การเรียนรู้

คนแต่ละคนนั้นก็จะมีประสบการณ์ การรับรู้ และพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเค้าเอง แต่การที่เค้ามาอยู่องค์กรใหม่นั้น คนคนนั้นอาจจะต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือจำเป็นต้องให้มีพฤติกรรมใหม่ๆ ที่เหมาะสม ดังนั้นเราควรจะต้องทำความเข้าใจหลักการของการเรียนรู้ไว้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการปัญหาเหล่านี้

การเรียนรู้ (ในความหมายของ OB) = การเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งมีผลมาจากประสบการณ์

องค์ประกอบของการเรียนรู้มีดังนี้

1. สถานการณ์ 2. พฤติกรรมที่มีต่อสถานการณ์ 3. ผลลัพธ์ของพฤติกรรมนั้น

  • ถ้าพฤติกรรมนั้นส่งผลไปให้มีผลลัพธ์ที่เป็นบวก จะส่งผลให้มีการทำพฤติกรรมนั้นมากขึ้น => Positive reinforcement
  • ถ้าพฤติกรรมนั้นส่งผลให้ผลลัพธ์ที่เป็นลบหายไป จะส่งผลให้มีการทำพฤติกรรมนั้นมากขึ้น => Negative reinforcement
  • ถ้าพฤติกรรมนั้นส่งผลไปให้มีผลลัพธ์ที่เป็นลบ จะส่งผลให้มีการทำพฤติกรรมนั้นน้อยลง => Punishment (ลงโทษ)
  • ถ้าพฤติกรรมนั้นส่งผลให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกหายไป จะส่งผลให้มีการทำพฤติกรรมนั้นน้อยลง => Extinction

การกำหนดเวลาการให้ผลลัพธ์

ให้การเสริมแรงทุกครั้งหลังจากมีพฤติกรรม (Continuous reinforcement) ทำให้เปลี่ยนพฤติกรรมได้ดี เพราะคนทำจะเข้าใจง่ายว่าทำแบบนี้แล้วได้ผลลัพธ์ยังไง อย่างไรก็ตามเป้นวิธีที่ปฏิบัติได้ค่อนข้างยาก ในทางปฏิบัติเราจึงใช้วิธีเสริมแรงเป็นพักๆแทน  (Intermittent reinforcement) ซึ่งมีหลายแบบดังนี้

  • Fixed Interval = ให้การเสริมแรงหลังจากพฤติกรรมเป็นช่วงเวลาที่แน่นอน
  • Variable Interval =ให้การเสริมแรงหลังจากพฤติกรรมเป็นช่วงเวลาแบบสุ่ม
  • Fixed Ratio = ให้การเสริมแรงหลังจากพฤติกรรมเป็นจำนวนครั้งที่แน่นอน
  • Variable Ratio = ให้การเสริมแรงหลังจากพฤติกรรมเป็นจำนวนครั้งแบบสุ่ม ==> เป็นแบบที่นิยมใช้ที่สุด

การรับรู้

ถ้าการรับรู้นั้นไม่ถูกต้องอาจจะทำให้การเรียนรู้ไม่ได้ผลก็เป็นได้ ดังนั้นเรามาทำคความเข้าใจกับการรับรู้กันเถอะครับ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ มีอยู่ 3 อันใหญ่ๆ คือ

1. ธรรมชาติของผู้รับรู้

ภาวะที่ทำให้การรับรู้เปลี่ยนไปชั่วคราวเช่น ดื่มเหล้า หรือ เพิ่งกินยามา อาจจะทำให้การรับรู้เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องของความคุ้นเคยที่มีต่ออีกฝ่าย (คุ้นเคยมากจะให้ความสนใจมาก) และ ความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่าย (ถ้าชอบ ก็จะมองทุกอย่างว่าดี) นอกจากนี้ภาวะอารมณ์ของผู้รับรู้ก็จะมีผลต่อการรับรู้ เช่น ถ้าเรารู้สึกมีความสุขหรือตื่นเต้นอยู่ เราก็จะมองว่าคนอื่นร่าเริงกว่าความเป็นจริง

2. ธรรมชาติของสถานการณ์

ผู้รับจะได้รับผลกระทบจากลักษณะที่ชัดเจนแจ่งแจ้งที่สุดของอีกฝ่าย เช่น เรามักจะสังเกตคนที่แจ่งตัวหรู ไม่ก็ซอมซ่อได้ แต่จะไม่ค่อยสนใจคนที่แต่งตัวธรรมดา เช่นเดียวกัน คนที่ทำผลงานได้ดีมาก กับแย่มาก ก็จะถูกจับตามากกว่าคนปกติ นอกจากนี้คนเรามักจะได้รับผลกระทบจากผลลัพธ์ของการปฏิสัมพันธ์กับอีกฝ่าย ถ้าผลลัพธ์ออกมาดี เราก็มักจะมองอีกฝ่ายในแง่บวก

3. ปัญหาที่ทำให้การรับรู้ผิดพลาดไป แบ่งได้เป็น 4 ประเภทคือ

  • Logical Error = ตัดสินคนจากลักษณะเพียง 2-3 อย่างของเขา เช่น ถ้าเราพบว่าเค้าเป็นคนฉลาด เราอาจคิดไปเองว่าเค้าเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ เชื่อถือได้ ขยันขันแข็ง
  • Halo Effect = ประเมินคนคนนั้นไปในทางที่ดีหรือแย่ในทุกสถานการณ์ เนื่องจากการมองคนนั้นว่าเป็นคน ดี หรือ แย่ โดยทั่วๆไป
  • Projecting = คิดเอาเองว่าคนอื่นมีความเชื่อและให้คุณค่าสิ่งต่างๆ เหมือนตัวเรา
  • Stereotyping = มองภาพรวมว่ากลุ่มเป็นอย่างนี้ แล้วคิดว่าคนในกลุ่มทุกคนก็ต้องเป็นไปด้วย

มาจากปัจจัยภายในและภายนอก ?

พฤติกรรมของคนเรามักจะถูกตีความว่ามาจากผลของปัจจัยภายใน (บุคลิกภาพ, ทัศนคติ, ความสามารถ) ไม่ก็ปัจจัยภายนอก (ทรัพยากรขององค์กร, โชค, ปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้) โดยเราจะพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ก่อนจะคิดว่ามันมาจากปัจจัยภายในหรือภายนอก

  • Consistency =ทำเหมือนเดิมในสถานการณ์เดิม ==>มาก = ปัจจัยภายใน, น้อย = ภายนอก
  • Consensus =ทุกคนทำเหมือนกันในสถานการณ์เดียวกัน ==>มาก = ปัจจัยภายนอก, น้อย = ภายใน
  • Distinctiveness = คนเดิมทำต่างกันในสถานการณ์ที่ต่างกัน ==>มาก = ปัจจัยภายนอก, น้อย = ภายใน

อย่างไรก็ตามคนเรามักจะคิดว่าพฤติกรรมของคนอื่นมาจากปัจจัยภายใน (Fundamental attribution error) และที่แย่กว่านั้นคือ เรามักจะคิดว่าความล้มเหลวของคนอื่นมาจากปัจจัยภายใน[คนอื่นมันห่วยเอง] แต่ความล้มเหลวของตนเองเป็นเพราะปัจจัยภายนอก [เราโชคร้าย] (Self-serving bias) เข้าข้างตัวเองสุดๆ…

Tagged on:             

Comments

  1. น้องนาย says:

    ขอบคุณมากมายค่ะ กำลังต้องการอะไรหลายๆ อย่าง หาเจอตั้งหลายอย่าง กำลังทำงานส่งอาจารย์พอดี ขอบคุณหลายๆ เด้อค่ะ