ผมเป็นคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ผมถูกปลูกฝังมาว่า ชายไทยควรจะบวชทดแทนคุณพ่อแม่ ผมเลยคิดว่าผมจะต้องบวชสักครั้งในชีวิตครับ และหลังจากสึกออกมาแล้ว ผมก็พบว่ามันมีประโยชน์มากจริงๆ และมันได้เปลี่ยนความคิดของผมในการดำเนินชีวิตไปมากพอสมควรเลยครับ (นี่เองที่โบราณเค้าแนะนำให้บวชซักครั้ง มันดีจริงๆ)

เมื่อปลายปีที่แล้ว ( พ.ศ. 2552 ) ผมได้มีโอกาส “บรรพชาอุปสมบท” เป็นพระเป็นเวลาสิบกว่าวัน (บรรพชา=บวชเณร, อุปสมบท=บวชพระ ปกติจะต้องบวชเณรก่อนบวชพระ จึงเรียกรวมกันแบบนี้เลย ถ้าไม่เคยบวชเณรมาก่อน)

ถึงแม้ว่าผมจะบวชเป็นระยะเวลาไม่นาน แต่ผมก็ความความตั้งใจเต็มที่ในการศึกษาพระธรรมครับ

ก่อนอื่นเลย สิ่งที่จะต้องทำสิ่งแรกก็คือการเตรียมตังเพื่อสอบขานนาคครับ ( ก็เหมือนกับการสอบเข้าเป็นพระ โดยการที่จะต้องท่องสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะคำขออุปสมบทให้ได้ก่อน )

การบวชมีอยู่ 2 แนวนั่นคือการบวชแบบ อุกาสะ ( มหานิกาย แบบเดิมที่ท่านใช้มาแต่โบราณ ) และ บวชแบบเอสาหัง (ธรรมยุติ ย่อขั้นตอน) ของผมเป็นแบบหลังครับ ซึ่งจะง่ายกว่าแบบแรก

การบวชแบบเอสาหัง

 

รับผ้าไตรอุ้มประนมมือแล้วเดินเข้าไปในที่ประชุมสงฆ์ในพิธี (สังฆนิบาต) แล้ววางผ้าไตรไว้ข้างตัวด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายพระอุปัชฌาย์ กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง แล้วอุ้มผ้าไตรประนมมือยืนขึ้นเปล่งวาจาขอบรรพชาว่า

เอสาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง

ทุติยัมปาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง

ตะติยัมปาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
*ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง

อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ

*หมายเหตุ ถ้าบวชเป็นสามเณรให้ละคำว่า ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง ออก

พระอุปัชฌาย์รับเอาผ้าไตรจากผู้บวชวางไว้ตรงหน้าตัก ให้โอวาทและบอก ตะจะปัญจะกะ กัมมัฏฐาน แล้วให้ว่าตามไปทีละบท โดยอนุโลม (ไปข้างหน้า) และปฏิโลม (ทวนกลับ) ดังนี้
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม)
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา (ปฏิโลม)
พระอุปัชฌาย์ชักอังสะออกจากไตรมาสวมให้ผู้บวช แล้วสั่งให้ออกไปครองผ้าครบไตรจีวรตามระเบียบ ครั้นเสร็จแล้วเข้าไปหาพระอาจารย์ รับเครื่องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าเปล่งวาจาขอสรณะและศีลดังนี้

อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ

(พระอาจารย์กล่าวคำนมัสการให้ผู้บรรพชาว่าตามดังนี้)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

พระอุปัชฌาย์จะกล่าวว่า เอวัง วะเทหิ หรือ ยะมะหัง วะทามิ ตัง วะเทหิ
ให้รับว่า อามะ ภันเต แล้วท่านจะว่านำสรณคมน์ก็ให้ว่าตามดังนี้

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

พอจบแล้วทางพระอุปัชฌาย์จะบอกว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง ก็ให้รับว่า อามะ ภันเต ต่อจากนั้นก็สมาทานสิกขาบท ๑๐ ประการโดยว่าตามท่านไปเรื่อยๆ ดังนี้

ปาณาติปาตา เวรมณี
อทินนาทานา เวรมณี
อะพรหมจริยา เวรมณี
มุสาวาทา เวรมณี
สุราเมรยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี
วิกาละโภชนา เวรมณี
นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสนา เวรมณี
มาลาคันธะวิเลปะนะธารณะมัณฑนะวิภูสะนัฏฐานา เวรมณี
อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวรมณี
ชาตะรูปะ ระชะตะ ปฏิคคหณา เวรมณี

(และกล่าว ๓ ครั้งว่า)
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สมาทิยามิ (เสร็จแล้วรับบาตรอุ้มเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ในที่ประชุมสงฆ์ วางไว้ข้างตัวด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าประนมมือกล่าวดังนี้)
อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ (ตรงนี้ว่า ๓ ครั้ง)

พระอุปัชฌาย์จะกล่าวว่า โอปายิกัง ปะฏิรูปัง ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ ให้รับว่า สาธุ ภันเต ทุกครั้งไป

อัชชะตัคเคทานิ เถโร มัยหัง ภาโร อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร (กล่าวตรงนี้ ๓ ครั้ง เสร็จแล้วกราบลง ๓ ครั้ง)

พระอาจาย์จะเอาสายคล้องตัวผู้บวช บอกบาตรและจีวรก็ให้ผู้บวชรับว่า อามะ ภันเต ๔ ครั้งดังนี้
อะยันเต ปัตโต     (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง สังฆาฏิ     (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง อุตตะราสังโค     (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง อันตะระวาสะโก     (รับว่า) อามะ ภันเต
จากนั้นพระอาจารย์ท่านจะบอกให้ออกไปข้างนอกว่า คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ ผู้บวชก็ถอยออกไปยืนอยู่ในที่ที่กำหนดไว้ (ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณทางเข้าโบสถ์) ต่อจากนี้พระอาจารย์จะสวดถามอันตรายิกธรรม ให้รับ นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง และต่อด้วย อามะ ภันเต อีก ๘ ครั้งดังต่อไปนี้

พระจะถามว่า     ผู้บวชกล่าวรับว่า
กุฏฐัง     นัตถิ ภันเต
คัณโฑ     นัตถิ ภันเต
กิลาโส     นัตถิ ภันเต
โสโส     นัตถิ ภันเต
อะปะมาโร     นัตถิ ภันเต
มะนุสโสสิ๊     อามะ ภันเต
ปุริโสสิ๊     อามะ ภันเต
ภุชิสโสสิ๊     อามะ ภันเต
อะนะโณสิ๊     อามะ ภันเต
นะสิ๊ ราชะภะโฏ     อามะ ภันเต
อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ     อามะ ภันเต
ปะริปุณณะวีสะติวัสโสสิ๊     อามะ ภันเต
ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง     อามะ ภันเต
กินนาโมสิ     อะหัง ภันเต …*(ชื่อพระใหม่) นามะ
โก นามะ เต อุปัชฌาโย     อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสสะมา… *(ชื่อพระอุปัชฌาย์) นามะ
*หมายเหตุ ผู้บวชจะต้องทราบชื่อทางพระที่พระตั้งให้ใหม่ก่อนวันบวชและต้องจำชื่อพระอุปัชฌาย์ให้ได้ด้วย

เสร็จแล้วกลับเข้ามาข้างในที่ประชุมสงฆ์ กราบลงตรงหน้าพระอุปัชฌาย์ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าประนมมือเปล่งวาจาขออุปสมบทดังนี้

สังฆัมภันเต อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ

ถ้ากล่าวพร้อมกันให้เปลี่ยนคำว่า ยาจามิ เป็น ยาจามะ และเปลี่ยน มัง เป็น โน
ต่อมาพระอาจารย์สวดสมมติตนถามอันตรายิกธรรม ผู้บวชก็รับว่า นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง และ อามะ ภันเต ๘ ครั้ง บอกชื่อพระใหม่ของตัวเอง และชื่อพระอุปัชฌาย์แบบที่ผ่านมาอย่างละหนึ่งครั้ง เสร็จแล้วก็นั่งฟังพระสวดกรรมวาจาอุปสมบทไปจนจบ พอจบแล้วท่านก็จะเอาบาตรออกจากตัว ให้กราบลง ๓ ครั้ง นั่งพับเพียบฟังพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์ไปจนจบ แล้วก็กล่าวรับว่า อามะ ภันเต เสร็จพิธีก็กราบ ๓ ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยทานก็ให้รับไทยทานถวายพระอันดับ เวลากรวดน้ำก็ให้ตั้งใจรำลึกถึงผู้มีพระคุณอุทิศส่วนกุศลแด่ท่าน ขั้นตอนต่อไปก็นั่งฟังพระท่านอนุโมทนาต่อไปจนจบเป็นอันเสร็จพิธี

(เอามาจาก http://www.jariyatam.com/th/ordination )

บอกตามตรงครับ ตอนเห็นสิ่งที่ต้องท่องเป็นครั้งแรก ผมถึงกับอึ้ง เพราะเกิดมา จนเรียนจบโทไม่เคยท่องอะไรยาวแบบนี้มาก่อนเลยครับ !!

แต่พอมาตั้งใจดูอีกที ผมพบว่า หลายส่วนมันมี pattern อยู่พอสมควร ถ้าหากเราเข้าใจ pattern แล้ว การจำจะลดลงไปมากครับ (แต่ก็ยังเยอะอยู่ดี) สิ่งที่เหลือก็คือความพยายามแล้วล่ะครับ

Tips การท่อง

  • ค้นหา Pattern
  • ผมทำการเตรียมตัวเป็นเวลาสิบกว่าวันได้ ท่องทุกคืนก่อนนอน ท่องให้จำได้ทีละบล๊อก
  • พร้อมกับหา mp3 ที่มีคนท่องให้ฟังมาใส่หูฟังด้วยครับ ( โหลด Mp3 คำขานนาคแบบเอสาหังได้ที่นี่ – อยู่ล่างๆของเว็บนะครับ )

จนในที่สุดผมก็จำได้ครับ !! ( ดีใจโคตรๆ ครับ) ก่อนถึงวันบวชก็ไปซ้อมท่องกับพระจริงๆแก้ประหม่า จากนั้นพอถึงวันบวชจริง มันตื่นเต้นกว่าที่คิดครับ เกือบพลาด ดีที่พระท่านช่วยกระซิบบอกให้นิดหน่อย และในที่สุดผมก็ได้บวชเป็นพระครับ วันนั้นผมเห็นญาติๆ ผู้ใหญ่ของผมมีสีหน้าที่มีความสุขมาก ผมคิดในใจว่า “นี่เองกุศลของการบวชเริ่มขึ้นแล้วครับ”

เอาล่ะครับตอนต่อไปจะเป็นช่วงที่อยู่ในวัดแล้วครับ ติดตามกันด้วยนะครับ

ช่วยกันเผยแพร่สิ่งที่ดีๆนะครับ

Tagged on:     

Comments

  1. Gamme says:

    อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

  2. ศักดิ์ says:

    รบกวนถามหน่อยครับ ไม่เข้าใจขั้นตอนนี้ว่าจะต้องทำยังไง

    —-พระอุปัชฌาย์รับเอาผ้าไตรจากผู้บวชวางไว้ตรงหน้าตัก ให้โอวาทและบอก ตะจะปัญจะกะ กัมมัฏฐาน แล้วให้ว่าตามไปทีละบท โดยอนุโลม (ไปข้างหน้า) และปฏิโลม (ทวนกลับ) ดังนี้
    เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม)
    ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา (ปฏิโลม)—–

    ขอบคุณครับ

  3. Sira Ekabut says:

    ตรงนั้นแค่พูดคำว่า “เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ”
    จากนั้นก็พูดย้อนกลับ เป็นคำว่า “ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา” เท่านั้นเองครับ
    จุุดประสงค์คือให้พิจารณาสิ่งต่างๆเหล่านั้นบนร่างกายเราว่า จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งสกปรกและก็ไม่แน่นอนครับ อย่าไปยึดติดครับ

    เกสา = ผม
    โลมา = ขน
    นะขา = เล็บ
    ทันตา = ฟัน
    ตะโจ = หนัง

  4. เรืองยศ says:

    ผมจะบวชเดือนหน้าครับ