เวลาบริษัททำธุรกิจแล้วต้องการจะเพิ่มกำไร บริษัทควรจะขึ้นราคาหรือลดราคา ควรผลิตให้มากขึ้นหรือน้อยลง คำตอบของคำถามเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับตลาดที่บริษัทนั้นๆดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น

เมื่อสินค้ามีความขาดแคลน ( Demand > Supply ) ราคาของสินค้าก็จะสูงขึ้น ซึ่งจะดึงดูดให้ผู้ผลิตทำการผลิตมากขึ้น และผู้บริโภคก็จะอยากซื้อของน้อยลง จนในที่สุดภาวะขาดแคลนก็จะหายไป

เมื่อสินค้านั้นล้นตลาด (Supply > Demand) ราคาของสินค้าก็จะลดลง ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตทำการผลิตน้อยลง ส่วนผู้บริโภคก็จะอยากซื้อของมากขึ้น จนในที่สุดภาวะล้นตลาดก็จะหายไป

ซึ่งราคาสุดท้ายที่ทำให้เกิดสมดุลระหว่าง Demand และ Supply เราก็จะเรียกว่า Equilibrium Price นั่นเอง

เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Demand ให้ลึกซึ้งมากขึ้นกันครับ

Demand (อุปสงค์)

กฎที่สำคัญก็คือ “เมื่อราคาของสินค้าสูงขึ้น ปริมาณความต้องการสินค้า (และสามารถจ่ายได้จริง) ก็จะลดลง” ซึ่งเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ

  • income effect ผู้คนจะรู้สึกว่าตนเองจนลง เนื่องจากอำนาจการซื้อจะลดลง เพราะมีรายได้เท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยชิ้นลง 
  • substitution effect ผู้คนจะเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนอย่างอื่น เพราะของอย่างอื่นถูกกว่า

ราคาไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ Demand เปลี่ยนไป แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกดังนี้

  • รสนิยม = หากของเป็นที่น่าปรารถนามาก ก็จะมี demand มาก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการโฆษณา แฟชั่น เรื่องของการใส่ใจสุขภาพ เป็นต้น
  • จำนวนและราคาของสินค้าทดแทน = หากสินค้าทดแทนมีราคาสูง demand ของสินค้าตัวที่พิจารณาอยู่นี้ก็จะมาก
  • จำนวนและราคาของสินค้าสินค้าที่ใช้ประกอบกัน = หากราคาของสินค้าที่ใช้ประกอบกัน (complementary good) เช่น รถยนต์และ น้ำมัน มีราคาสูง demand ของสินค้าตัวที่พิจารณาอยู่นี้ก็จะน้อย
  • รายได้ = หากผู้คนมีรายได้สูง demand ของสินค้าก็จะสูง (ในกรณีที่เป็นสินค้าปกติ) แต่ในทางกลับกัน demand ของสินค้าจะต่ำลงในสินค้าประเภท inferior goods เช่น ของถูกๆอย่าง มาม่า
  • การกระจายของรายได้ = ถ้าหากมีการกระจายมาทางคนรวยมาก สินค้าหรูหราก็จะมี demand สูง ทำให้คนจนจะยิ่งจนหนักทำให้ inferior goods มี demand สูงเช่นกัน
  • ความคาดหวังของราคาในอนาคต = ถ้าคนคิดว่าของจะราคาขึ้นในอนาคต demand ปัจจุบันก็จะสูง

ข้อควรระวัง!!

  • เมื่อราคาเปลี่ยนไป ==> จะมีการเลื่อนภายในเส้นกราฟ demand (Movement along curve) เราจะเรียกว่า ปริมาณความต้องการสินค้าเปลี่ยนไป ( Change in the Quantity Demanded )
  • แต่ถ้าหากปัจจัยอื่นๆ นอกจากราคาเปลี่ยนไป ==> จะเกิดการย้ายกราฟ demand ทั้งกราฟเลย ( Demand Shift) เราจะเรียกว่า ความต้องการสินค้าเปลี่ยนไป ( Change in Demand ) เช่น ถ้าผู้คนมีรายได้มากขึ้น Demand จะเลื่อนไปทางขวาทั้งเส้นเลย

Supply (อุปทาน)

กฎที่สำคัญก็คือ “เมื่อราคาของสินค้าสูงขึ้น ปริมาณความต้องการผลิตสินค้าก็จะสูงขึ้น” นั่นเป็นเพราะว่าบริษัทจะได้กำไรมากขึ้นด้วยนั่นเอง

ราคาไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ Supply เปลี่ยนไป แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกดังนี้

  • ต้นทุนการผลิต = เมื่อต้นทุนสูงขึ้น กำไรก็จะลดลง บริษัทก็จะทำการผลิตน้อยลง สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนเปลี่ยนไปมีดังนี้
    • ราคาต้นทุนสินค้าเปลี่ยนไป, เทคโนโลยีเปลี่ยน, การเปลี่ยนแปลงทางองค์กร, นโยบายของภาครัฐ
  • ความสามารถในการทำกำไรของสินค้าทดแทน = หากสินค้าทดแทนสามารถทำกำไรได้มาก ผู้ผลิตก็จะเปลี่ยนไปทำสินค้าทดแทนมากขึ้น ทำให้ Supply ลดลง
  • ความสามารถในการทำกำไรของสินค้าอุปทานร่วม = เวลาเราผลิตสินค้าบางอย่าง ก็อาจจะต้องมีการผลิตสินค้าอีกอย่างออกมาพร้อมกันด้วย เราเรียกว่า สินค้าอุปทานร่วม (joint supply) และถ้าหากมันมีกำไรมาก Supply ของสินค้าตัวที่พิจารณานี้ก็จะมากด้วย
  • เหตุการณ์ไม่คาดฝัน = เวลาเกิดภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็จะส่งผลต่อ supply เช่นกัน
  • การคาดการราคาสินค้าในอนาคต = หากคาดว่าในอนาคตสินค้าจะมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิจก็จะ supply น้อยลงในปัจจุบัน (เอาไว้รอขายตอนราคาสูง)
  • จำนวนของผู้ผลิต = หากมีผู้ผลิตเข้ามาในตลาดมาก supply ก็จะเยอะ

ข้อ ควรระวัง!!

  • เมื่อราคาเปลี่ยนไป ==> จะมีการเลื่อนภายในเส้นกราฟ Supply (Movement along curve) เราจะเรียกว่า ปริมาณความต้องการผลิตสินค้าเปลี่ยนไป ( Change in the Quantity Supplied )
  • แต่ถ้าหากปัจจัยอื่นๆ นอกจากราคาเปลี่ยนไป ==> จะเกิดการย้ายกราฟ Supply ทั้งกราฟเลย ( Supply Shift) เราจะเรียกว่า ความต้องการผลิตสินค้าเปลี่ยนไป ( Change in Supply ) เช่น เมื่อต้นทุนในการผลิตลดลงเนื่องจากเทคโนโลยีดีขึ้น Supply curve ก็จะเบื่อนไปทางขวา

เมื่อเราเข้าใจกราฟทั้งสองอันแล้ว เราก็สามารถนำมันมารวมกันเพื่อหาจุดที่ทำให้เกิดภาวะสมดุลได้

  • ในรูป จุดE เป็นจุดที่เป็นภาวะสมดุลของตลาดจะเกิดขึ้นที่จุดตัดระหว่างกราฟ Demand และ Supply (สมดุลที่ราคา P2 ปริมาณ Q2)
  • ถ้าหากผู้ขายตั้งราคาไว้ที่ระดับ P1 จะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลน (Shortage) เนื่องจากที่ P1  Supply = Q1 ในขณะที่ Demand = Q3 ( Q demand > Q supply ) ภาวะขาดแคลนนี้เองจะส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่จุด E ในที่สุด
  • ในทางกลับกันหากผู้ขายตั้งราคาไว้ที่ P3 จะเกิดภาวะสินค้าล้นตลาด เนื่องจากที่ P3  Supply = Q3 ในขณะที่ Demand = Q1 ซึ่งพบว่า Q demand <Q supply ภาวะสินค้าล้นตลาดนี้เองจะส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงไปอยู่ที่จุด E ในที่สุด

แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดการเลื่อนกราฟไม่ว่าจะกราฟ Demand หรือ Supply จุดสมดุลก็จะเปลี่ยนตำแหน่งไป ดูได้จากรูปประกอบครับ

เมื่อเวลาที่ 1 ที่กราฟ D1 ตัดกับ S จุดสมดุล อยู่ที่ E1

เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏว่าเกิด Demand shift ขึ้น เช่น Trend ใหม่มาแรง หรือไม่ก็ ผู้คนมีรายได้มากขึ้น จากที่เคยเรียนรู้มาแล้วว่าจะทำให้เส้น Demand เลื่อนไปด้านขวา ก่อให้เกิดเส้น D2 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็จะทำให้เกิดสมดุลจุดใหม่ คือนตุด E2 ไปด้วยเช่นกัน ที่จุดสมดุลใหม่พบว่า สินค้าจะขายได้เยอะขึ้น และได้ราคาสูงขึ้นด้วย

และยังมีเหตุการณ์อื่นๆอีกมากมาย ลองดูกราฟเล่นๆกันได้ครับ

บางทีก็อาจจะเกิดการเลื่อนทั้งกราฟ Demand และ Supply เลยก็ได้ครับ

ขอบคุณรูปจาก http://www.flatworldknowledge.com/pub/1.0/principles-microeconomics/28267

ตอนต่อไปเราจะมาพูดถึงเรื่องของ Price Elasticity ซึ่งจะบอกได้ว่าการตอบสนองของผู้คนเมื่อราคาเปลี่ยนไปจะเป็นยังไง มากน้อยแค่ไหนครับ

Tagged on:                 

Comments

  1. ปอมจ้า says:

    ข้อมูลละเอียดพอสมควรเลยค่ะ ใช้ได้ขอบคุณน่ะคะ

  2. Sira Ekabut says:

    ขอบคุณครับ

  3. แทน says:

    มีประโยชร์มากครับ ขอบคุณครับ

  4. ตัวน้อย says:

    ขอบคุณมากนะคะ

  5. tatha says:

    thank you

  6. man says:

    น่าสนใจมากครับ แนะนำเขียนลงใน wikipedia ครับ

  7. lijuan says:

    thanks a lot laey ka…