เวลาที่เราต้องการจะวิเคราะห์ทางเลือกต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นมากมายนั้น วิธีที่เป็นที่นิยมของนักบัญชีบริหารก็คือ Incremental Analysis ครับ โดยเราจะทำการระบุข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆ ที่เปลี่ยนไปเมื่อเปลี่ยนทางเลือกมาพิจารณาครับ

แต่การที่เราจะทำการวิเคราะห์ได้ถูกต้องนั้น เราต้องทำความเข้าใจ ศัพท์ 3 คำนี้ให้ทะลุปรุโปร่งซะก่อนครับ

  • Relevant Cost = ปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเปลี่ยนทางเลือก ซึ่งเราจะต้องนำมาพิจารณาด้วย
  • Opportunity Cost (ต้นทุนค่าเสียโอกาส) = ต้นทุนที่สูญเสียไปเมื่อเราเปลี่ยนทางเลือกไปเลือกทางเลือกอันใหม่ ซึ่งเราจะต้องนำมาพิจารณาด้วย
  • Sunk Cost = ต้นทุนที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ไม่มีทางเอากลับคืนหรือเปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้น เราจะไม่นำ Sunk Cost มาพิจารณาใน Incremental Analysis ครับ

ตัวอย่าง

เราเป็นบริษัทผลิตน้ำส้ม ซึ่งมีกำลังการผลิตเต็มกำลังอยู่ที่ 1,200 ขวด/เดือน แต่ปกติแล้วเราจะผลิตแค่เดือนละ 1000 ขวดเท่านั้น (เพราะคนซื้อมีประมาณนี้) โดยเรามี Fixed cost อยู่เดือนละที่ 10,000 บาท (หรือเฉลี่ย 10 บาทต่อหน่วย) และมีต้นทุนการผลิตผันแปรขวดละ 5 บาท โดยได้ตั้งราคาขายขวดละ 30 บาท

พอดีเดือนนี้พิเศาหน่อยตรงที่มีคนมาเสนอให้เราผลิตน้ำส้มให้ในราคาที่ถูกเป็นพิเศษ โดนเค้าสั่งซื้อในราคาขวดละ 10 บาท เป็นจำนวน 100 ขวด ถามว่าเราควรจะผลิตดีหรือไม่??

ถ้าเราคิดแบบผิวเผิน โดยนำต้นทุนคงที่ต่อหน่วย + ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย มาคำนวณต้นทุนน้ำส้มเราแล้ว จะได้ว่า ปัจจุบันน้ำส้มเรามีต้นทุน 10+5 = 15 บาท/หน่วย ทำให้เราอาจจะปฏิเสธข้อเสนอที่ขอซื้อที่ 10 บาท/หน่วยนี้ได้ ซึ่งอาจทำให้เราอดได้รายได้เพิ่มฟรีๆ

วิธีคิดแบบถูกต้องคือ

ถ้เราพิจารณาแล้วว่า เราสามารถผลิตให้ได้ในกำลังการผลิตที่ยังเหลืออยู่ (200ขวดเดือน) ต้นทุนที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้นจากปกติจะมีเพียงแค่ Variable Cost จำนวน 5บาท x 100ขวด = 500 บาท เท่านั้นเอง ในขณะที่เราจะได้รายได้ที่เพิ่มขึ้น = 10บาท x 100ขวด = 1000 บาท ซึ่งทำให้เราได้กำไรมากินฟรีๆ 1000-500 = 500 บาทต่อเดือนถ้าเรารับงานพิเศษนี้

ตัวอย่างที่ 2

ที่บริษัทมีเครื่องจักรที่ได้ซื้อมาในราคา 40,000 บาท และคาดว่าจะมีอายุอยู่ได้อีก 4 ปี โดยที่น่าจะขายต่อได้หลังจาก 4 ปีในราคา 1,000 บาท (ค่าเศษเหล็ก) โดยที่เครื่องจักรนี้สามารถผลิตสินค้าได้ที่ต้นทุนเท่ากับ 300,000 บาท/ปี

วันดีคืนดีมีคนมาเสนอเครื่องจักรรุ่นใหม่ให้เราซื้อ โดยมีราคา 200,000 บาท แต่จะสามารถช่วยให้ผลิตสินค้าได้ที่ต้นทุนเพียง 210,000 ต่อปีเท่านั้น และถ้าขายหลังจากผ่านไป 4 ปีจะได้ราคา 10,000 บาท ถามว่าเราควรจะซื้อหรือไม่?

วิธีคิด ให้คิดเป็นผลได้ผลเสียในช่วงเวลา 4 ปีจะง่ายที่สุดครับ

ถ้าใช้เครื่องเก่าต่อไป ต้นทุนการผลิตของเครื่องเก่าในช่วง 4 ปี = 4×300,000 = 1,200,000 บาท, ขายซากเครื่องเก่าได้เงิน = 1,000 บาท รวมแล้วเสียเงิน = 1,199,000 บาท

ถ้าซื้อเครื่องใหม่ ต้องซื้อเครื่องใหม่ = 200,000 บาท, ต้นทุนการผลิตของเครื่องใหม่ในช่วง 4 ปี = 4×210,000 = 840,000 บาท, ขายต่อครื่องเก่าได้เงิน = 10,000 บาท รามแล้วต้องเสียเงิน = 200,000+840,000-10,000 = 1,030,000 บาท

ดังนั้นซื้อเครื่องใหม่ดีกว่า เพราะเสียเงินน้อยกว่าครับ (ต้องแน่ใจว่าการประมาณการขายต่อนั้นแม่นยำพอควร)

จะเห็นว่า มูลค่าของเครื่องจักรอันเก่า 40,000 บาทนั้นไม่ต้องเอามาคิด เพราะถือว่าเป็น Sunk Cost ครับ

อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างที่แสดงแนวความคิดของ Incremental Analysis เท่านั้นครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงอาจจะยุ่งยากกว่านี้มาก ก็ต้องพิจารณาให้ดีล่ะครับ ว่าเราควรจะนำอะไรมาพิจารณาบ้าง

ครั้งต่อไปจะขอเปลี่ยนวิชาเป็น Organizational Behavior หรือพฤติกรรมองค์กร นะครับ

Tagged on: