู้อะไร ก็ให้ใส่ไว้ในเกมคอมพิวเตอร์ บางทีเราอาจให้เด็กเล่นจำลองการทำธุรกิจหรือการเล่นหุ้นก็ได้
  • แต่ที่น่าคิดก็คือ เราวัดความสำเร็จของเกมแห่งชีวิตยังไง บางทีความสำเร็จในชีวิตอาจไม่ได้วัดเปรียบเทียบกับความสำเร็จของคนอื่น ไม่ได้มองแต่เรื่องของสิ่งที่เราครอบครอง หรือตัวเงิน แต่เป็นการวัดความพึงพอใจและความสุขของคุณเองต่างหาก บางทีชีวิตมันเป็นเรื่องของการบริโภค และการพักผ่อน มากกว่าการสะสมและการทำงานหนัก
  • ถ้าสมมติให้เด็กนักเรียนในห้อง A ทำธุรกิจอย่างหนึ่ง ส่วนห้อง B ทำอีกอย่าง ต่อมาก็ลดเรื่องกำแพงการค้าออก และให้ทั้งสองห้องทำการเลือกเปลี่ยนสินค้าและบริการกันได้
    • เด็กๆจะได้เรียนรู้ว่า การค้าระหว่างประเทศทำให้เกิดโอกาส
    • นอกจากนี้ การค้าขายนั้นมีประโยชน์ไม่ใช่เพราะการส่งออก แต่เป็นการนำเข้าต่างหาก
    • คุณไม่มีความสุขที่จะทำสินค้าให้อีกห้องหรอก แต่คุณมีความสุขเมื่อได้บริโถคสินค้าจากอีกห้องมากกว่า

Related posts:

  1. หนังสือดีๆ ที่อยากแนะนำ Introducing Economics : A Graphic Guide
  2. สรุปเศรษฐศาสตร์มหภาค Macroeconomics Summary ภาค2
  3. Price Elasiticity of Demand ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
  4. Demand and Supply อุปสงค์และอุปทาน
  5. Marginal Utility อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม
Comments (10) Trackbacks (0)
  1. ขอบคุณมากเลยคุณศิระ อ่านแล้วมีประโยชน์มากถึงมากที่สุด
    (จะขอเข้ามาอ่านเรื่อยๆจริงๆนะครับ)
    เล่มนี้ทำให้นึกถึง
    The Logic of Life ของ Tim Harford เลย
    ตัวอย่าง Simpson ตลกดี เมื่อคิดภาพตัวละครไปด้วย555
    และตัวอย่างสุดท้าย เด็กห้องA และห้องB
    ถ้าสามารถทำให้มีความสุขทั้งการทำสินค้า และการบริโภคสินค้า
    จากอีกห้องด้วย
    ผมว่ามันน่าจะยอดเยี่ยมที่สุดเลยนะครับ

  2. เห็นด้วยอย่างยิ่งครับเรื่องการทำให้มีความสุขทั้งการทำสินค้า และการบริโภคสินค้า

    ป.ล. ดีใจที่คุณนนท์ชอบนะ ไว้เดี๋ยวผมจะคอยอัปเดทเรื่อยๆ นะครับ ^^

  3. น่าสนใจมากไว้หามาอ่านบ้างดีกว่า วิธีแก้ปัญหาของกัปตันเรือนี่เหนือชั้นขั้นเทพจิงๆครับ

  4. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ

  5. หวัดดีครับพี่ พอดีผมอยากได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทฤษฎีเรื่องของdemand sides ครับไม่รู้ว่าผมพอจะไปศึกาได้จากตำราภาษาไทยเล่มไหนดีครับ

  6. ตอบคุณ อั้มTU พอดีผมไม่ได้เรียนตำราภาษไทยเลยแนะนำไม่ถูกว่าเล่มไหนดีเหมือนกันครับ ขอโทษด้วยครับ

    แต่ถ้าเป็นหนังสืออ่านแล้วที่ทำให้เห็นภาพของเศรษฐศาสตร์ได้ดี ก็มีหนังสือชื่อว่า นักสืบเศรษฐศาสตร์ (Undercover Economist) เขียนโดย Tim Harford

    และก็หนังสือหลายๆ เล่มของคุณ นายนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (dekisugi.net)

  7. ชอบๆ ขอบคุณสำหรับบทสรุปดีๆ

  8. ได้แนวคิดบางอย่างเพิ่มเติม ขอบคุณครับ
    ไม่ทราบว่า คุณศิระ เล่น facebook ด้วยมั้ย ^^

  9. เล่นครับ http://www.facebook.com/siraekabut

    ตอน add บอกด้วยว่ามาจาก Blog ผมนะครับ

  10. อัปเดท part2 ต่อหรือยังคะ??


Leave a comment


No trackbacks yet.