งบดุลเบื้องต้น
ส่วนประกอบของงบดุลนั้นแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ
- ทรัพย์สิน (Asset) หมายถึง มูลค่าของทรัพยากรทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่
- หนี้สิน (Liability) หมายถึง มูลค่าที่บริษัทเป็นหนี้ และต้องนำไปคืนเจ้าหนี้ (creditor)
- ส่วนของเจ้าของ (Owners’ / Stockholders’ Equity) หมายถึง มูลค่าส่วนที่เป็นสิทธิ์ของเจ้าของ (ผู้ถือหุ้น)
ที่นี่เมื่อรู้นิยามแล้ว… ความสัมพันธ์อันสุดยอดของ 3 ตัวนี้ก็คือ
ทรัพย์สิน (Asset) = หนี้สิน (Liabilities) + ส่วนของเจ้าของ (Equity)
ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าบริษัทจะไปหา ทรัพย์สิน มาครอบได้ 2 วิธีก็คือ คือ ไปกู้เงินมาซื้อ ไม่ก็ใช้เงินจากผู้ถือหุ้น (เจ้าของบริษัท) ซื้อ ระบบงบดุลก็จะเป็นการบอกว่าทรัพย์สินของบริษัทนั้นมีเจ้าหนี้เป็นเจ้าของอยู่เท่าไหร่ และเป็นของผู้ถือหุ้น (ตัวเจ้าของบริษัท) เองอยู่เท่าไหร่
จะให้ง่ายต้องมองงบดุลเป็นตราชั่งที่มีสองฝั่งครับ ฝรั่งซ้ายมีก้อนที่เรียกว่า ทรัพย์สินอยู่ ส่วนฝั่งขวามีก้อนที่เรียกว่า หนี้สิน กับก้อนที่เรียกว่า ส่วนของผู้ถือหุ้น วางทับกันอยู่ โดยที่ตราชั่ง 2 ฝั่งจะต้องหนักเท่ากัน (มูลค่าเท่ากัน) ตลอดเวลาครับ
ที่นี้ทั้ง Asset และ Liabilities นั้นสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 แบบคือแบบหมุ่นเวียน และไม่หมุนเวียน โดยทรัพย์สินหมุ่นเวียนหมายถึงทรัพย์สินที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี ส่วนหนี้สินหมุนเวียนก็คือหนี้สินต้องทำการคืนเจ้าหนี้ภายใน 1 ปี นั่นเอง และวิธีการเรียงรายการในงบดุลเราจะเอารายการที่มีสภาพคล่องที่สุดอยู่ข้างบนครับ (เงินสดเลยอยู่บนสุดเลย)
ส่วนประกอบของทรัพย์สินหมุนเวียนที่พบบ่อยมีดังนี้ครับ
- Cash (เงินสด)
- Account Receivable (ลูกหนี้การค้า) หมายถึง เงินที่ลูกค้ายังค้างจ่ายให้กับเรา (เพราะเค้าซื้อเป็นเครดิตไว้)
- Inventory (สินค้าคงคลัง) หมายถึง ต้นทุนของสินค้าทั้งหมดที่เราผลิตเก็บไว้ในสต๊อก
ส่วนประกอบของทรัพย์สินไม่หมุนเวียน (ทรัพย์สินถาวร) มีดังนี้ครับ
- Plant Property and Equipment (ที่ดิน อาคาร เครื่องจักรต่างๆ) เรามักจะใส่ค่าที่เป็นต้นทุนที่เราซื้อมาแต่แรกไว้ จากนั้นก็แสดงการหัก Accumulated Depreciation (ค่าเสื่อมราคาสะสม) เมื่อเวลาผ่านไปด้วยครับ
- Patent (สิทธิบัตร) ซึ่งจะใส่ในกรณีที่สามารถตีมูลค่าเป็นเงินได้แน่นอน
ส่วนประกอบของหนี้สินหมุนเวียนที่พบบ่อยมีดังนี้ครับ
- Account Payable (เจ้าหนี้การค้า) คือ เงินที่เรายังค้างจ่ายให้กับ Supplier (เพราะเราซื้อเป็นเครดิตไว้)
- Short-term loan (หนี้ระยะสั้น) คือ หนี้ที่เราไปกู้มาแล้วต้องคืนภายใน 1 ปี
ส่วนประกอบของหนี้สินไม่หมุนเวียนที่พบบ่อยมีดังนี้ครับ
- Long-term loan (หนี้ระยะยาว) คือ หนี้ที่เรากู้มา แต่ต้องคืนในเวลาที่เลย 1 ปีไปแล้ว
ส่วนประกอบของส่วนของเจ้าของที่พบบ่อยมีดังนี้
- Common Stock (หุ้นสามัญ) คือ จำนวนเงินหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายในราคาตามมูลค่า (Par value)
- Paid in Capital in Excess of Par (ส่วนเกินมูลค่าหุ้น) คือ ราคาที่จำหน่ายสูงกว่าราคาตามมูลค่าหุ้นสามัญ
- Retained Earning (กำไรสะสม) คือ ส่วนคงเหลือจากการหักเงินปันผลออกจาก Net Income ในงบกำไรขาดทุนแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น เราขายหุ้นที่มีราคา Par 10 บาท ได้ในราคา 50 บาท เป็นจำนวน 1,000 หุ้น นั่นคือ เราจะต้องบันทึกเข้า Common Stock = 10 x 1,000 = 10,000 บาท และต้องบันทึกใน Paid in Capital in Excess of Par = (50-10) x 1,000 = 40,000 บาทครับ
ยกตัวอย่างเช่น เรามี Net Income 10,000 บาท จ่ายปันผล 2,000 บาท งบดุลก่อนหน้านี้มี Retained Earning อยู่แล้ว 3,000 บาท ทำให้งบดุลอันใหม่นี้จะมี Retained Earning = 10,000 - 2,000 + 3,000= 11,000 บาท
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จะทำให้งบดุลเปลี่ยนแปลงไป และวิธีการบันทึกบัญชี
เมื่อมีกิจกรรมหนึ่งเกิดขึ้น จะมีรายการบัญชีเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 อันเสมอ ซึ่งเรียกว่า "ระบบบัญชีคู่" (เพื่อให้เกิดความสมดุลตามชื่อครับ) ยกตัวอย่าง เช่น
- มีการลงทุนจากผู้ถือหุ้น ได้รับเป็นเงินสด
- ได้ Cash (ทรัพย์สินเพิ่ม)
- Common Stock เพิ่ม (ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่ม)
- ซื้อเครื่องจักรจาก Supplier แต่จ่ายเป็นเครดิต (จ่ายเงินสดจริงๆ เดือนหน้า) สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ
- ได้ Equipment ( ทรัพย์สินเพิ่ม)
- Account Payable เพิ่ม (หนี้สินเพิ่ม)
[ นั่นคือ ตราชั่งถูกเพิ่มทั้งฝั่งซ้ายและขวา จึงยังสมดุลอยู่ ]
- ซ่อมคอมพิวเตอร์ให้ลูกค้า ได้เงินค่าจ้างมาเป็นเงินสด
- ได้ Cash (ทรัพย์สินเพิ่ม)
- Revenue เพิ่ม => Retained Earning เพิ่มขึ้น (ส่วนของเจ้าของเพิ่ม)
[ นั่นคือ ตราชั่งถูกเพิ่มทั้งฝั่งซ้ายและขวา จึงยังสมดุลอยู่ ]
- จ่ายค่าโฆษณาโดยใช้เครดิต
- Account Payable เพิ่ม ( หนี้สินเพิ่ม)
- Expense เพิ่ม => Retained Earning ลดลง (ส่วนของเจ้าของลดลง)
[ นั่นคือ ตราชั่งลดลงทั้งฝั่งซ้ายและขวา จึงยังสมดุลอยู่ ]
- เอาเงินสดของบริษัทไปซื้อเครื่องคอมพ์ชุดใหม่
- Cash ลดลง (ทรัพย์สินลด)
- Equipment เพิ่ม (ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น)
[ นั่นคือ ตราชั่งถูกลดฝั่งซ้าย แต่ก็ได้นำมาเพิ่มที่ฝั่งซ้ายเหมือนเดิม จึงยังสมดุลอยู่]
- ชำระหนี้ค่าโฆษณาที่ค้างจ่ายไว้
- Cash ลดลง (ทรัพย์สินลด)
- Account Payable ลด (หนี้สินลดลง)
[ นั่นคือ ตราชั่งลดลงทั้งฝั่งซ้ายและขวา จึงยังสมดุลอยู่ ]
พอจะเห็นภาพแล้วหรือยังครับผม? ถ้าสงสัยอะไรถามได้เลยครับ ตอนต่อไปเราจะมาดูหลักเกณฑ์ในการบันทุกบัญชีให้ถูกมาตรฐานครับ
Related posts:
- งบกำไรขาดทุนเบื้องต้น (Income Statement)
- บัญชีเบื้องต้น
- กฎพื้นฐานของการทำบัญชี (GAAP)
- Cost-Volume-Profit Analysis การวิเคราะห์ ต้นทุน-ปริมาณการผลิต-และผลกำไร
- Incremental Analysis




October 23rd, 2010 - 00:35
บัญชีน่าเรียนรู้ สนใจนครับ
January 27th, 2011 - 07:50
เข้าใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยอธิบายอย่างละเอียด
January 28th, 2011 - 23:48
ขอบคุณครับ ถ้าสงสัยอะไรถามได้นะครับ
February 19th, 2011 - 14:54
ขอบคุณมากนะครับ
ขอให้สำเร็จครับ
February 22nd, 2011 - 23:47
ได้ความรู้มากครับ
February 22nd, 2011 - 23:50
ทำบัญชีแล้ว จะรู้รายรับ รายจ่ายของเราได้
March 24th, 2011 - 16:33
ไม่ค่อยชอบบัญชีเลย แต่ก็ต้องเรียนเพื่ออนาคตในการงาน เรียนไปก็ไม่เข้าใจ ทำไม่ค่อยได้ด้วย เลยทำให้ท้อไม่อยากเรียน (เรียนภาคสมทบ) แต่พอได้อ่านเว็บของคุณเริ่มเข้าใจ ขอบคุณมากค่ะ
January 30th, 2012 - 03:14
ขอถามหน่อยนะคะ พอดีต้องฝึกสอนคะ สอนเรื่องงบดุล แล้วมีนักเรียนถามว่าจำเป็นมั้ยเวลาจัดทำงบดุลแบบบัญชีด้านซ้ายต้องเป็นสินทรัพย์ และด้านขวาต้องเป็นหนี้สิน+ส่วนของเจ้าของ ถ้าสลับข้างกันให้ซ้ายเป็นนหนี้สิน+ส่วนของเจ้าของ และขวาเป็นสินทรัพย์ จะผิดมั้ยคะ หรือกำหนดว่าต้องเป็นแบบนั้นเป๊ะ ในส่วนของการทำงบดุล ช่วยตอบหน่อยคะ ขอบคุณคะ