Knowledge Sharing by Sira Ekabut ทบทวน MBA / ความคิดสร้างสรรค์ / ค้นหาตัวเอง

24Jan/108

งบดุลเบื้องต้น

หัวข้อ         : Accounting
ป้ายกำกับ   : , ,

ส่วนประกอบของงบดุลนั้นแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

  1. ทรัพย์สิน (Asset) หมายถึง มูลค่าของทรัพยากรทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่
  2. หนี้สิน (Liability) หมายถึง มูลค่าที่บริษัทเป็นหนี้ และต้องนำไปคืนเจ้าหนี้ (creditor)
  3. ส่วนของเจ้าของ (Owners’ / Stockholders’ Equity) หมายถึง มูลค่าส่วนที่เป็นสิทธิ์ของเจ้าของ (ผู้ถือหุ้น)

ที่นี่เมื่อรู้นิยามแล้ว… ความสัมพันธ์อันสุดยอดของ 3 ตัวนี้ก็คือ

ทรัพย์สิน (Asset) = หนี้สิน (Liabilities) + ส่วนของเจ้าของ (Equity)

ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าบริษัทจะไปหา ทรัพย์สิน มาครอบได้ 2 วิธีก็คือ คือ ไปกู้เงินมาซื้อ ไม่ก็ใช้เงินจากผู้ถือหุ้น (เจ้าของบริษัท) ซื้อ ระบบงบดุลก็จะเป็นการบอกว่าทรัพย์สินของบริษัทนั้นมีเจ้าหนี้เป็นเจ้าของอยู่เท่าไหร่ และเป็นของผู้ถือหุ้น (ตัวเจ้าของบริษัท) เองอยู่เท่าไหร่

จะให้ง่ายต้องมองงบดุลเป็นตราชั่งที่มีสองฝั่งครับ ฝรั่งซ้ายมีก้อนที่เรียกว่า ทรัพย์สินอยู่ ส่วนฝั่งขวามีก้อนที่เรียกว่า หนี้สิน กับก้อนที่เรียกว่า ส่วนของผู้ถือหุ้น วางทับกันอยู่ โดยที่ตราชั่ง 2 ฝั่งจะต้องหนักเท่ากัน (มูลค่าเท่ากัน) ตลอดเวลาครับ

ที่นี้ทั้ง Asset และ Liabilities นั้นสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 แบบคือแบบหมุ่นเวียน และไม่หมุนเวียน โดยทรัพย์สินหมุ่นเวียนหมายถึงทรัพย์สินที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี  ส่วนหนี้สินหมุนเวียนก็คือหนี้สินต้องทำการคืนเจ้าหนี้ภายใน 1 ปี นั่นเอง และวิธีการเรียงรายการในงบดุลเราจะเอารายการที่มีสภาพคล่องที่สุดอยู่ข้างบนครับ (เงินสดเลยอยู่บนสุดเลย)

ส่วนประกอบของทรัพย์สินหมุนเวียนที่พบบ่อยมีดังนี้ครับ

  • Cash (เงินสด)
  • Account Receivable (ลูกหนี้การค้า) หมายถึง เงินที่ลูกค้ายังค้างจ่ายให้กับเรา (เพราะเค้าซื้อเป็นเครดิตไว้)
  • Inventory (สินค้าคงคลัง) หมายถึง ต้นทุนของสินค้าทั้งหมดที่เราผลิตเก็บไว้ในสต๊อก

ส่วนประกอบของทรัพย์สินไม่หมุนเวียน (ทรัพย์สินถาวร) มีดังนี้ครับ

  • Plant Property and Equipment (ที่ดิน อาคาร เครื่องจักรต่างๆ) เรามักจะใส่ค่าที่เป็นต้นทุนที่เราซื้อมาแต่แรกไว้ จากนั้นก็แสดงการหัก Accumulated Depreciation (ค่าเสื่อมราคาสะสม) เมื่อเวลาผ่านไปด้วยครับ
  • Patent (สิทธิบัตร) ซึ่งจะใส่ในกรณีที่สามารถตีมูลค่าเป็นเงินได้แน่นอน

ส่วนประกอบของหนี้สินหมุนเวียนที่พบบ่อยมีดังนี้ครับ

  • Account Payable (เจ้าหนี้การค้า) คือ เงินที่เรายังค้างจ่ายให้กับ Supplier (เพราะเราซื้อเป็นเครดิตไว้)
  • Short-term loan (หนี้ระยะสั้น) คือ หนี้ที่เราไปกู้มาแล้วต้องคืนภายใน 1 ปี

ส่วนประกอบของหนี้สินไม่หมุนเวียนที่พบบ่อยมีดังนี้ครับ

  • Long-term loan (หนี้ระยะยาว) คือ หนี้ที่เรากู้มา แต่ต้องคืนในเวลาที่เลย 1 ปีไปแล้ว

ส่วนประกอบของส่วนของเจ้าของที่พบบ่อยมีดังนี้

  • Common Stock (หุ้นสามัญ) คือ จำนวนเงินหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายในราคาตามมูลค่า (Par value)
  • Paid in Capital in Excess of Par (ส่วนเกินมูลค่าหุ้น) คือ ราคาที่จำหน่ายสูงกว่าราคาตามมูลค่าหุ้นสามัญ
  • ยกตัวอย่างเช่น เราขายหุ้นที่มีราคา Par 10 บาท ได้ในราคา 50 บาท เป็นจำนวน 1,000 หุ้น นั่นคือ เราจะต้องบันทึกเข้า Common Stock = 10 x 1,000 = 10,000 บาท และต้องบันทึกใน Paid in Capital in Excess of Par = (50-10) x 1,000 = 40,000 บาทครับ

  • Retained Earning (กำไรสะสม) คือ ส่วนคงเหลือจากการหักเงินปันผลออกจาก Net Income ในงบกำไรขาดทุนแล้ว
  • ยกตัวอย่างเช่น เรามี Net Income 10,000 บาท จ่ายปันผล 2,000 บาท งบดุลก่อนหน้านี้มี Retained Earning อยู่แล้ว 3,000 บาท ทำให้งบดุลอันใหม่นี้จะมี Retained Earning = 10,000 - 2,000 + 3,000= 11,000 บาท

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จะทำให้งบดุลเปลี่ยนแปลงไป และวิธีการบันทึกบัญชี

เมื่อมีกิจกรรมหนึ่งเกิดขึ้น จะมีรายการบัญชีเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 อันเสมอ ซึ่งเรียกว่า "ระบบบัญชีคู่" (เพื่อให้เกิดความสมดุลตามชื่อครับ) ยกตัวอย่าง เช่น

  • มีการลงทุนจากผู้ถือหุ้น ได้รับเป็นเงินสด
    • ได้ Cash (ทรัพย์สินเพิ่ม)
    • Common Stock เพิ่ม (ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่ม)
  • ซื้อเครื่องจักรจาก Supplier แต่จ่ายเป็นเครดิต (จ่ายเงินสดจริงๆ เดือนหน้า) สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ
    • ได้ Equipment ( ทรัพย์สินเพิ่ม)
    • Account Payable เพิ่ม (หนี้สินเพิ่ม)
      [ นั่นคือ ตราชั่งถูกเพิ่มทั้งฝั่งซ้ายและขวา จึงยังสมดุลอยู่ ]
  • ซ่อมคอมพิวเตอร์ให้ลูกค้า ได้เงินค่าจ้างมาเป็นเงินสด
    • ได้ Cash (ทรัพย์สินเพิ่ม)
    • Revenue เพิ่ม => Retained Earning เพิ่มขึ้น (ส่วนของเจ้าของเพิ่ม)
      [ นั่นคือ ตราชั่งถูกเพิ่มทั้งฝั่งซ้ายและขวา จึงยังสมดุลอยู่ ]
  • จ่ายค่าโฆษณาโดยใช้เครดิต
    • Account Payable เพิ่ม ( หนี้สินเพิ่ม)
    • Expense เพิ่ม => Retained Earning ลดลง (ส่วนของเจ้าของลดลง)
      [ นั่นคือ ตราชั่งลดลงทั้งฝั่งซ้ายและขวา จึงยังสมดุลอยู่ ]
  • เอาเงินสดของบริษัทไปซื้อเครื่องคอมพ์ชุดใหม่
    • Cash ลดลง (ทรัพย์สินลด)
    • Equipment เพิ่ม (ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น)
      [ นั่นคือ ตราชั่งถูกลดฝั่งซ้าย แต่ก็ได้นำมาเพิ่มที่ฝั่งซ้ายเหมือนเดิม จึงยังสมดุลอยู่]
  • ชำระหนี้ค่าโฆษณาที่ค้างจ่ายไว้
    • Cash ลดลง (ทรัพย์สินลด)
    • Account Payable ลด (หนี้สินลดลง)
      [ นั่นคือ ตราชั่งลดลงทั้งฝั่งซ้ายและขวา จึงยังสมดุลอยู่ ]

พอจะเห็นภาพแล้วหรือยังครับผม? ถ้าสงสัยอะไรถามได้เลยครับ ตอนต่อไปเราจะมาดูหลักเกณฑ์ในการบันทุกบัญชีให้ถูกมาตรฐานครับ

Related posts:

  1. งบกำไรขาดทุนเบื้องต้น (Income Statement)
  2. บัญชีเบื้องต้น
  3. กฎพื้นฐานของการทำบัญชี (GAAP)
  4. Cost-Volume-Profit Analysis การวิเคราะห์ ต้นทุน-ปริมาณการผลิต-และผลกำไร
  5. Incremental Analysis
Comments (8) Trackbacks (1)
  1. บัญชีน่าเรียนรู้ สนใจนครับ

  2. เข้าใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยอธิบายอย่างละเอียด

  3. ขอบคุณครับ ถ้าสงสัยอะไรถามได้นะครับ

  4. ขอบคุณมากนะครับ
    ขอให้สำเร็จครับ

  5. ได้ความรู้มากครับ

  6. ทำบัญชีแล้ว จะรู้รายรับ รายจ่ายของเราได้

  7. ไม่ค่อยชอบบัญชีเลย แต่ก็ต้องเรียนเพื่ออนาคตในการงาน เรียนไปก็ไม่เข้าใจ ทำไม่ค่อยได้ด้วย เลยทำให้ท้อไม่อยากเรียน (เรียนภาคสมทบ) แต่พอได้อ่านเว็บของคุณเริ่มเข้าใจ ขอบคุณมากค่ะ

  8. ขอถามหน่อยนะคะ พอดีต้องฝึกสอนคะ สอนเรื่องงบดุล แล้วมีนักเรียนถามว่าจำเป็นมั้ยเวลาจัดทำงบดุลแบบบัญชีด้านซ้ายต้องเป็นสินทรัพย์ และด้านขวาต้องเป็นหนี้สิน+ส่วนของเจ้าของ ถ้าสลับข้างกันให้ซ้ายเป็นนหนี้สิน+ส่วนของเจ้าของ และขวาเป็นสินทรัพย์ จะผิดมั้ยคะ หรือกำหนดว่าต้องเป็นแบบนั้นเป๊ะ ในส่วนของการทำงบดุล ช่วยตอบหน่อยคะ ขอบคุณคะ


Leave a comment