ผมได้มีโอกาสได้ศึกษาหนังสือและรายการธรรมมะมาพอสมควร และได้พบกับคำตอบของคำถามที่ผมเคยสงสัยในหลักเกณฑ์ของธรรมมะ และผมก็คิดว่าหลายๆคนอาจจะสงสัยเหมือนกัน เลยลองเอามาแบ่งปันกันครับ

(ข้อมูลข้างล่างนี้ หลายๆอันผมได้รวบรวมมาจากหนังสือและการบรรยายของ ท่าน ว. วชิรเมธี ครับ)

ผมจะสรุปให้สั้นๆ จะได้อ่านกันง่ายๆนะครับ (อาจมีมาเพิ่มเรื่อยๆครับ ลองติดตามได้)

  • กรรม = การกระทำ + เจตนา แปลว่า ถ้าเราทำอะไรโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ถือว่าเป็นกรรมครับ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือ กรรมชั่วก็ตาม
  • ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วแน่นอน แต่ผลกรรมมีกลายระดับ บางระดับอาจยังต้องรอเวลาอยู่ แต่ผลที่เกิดขึ้นทันทีก็มี เช่น อ่านหนังสือหรือฝึกปฏิบัติ ก็ได้ความรู้ความชำนาญทันที เป็นต้น และ…ผลที่เกิดขึ้นในตอนนี้อาจจะเป็นผลมาจากกรรมในอดีตก็ได้…
  • การทำความดี สามารถช่วย”เจือจาง”ผลของกรรมชั่วได้ แต่ห้ามการให้ผลโดยสิ้นเชิงไม่ได้
  • นอกจากกฎแห่งกรรมแล้ว ยังมีกฎธรรมชาติอีก 4 กฎ รวมเป็น 5 กฎ !!

    • อุตุนิยาม (Physical Laws) =  กฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของปรากฏการณ์ ในธรรมชาติ (วิทยาศาสตร์)
    • พีชนิยาม (Biological Laws) = กฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช และสัตว์ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ (กรรมพันธุ์)
    • จิตตนิยาม (Psychic Laws) = กฎการทำงานของจิต (ผู้บงการ) คนเราประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วน คือ ร่างกายและจิตใจ
    • กรรมนิยาม* (Karmic Laws) = กฎแห่งการกระทำและผลของการกระทำ (กฎแห่งกรรม action=>reaction)
    • ธรรมนิยาม (General Laws) = กฎแห่งความเป็นเหตุเป็นผลตามธรรมชาติ ( ทุกสิ่งมีที่มาที่ไป พึ่งพาอาศัยกัน เป็นสิ่งสัมพัทธ์ เกิดขึ้นและแตกดับ นั่นคือ กฎไตรลักษณ์ทั้ง3 อนิจจัง-ไม่เที่ยง, ทุกขัง-เป็นทุกข์, อนัตตา-ความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเจ้าของ )
  • การฆ่าสัตว์นั้นบาปแน่นอน แต่บาปก็มีหลายระดับ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ครับ
    • ประโยชน์และคุณค่า*** (ฆ่าสัตว์ประโยชน์มาก = บาปมากครับ)
    • ขนาดกาย (ฆ่าสัตว์ใหญ่ = บาปมาก)
    • ความพยายาม เจตนา (ใช้ความพยายามฆ่ามาก = บาปมาก)
    • แปลว่า การฆ่าวัว บาปกว่า ฆ่ายุง แม้จะนับเป็นหนึ่งชีวิตเท่ากันครับ
  • อาชีพต้องห้ามในทางพุทธศาสนา
    • ค้าสุรา
    • ค้ามนุษย์
    • ค้ายาพิษ
    • ค้าอาวุธ
    • ค้าสัตว์มีชีวิต
  • กิเลส เป็นต้นเหตุของ การเวียนว่ายตายเกิด หากเราตัดกิเลสได้ เราก็จะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
  • เราสามารถสร้างเหตุปัจจัย เพื่อส่งผลในภาคหน้าได้ (ไม่จำเป็นต้องชาติหน้า) ดังนี้
    • ฆ่าสัตว์ => อายุสั้น , ละเว้นการฆ่าสัตว์ => อายุยืน
    • ทารุณสัตว์ => ขี้โรค , เมตตากรุณาสัตว์ => สุขภาพดี
    • โกรธ โมโหง่าย => ผิวพรรณทราม , ใจเย็น => รูปลักษณ์ดี
    • ใจแคบ ริษยา => ด้อยอำนาจ , ใจกว้าง ยินดีกับผู้อื่น => มีอำนาจ
    • ตระหนี่ => ยากจน ไร้ทรัพย์สมบัติ , แบ่งปัน => มีทรัพย์มาก
    • ถือตัว ดูถูกคนอื่น => เกิดในตระกูลต่ำ , ถ่อมตัว => เกิดในตระกูลสูง
    • ไม่ศึกษาหาความรู้ => โง่ , ศึกษาหาความรู้ => ฉลาด
  • การทำบุญ มีหลายแบบ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็ได้
    • แบ่งปันสิ่งของ เงินทอง
    • รักษาศีล
    • พัฒนาจิตใจให้สะอาด สงบ อิสระ
    • อ่อนน้อมถ่อมตน
    • ช่วยกิจการ/งานผู้อื่นและสังคม
    • แบ่งปันความดี/เปิดโอกาสให้คนอื่นทำความดี
    • ยินดีในความดี/ความสำเร็จของผู้อื่น
    • ฟังธรรม/ศึกษาหาความรู้
    • แสดงธรรม/แนะนำวิทยากรที่ดี
    • รู้ว่าสิ่งใดดี/สิ่งใดชั่ว
  • การอุทิศบุญกุศลให้ญาติมิตรนั้น ไม่ใช่ว่าเขาจะได้รับทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับนั้นอยู่ภพไหนด้วย แต่ว่าถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับ บุญก็ไม่ได้หายไปไหน แต่จะกลับไปยังผู้ที่ทำการอุทิศนั่นเอง (เพราะฉะนั้น ทำบุญด้วยตนเองปลอดภัยกว่านะครับ)

ท้ายสุดผมขอปิดท้ายด้วยคติธรรมคมๆ อันนึงที่ผมชอบมากครับ

คำสอนของหลวงปู่ชา สุภัทโท

เธอจงระวัง ความคิด ของเธอ
เพราะ ความคิด ของเธอ
จะกลายเป็น ความประพฤติ ของเธอ

เธอจงระวัง ความประพฤติ ของเธอ
เพราะ ความประพฤติ ของเธอ
จะกลายเป็น ความเคยชิน ของเธอ

เธอจงระวัง ความเคยชิน ของเธอ
เพราะ ความเคยชิน ของเธอ
จะกลายเป็น อุปนิสัย ของเธอ

เธอจงระวัง อุปนิสัย ของเธอ
เพราะ อุปนิสัย ของเธอ
จะ กำหนดชะตากรรมของเธอ…ชั่วชีวิต

Comments

  1. Pee says:

    เขียนดี เจตนาดี แต่ขออนุญาติไม่เชื่อนะครับ 😛

  2. Sira Ekabut says:

    ที่ผมมั่นใจ คือ การทำความดีเป็นสิ่งที่ดีและควรกระทำแน่นอนครับ ส่วนเรื่องรายละเอียดอื่นๆ เช่น สร้างเหตุปัจจัย เพื่อส่งผลในภาคหน้า ผมก็สรุปตามหนังสือธรรมมะเท่านั้นเอง ยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยตนเองเหมือนกัน เหอๆ
    เค้าว่ากันว่า ถ้าจะพิสูจน์จริงๆ จะต้องนั่งสมาธิจนถึงระดับที่เกิดปัญญารู้แจ้งเลยล่ะ… เอาเป็นว่า ถ้าเชื่อแล้วไม่ส่งผลเสีย ก็ขอเชื่อไว้ก่อนละกัน ถ้ามันจริงก็คุ้มล่ะ ^^

  3. mood says:

    แค่เป็นคนดีไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ถือว่ามาถูกทางแล้วละว่ะเพื่อนเอ๋ย
    ปล กุเมลไปหาช่วยตอบด้วย

  4. แคลน่า says:

    คืออยากแสดงความคิดเห็น และขอความเข้าใจ คือผมเป็นศาสนิกชนคนไทยคนหนึ่ง ที่ดำเนินรอยตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามาตลอด เคยบวชเป็นพระ เคยถือศีล เคยธุดง ทำทุกอย่างตามแบบผู้ธำรงรักษาพุทธศาสนา
    ด้วยปัจจุบันศาสนาพุทธในเมืองไทยก่อนเป็นที่พึ่งทางใจยามศึกสงคราม เป็นแหล่งวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม เป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธ หากแลบัดเดี๊ยวนี้ ผู้ที่ธำรงรักษาพุทธศาสนา อย่างเช่นพระ หรือมนุษย์ที่ห่มผ้าเหลืองในเมืองไทย เลยหันมาจับอาวุธ จับธง ต่อสู้ ประท้วง รณรงค์ เพื่อให้ได้มาซึ่งในสิ่งที่ต้องการ เอาง่ายๆ ยกตัวอย่าง
    1. เริ่มมีการตั้งนิกายใหม่ บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า หันมาทำอะไรแปลกๆ ผิดเพี้ยน หรือมาเดินรณรงค์เพื่อขอความสงบสุขในสังคม (ทำได้ด้วยเหรอ พระนะ) หรือขอความเป็นธรรม
    2. ไม่ว่ามีการประท้วงเรื่องอะไรของชาวบ้าน พระต้องไปด้วยเสมอ (ไปทำพระแสงอะไร ) ช่วงนี้มีบทบาทมากเกินไปแล้วนะ ซึ่งตอนสถานการณ์ชุมนุมเสื้องแดง เห็นพระวิ่งหนีปะปนกับชาวบ้านดูแล้วทุเลสสิ้นดี (ไม่อยากจะใช้คำพูดดีดีแบบนี้ น่าจะหนักกว่านี้)
    3. พระใช้สื่อและรับสื่อมากเกินไป เช่น หลังจากเสร็จกิจตอนเช้า รีบมาดูละครจักรๆวงๆ ที่กุฏิ อันนี้เห็นบ่อยมาก ผมเคยไปที่วัดแห่งหนึ่ง ทางใต้จะไปถวายสังฆทาน ก็ไปหาเจ้าอาวาสที่กุฏิแบบ แกไม่รู้ตัวเปิดประตูเข้าไปถึงเห็นเจ้าอาวาสนอนดูหนังวีซีดี กับ ทีวีจอใหญ่อย่างสบาย พอแกเห็นผมก็รีบเก็บของจัดที่จัดทางรอรับสังฆทาน ทีแรกผมคิดว่าจะโยนไปให้แล้ว คือหมดความศรัทธา
    ผมคิดว่าเรื่องดังกล่าวมันไม่เหมาะกับผู้ที่ห่มผ้าเหลืองนะ พระควรมีบทบาทเท่าที่ควรจะมี รู้ว่าสังคมปัจจุบันมันรุดหน้า เติบโตมากขึ้น แต่ใช่ว่าบทบาทของพระจะมีมากตามไปด้วย ผมไม่อยากใช้คำพูดแบบหยาบคายนะ ต้องขออภัยและขอขอบคุณเจ้าของเว็บ ที่เปิดโอกาศให้แสดงความคิดเห็น ขอบพระคุณครับ

  5. Sira Ekabut says:

    คนที่คุณแคลน่ากล่าวมานั้นผมไม่ถือว่าเป็นพระแล้วล่ะครับ แค่คนโกนหัวที่ใส่ผ้าสีเหลืองเท่านั้นเอง เพราะพระจริงๆ จะไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ ^^

  6. muD says:

    เราสามารถนับถือสองศาสนาพร้อมกันได้หรือเปล่า

  7. Sira Ekabut says:

    เราสามารถนับถือสองศาสนาพร้อมกันได้หรือเปล่า <== ได้แน่นอนครับ ถ้าเราคิดถึงแก่นแท้ของแต่ละศาสนา จะเห็นว่าล้วนสอนเรื่องเดียวกันทั้งนั้น คือการเป็นคนดี เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่เบียดเบียนคนอื่น ครับ ไอ้ข้อห้ามทั้งหลายที่มีนั้น คนเราสร้างขึ้นเองทั้งนั้น มันเป็นแค่เปลือกครับ