Probability in Statistics ความน่าจะเป็นในวิชาสถิติ
Probability (ความน่าจะเป็น) = ค่าที่บอกให้รู้ว่าเหตุการณ์ที่เราสนใจจะมีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน จะเห็นได้ว่ามันทำให้เราตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น การที่เราจะเข้าใจเรื่องความน่าจะเป็นนั้นเราจะต้องทำความรู้จักของส่วนประกอบของมันก่อน นั่นก็คือ
- Sample Space = กลุ่มของผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดของการทดลองแบบสุ่ม (ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าว่าผลจะออกมาแบบไหน) เช่น การโยนลูกเต๋า 1 ครั้งจะมี Sample space 6 อัน ดังนี้ S={1,2,3,4,5,6}
- Event = กลุ่มของเหตุการณ์ที่เราสนใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแซมเปิลสเปซ เช่น ให้ E คือการโยนลูกเต๋าที่ออกแต้มคู่ จะได้ว่ามี 3 แบบ คือ E={2,4,6}
ซึ่ง ความน่าจะเป็นนั้น = จำนวนของ Event / จำนวนของ Sample Space มี ค่าตั้งแต่ 0 ถึง +1 (ไม่มีโอกาสเกิดเลย ถึง เกิดขึ้นทุกครั้ง) โดย
ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ A เราจะเขียนว่า P(A) เช่น ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ E ที่โยนลูกเต๋าได้แต้มคู่ จะได้ว่า P(E)= 3/6 = 0.5
Random Variable (ตัวแปรสุ่ม)
Random Variable คือ การเปลี่ยนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราสนใจให้กลายเป็นตัวเลข โดยทั่วไปจะใช้ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่แทนสัญลักษณ์ของ ตัวแปรสุ่ม และจะใช้ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก แทนแต่ละค่าที่เป็นไปได้ของตัวแปรสุ่ม
Random Variable มีอยู่ 2 ประเภท คือ
- Discrete random variable = เป็นตัวแปรสุ่มที่แสดงค่าเป็นตัวเลข เป็นค่าที่ไม่ต่อเนื่องกัน แซมเปิลสเปซมีสมาชิกเป็นจำนวนที่นับได้ เช่น ให้ X : จำนวนผู้บริโภคที่พอใจสินค้า จากการสุ่มสอบถามผู้บริโภค 10 คน ดังนั้นค่าที่เป็นไปได้ของตัวแปรสุ่ม X คือ x = 0 , 1 , 2 , 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10 (จะเห็นว่าสามารถนับเป็นชิ้นๆได้ )
- Continuous random variable = เป็นตัวแปรสุ่มที่แสดงค่าเป็นตัวเลข เป็นค่าที่ต่อเนื่องกัน แซมเปิลสเปซมีสมาชิกเป็นจำนวนที่นับไม่ได้ และมี Range เป็นช่วง เช่น ความสูง น้ำหนัก อุณหภูมิ ช่วงเวลา ตัวอย่างเช่น ให้ Y : ปริมาณของยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในผัก ดังนั้น ค่าที่เป็นไปได้ของตัวแปรสุ่ม Y คือ y ≥ 0 (จะเห็นว่านับไม่ได้)
Probability Distribution (การแจกแจงความน่าจะเป็น)
Probability Distribution เป็นการทำให้เราเห็นภาพรวมถึงค่าของตัวแปรสุ่มที่เป็นไปได้ทั้งหมด และสามารถหาค่าความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เราสนใจได้อีกด้วย โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Discrete Distributions และ Continuous Distributions
Discrete Distributions
เป็นการแจกแจงความน่าจะเป็นที่นับเป็นชิ้นๆ ได้ ไม่ได้มีความต่อเนื่องกันจนแยกเป็นชิ้นไม่ได้ ซึ่งการที่เราเข้าใจ Distribution แบบนี้แล้ว จะทำให้เห็นที่มาที่ไปของ Distribution แบบ Continuous ที่เกิดขึ้นมากที่สุดในโลกที่มีชื่อว่า Normal Distribution ได้ด้วย
การแจกแจงความน่าจะเป็นแบบ Discrete ที่ผมจะขอพูดถึงมี 3 อัน คือ Bernoulli Distribution, Binomial Distribution, และ Poisson Distribution
Bernoulli Distribution
- คือการแจกแจงความน่าจะเป็นที่มีผลลัพธ์ 2 แบบ คือ สำเร็จ (จริง) และ ล้มเหลว(เท็จ) โดยมีความน่าจะเป็นของความสำเร็จคือ P และล้มเหลวคือ Q หรือ (1-P)
- มีค่า Mean = E(X)=P
- มี Variance = var(X)= P*(1-P)
- ตัวอย่างเช่น การโยนเหรียญ 1 ครั้ง

Binomial Distribution
- เป็นการทดสอบ Binomial Experiment หรือ Bernoulli trial โดยทำซ้ำๆ กัน n ครั้ง
- แต่ละครั้งมีผลลัพธ์ได้ 2 แบบ คือ สำเร็จ และ ล้มเหลว ความน่าจะเป็นของความสำเร็จ ในการทดลองแต่ละครั้งเท่ากัน คือ P
- การทดลองแต่ละครั้งเป็นอิสระต่อกัน (Independent) นั่นคือเราไม่สามารถคาดเดาผลการทดลองครั้งต่อไปได้จากผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือในอดีต
- ตัวอย่างเช่น การโยนเหรียญ 10 ครั้ง แล้วดูว่าสำเร็จกี่ครั้ง
- ดังนั้น Binomial Distribution เป็นการแจกแจงของจำนวนครั้งที่เกิดความสำเร็จ (X) ในการทดลอง Bernoulli trial ทั้งหมด n ครั้ง
- มีค่า Mean คือ n*P
- มีค่า Variance คือ n * P * ( 1 - P )
- Binomial Probability คือ ความน่าจะเป็นที่ความสำเร็จจำนวน X ครั้งจะเกิดขึ้น มีดังนี้ b(x; n, P) = nCx * Px * (1 - P)n - x
- สมมติว่าทอยลูกเต๋า 5 ครั้ง โอกาสที่จะได้เลข 4 โผล่มา 2 ครั้งคือเท่าไหร่?
- มีการทดลอง 5 ครั้ง n= 5
- จำนวนครั้งที่สำเร็จ X=2
- โอกาสที่จพสำเร็จได้แต่ละครั้ง = 1/6 = 0.167
- b(2; 5, 0.167) = 5C2 * (0.167)^2 * (0.833)^3
- b(2; 5, 0.167) = 0.161
- รูปตัวอย่าง Binomial Distribution

Poisson Distribution
เป็นการแจกแจงจำนวนครั้งของความสำเร็จที่เกิดขึ้น (X) ภายในขอบเขตหรือระยะเวลาที่กำหนด โดยมีจำนวนครั้งของความสำเร็จโดยเฉลี่ยภายในขอบเขตหรือระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว เท่ากับ μ
- มี Mean = μ
- มี Variance = μ
- Poisson Probability หรือความน่าจะเป็นที่จะเกิดความสำเร็จ x ครั้งเป๊ะๆ ในเวลาที่กำหนดมีดังนี้ P(x; μ) = (e-μ) (μx) / x!
- เช่น ปกติโดยเฉลี่ยแล้วบริษัทจะขายรถได้ 2 คัน ใน 1 วัน ถามว่าความน่าจะเป็นที่จะขายรถได้ 3 วันเป๊ะๆ ในวันพรุ่งนี้เป็นเท่าไหร่?
- P(x; μ) = (e^-μ) (μ^x) / x!
P(3; 2) = (2.71828^-2) (2^3) / 3!
P(3; 2) = (0.13534) (8) / 6
P(3; 2) = 0.180 - รูปตัวอย่าง Poisson Distribution
ตอนต่อไป เราจะมาดูเรื่อง Continuous Distributions กันครับ ซึ่งเหตุการณ์จะถูกแทนด้วยช่วงของข้อมูลที่มีความต่อเนื่อง และความน่าจะเป็นของเหตุการณ์นั้นจะเท่ากับพื้นที่ใต้กราฟของช่วงนั้น
Descriptive Statistics สถิติเชิงพรรณนา
อย่างที่เกริ่นไปแล้วในตอนที่แล้วว่า Descriptive Statistics เป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่มานำเสนอทั้งการนำเสนอ โดยใช้ตัวเลขหรือใช้ภาพประกอบ วันนี้เราจะมาดูตัวอย่างข้อมูลที่เป็น Descriptive Statistics กันครับ
- Central Tendency (แนวโน้มค่ากลาง) เช่น
- Mean = ค่าเฉลี่ย หมายถึงนำค่าของทุกจำนวนบวกกันทั้งหมดแล้วหารด้วยจำนวนข้อมูล
- Median = ค่าที่อยู่ตำแหน่งกึ่งกลาง เมื่อนำข้อมูลมาเรียงกันจากน้อยไปมาก
- Mode = ค่าที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด
- Midrange = ค่าเฉลี่ยระหว่างค่า Max และ Min
- Dispersion (การกระจาย) เช่น
- Range = ค่า Max – ค่า Min
- Variance และ Standard Deviation
- Percentiles และ Quartiles
- Percentile คือการเรียงข้อมูลจากน้อยไปมาก แล้วแบ่งข้อมูลออกเป็น 100 ส่วน สมมติว่าเราสอบได้คะแนน Percentile ที่ 83 หมายความว่า มีคน 83% ที่สอบได้คะแนนน้อยกว่าเรา
- Quartile คือการเรียงข้อมูลจากน้อยไปมาก แล้วแบ่งข้อมูลออกเป็น 4 ส่วน
- ดังนั้น Median = Percentile ที่ 50 = Median ที่ 2 (Q2)
- หากเราต้องการวัดการกระจายของข้อมูล อีกวิธีที่ทำได้คือการนำเอา Q3-Q1 ซึ่งเรียกว่า Interquartile Range
Statistics for Business Overview ภาพรวมสถิติสำหรับธุรกิจ
สถิตินั้นเป็นศาสตร์ที่จะเปลี่ยนข้อมูลดิบ (Data) ให้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ (Information) ได้ ซึ่งมีความจำเป็นและมีประโยชน์มากต่อการช่วยให้เราสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลได้ดีขึ้น
สถิติแบ่งการใช้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
Descriptive Statistics (สถิติเชิงพรรณนา) = การนำข้อมูลที่มีอยู่มานำเสนอทั้งการนำเสนอโดยใช้ตัวเลข เช่น ค่า Mean ค่า Standard Deviation หรือใช้ภาพประกอบ เช่น ตาราง หรือกราฟ อย่างเช่น Histogram (แจกแจงความถี่), Box Plot, Scatter Plot
Inferential Statistics (สถิติเชิงอนุมาน) = การนำข้อมูลจากตัวอย่างที่เก็บมาจำนวนน้อย ไปใช้ตอบปัญหาของข้อมูลที่มีจำนวนมากกว่า โดยจะเป็นการทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) หรือเป็นการประมาณค่า (Estimation) ดูความสอดคล้องของข้อมูล (Correlation) หรือทำแบบจำลองแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูล เช่น การใช้ Regression Analysis (คำนวณสมการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูล) หรือแม้แต่ ANOVA (หาว่าค่ากลางของตัวอย่างสองกลุ่มเท่ากันหรือไม่)
ข้อมูลทางสถิติ
ข้อมูลทั้งหมดที่เราสนใจเรียกว่า Population ถ้าเราเลือกที่จะเก็บข้อมูล Population ทั้งหมดเลยเราจะเรียกข้อมูลนั้นว่า Census และสิ่งที่เป็นตัวแปรวัดค่าของมันจะเรียกว่า Parameter (ใช้ตัวอักษรกรีก)
แต่ถ้าเราเก็บตัวอย่างมาบางส่วน (เนื่องจากเก็บหมดไม่ไหว) เราจะสิ่งที่เราเก็บมาว่า Sample และมีตัวแปรวัดค่าที่เรียกว่า Statistic (ใช้ตัวอักษรโรมัน)
ข้อมูลทางสถิตินั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
- Qualitative Data เมื่อข้อมูลนั้นถูกจัดอยู่ในประเภท หรือหัวข้อ เช่น สีต่างๆ, ผ่าน หรือ ตก, ต่ำ กลาง สูง และสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภทคือ
- Nominal = เมื่อการเรียงของข้อมูลไม่มีความหมาย เช่น สีแดง เหลือง เขียว
- Ordinal = เมื่อการเรียงข้อมูลมีความหมาย เช่น ต่ำ กลาง สูง
- Quantitative Data เมื่อข้อมูลนั้นสามารถนับหรือวัดได้ ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 อย่างคือ
- Discrete เมื่อข้อมูลนั้นวัดเป็นจำนวนเต็มได้เท่านั้น (สามารถนับเป็นชิ้นๆ ได้ เช่น จำนวนคนที่อยู่ในห้องเรียน)
- Continuous เมื่อข้อมูลนั้นจะเป็นตัวเลขค่าอะไรก็ได้ (เช่น ส่วนสูง น้ำหนัก)
บทความต่อไปเราจะมาเริ่มต้นกันด้วย Descriptive Statistic กันครับ
Non-Designer’s Design Book หนังสือการออกแบบสำหรับคนที่ไม่ใช่นักออกแบบ
เมื่อหลายวันก่อนผมได้มีโอกาสสั่งหนังสือและแผ่นหนังแบบ Blu-ray จาก Amazon.com ซึ่งเป็นเว็บที่ผมสั่งของมาเป็นประจำเพราะมันถูกกว่าเมืองไทยมากครับ...
หนึ่งในนั้นมีหนังสือเล่มนึงที่มีชื่อว่า Non-Designer's Design Book, The (3rd Edition) ซึ่งเป็นหนังสือที่ ช่วยให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานด้านการออกแบบมาก่อน ให้สามารถออกแบบสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือชีวิตการทำงาน เช่น เอกสารงาน รายงาน การ์ดอวยพร โบรชัวร์ โปสเตอร์ ได้ดีขึ้น
เมื่อโฆษณาสรรพคุณมาซะขนาดนี้ผมเลยลองสั่งซื้อมาอ่านครับ และ พบว่ามันเขียนในสไตล์ที่อ่านเข้าใจง่ายมาก และมีหลักการใหญ่ๆ อยู่ไม่กี่ข้อ ในการที่จะช่วยให้เราออกแบบได้ดีขึ้น หลังจากอ่านจบและลองนำมาใช้ ผลงานผมก็ดูดีขึ้นมาเลยล่ะครับ!!
ผมก็เลยอยากจะนำหลักการในเล่มนี้มาแชร์ให้ลองได้อ่านกันครับ
หลักการที่พูดถึงในเล่มนี้มีอยู่ 4 ข้อด้วยกันครับ นั่นคือ
- Proximity = การจัดสิ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันให้อยู่ด้วยกัน และจัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันให้อยู่ห่างกัน
- Alignment = การจัดวางตำแหน่งต้องวางแบบมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวัตถุอื่นๆ ในหน้านั้นด้วย เช่น อยู่แนวเส้นขอบเดียวกัน
- Repetition = การใช้องค์ประกอบซ้ำๆ กันเพื่อดึงสายตาให้ย้อนกลับไปยังวัตถุให้คล้ายกัน
- Contrast = การใส่องค์ประกอบที่มีความขัดแย้ง (อย่างมาก) กับวัตถุอันอื่น เพื่อเน้นความสำคัญของสิ่งนั้นให้เด่นชัด
นอกจากนี้ก็มีเรื่องของการเลือกใช้สี และการเลือกใช้ฟอนต์ครับ ใครอยากอ่านฉบับเต็มก็ลองไปสั่งซื้อที่ Amazon.comดูได้นะครับ
ใครลองอ่านเล่มนี้แล้วให้กี่ดาวก็เชิญเลยครับ (ผมให้ 4/5ครับ)
Work Motivation แรงจูงใจในการทำงาน
Motivation หรือแรงจูงใจ นั้นมีความสำคัญมากต่อผลงานในการทำงาน ดังจะเห็นได้จากสมการดังต่อไปนี้
Performance =ƒ ( Ability x Motivation )
นั่นหมายถึง ผลงานจะออกมาดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างน้อย 2 อย่าง (นอกจากสิ่งแวดล้อม) นั่นก็คือ ความสามารถ และ แรงจูงใจ ...หากคนเรามีความสามารถแต่ขาดแรงจูงใจ ก็ไม่อาจสร้างผลงานที่ดีได้
ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ
Maslow's Need Hierarchy Theory (ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ)
ทฤษฎีที่เป็นที่นิยมมากอันหนึ่งก็คือ เจ้าทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของคุณมาสโลว์นี้เอง ซึ่งเค้าได้กล่าวไว้ว่า คนเรามีแรงจูงใจที่จะตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงเป็นลำดับขั้น โดยที่จะต้องตอบสนองความต้องการจากขั้นต่ำไปสูง โดยเราสามารถเรียงได้ดังนี้
- Physiological Needs =ความต้องการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่รอด เช่น น้ำ อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย
- Safety Needs = ความต้องการที่่จะมีความปลอดภัยและมีความมั่นคง
- Social and Belongingness Needs = ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับจากผู้อื่น ทั้งมิตรภาพจากเพื่อน และ ความรัก
- Esteem Needs = ความรู้สึกว่าตนเองมีค่า มีความเคารพตนเอง รวมถึงการได้รัยความเคารพนับถือจากผู้อื่นด้วย
- Self-Actualization Needs = ความปรารถนาที่จะเติมเต็มความสามารถของตนเองให้เต็มที่ ใช้ความสามารถและทักษะทั้งหมดที่มีอยู่
มาสโลว์บอกไว้ว่า ความต้องการแต่ละขั้นนั้นจะมีความโดดเด่นกว่าความต้องการขั้นที่สูงกว่าตนเองจนกว่ามันจะถูกตอบสนอง และเมื่อมันได้การตอบสนองแล้ว มันก็จะไม่ส่งผลต่อการจูงใจอีกต่อไป นั่นคือ ความต้องการจะย้ายไปขั้นที่สูงกว่านั่นเอง
Personality, Attitudes, and Value บุคลิกภาพ ทัศนคติ และค่านิยม
Personality หรือ บุคลลิกภาพใน OB นั้น เป็นลักษณะส่วนรวมของบุคคล ซึ่งจะแสดงออกมาทางพฤติกรรมในสถานการณ์ต่างๆ อาจเรียกอีกอย่างนึงว่า Trait (ลักษณะเฉพาะ,อุปนิสัย)
บุคลิกภาพนั้นพัฒนาขึ้นมาจาก 2 ปัจจัย คือ
- การสืบทอดทางพันธุกรรม (การวิจัยบางอันบอกว่าส่งผลประมาณ 50% )
- สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู และสิ่งที่เราจะต้องเผชิญมาตลอดช่วงชีวิตเรานั้นส่งผลต่อบุคลิกภาพทั้งสิ้น
แต่การที่เราจะสามารถเข้าใจบุคลิกภาพของคนอื่นซึ่งมีมากมายและแสนจะซับซ้อนนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพจึงได้มีการคิดค้นกลุ่มของอุปนิสัยเด่นๆ ขึ้นมา 5 ตัว และให้ชื่อว่า The Big Five Personality Traits ซึ่งประกอบไปด้วยอุปนิสัยดังต่อไปนี้
- Extraversion = อุปนิสัยที่ชอบเข้าสังคม ชอบแสดงออก และมีพลังงานเพิ่มขึ้นจากการได้อยู่ใกล้ๆ กับผู้อื่น (คนที่มีลักษณะแบบนี้จะทำผลงานได้ดีในอาชีพพวก Sales และ Management) ซึ่งตรงข้ามกับ Introversion ซึ่งมักจะชอบอยู่กับตัวเอง (ทำงานได้ดีในอาชีพอย่าง นักบัญชี วิศวะ ไอที)
- Conscientiousness = อุปนิสัยที่มุ่งไปที่เป้าหมายและทำงานด้วยความมีวินัย มีระเบียบ ไว้วางใจได้ คิดก่อนทำ
- Agreeableness = อุปนิสัยที่เป็นคนง่ายๆ อะไรก็ได้ ทนต่อสิ่งรอบข้างได้มาก เชื่อมั่นในความดีผู้อื่น เต็มใจช่วยคนอื่น ประสานความขัดแย้ง
- Emotional Stability = อุปนิสัยที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดได้ดี เป็นคนสบายๆ ไม่ค่อยโกรธ จัดการกับวิกฤติได้ดี
- Openness to Experience = อุปนิสัยที่ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ และคิดเกี่ยวกับอนาคตในทางสร้างสรรค์ มีจินตนาการ ชอบความหลากหลาย
การเรียนรู้และการรับรู้ (Learning and Perception)
การเรียนรู้
คนแต่ละคนนั้นก็จะมีประสบการณ์ การรับรู้ และพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเค้าเอง แต่การที่เค้ามาอยู่องค์กรใหม่นั้น คนคนนั้นอาจจะต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือจำเป็นต้องให้มีพฤติกรรมใหม่ๆ ที่เหมาะสม ดังนั้นเราควรจะต้องทำความเข้าใจหลักการของการเรียนรู้ไว้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการปัญหาเหล่านี้
การเรียนรู้ (ในความหมายของ OB) = การเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งมีผลมาจากประสบการณ์
องค์ประกอบของการเรียนรู้มีดังนี้
1. สถานการณ์ 2. พฤติกรรมที่มีต่อสถานการณ์ 3. ผลลัพธ์ของพฤติกรรมนั้น
- ถ้าพฤติกรรมนั้นส่งผลไปให้มีผลลัพธ์ที่เป็นบวก จะส่งผลให้มีการทำพฤติกรรมนั้นมากขึ้น => Positive reinforcement
- ถ้าพฤติกรรมนั้นส่งผลให้ผลลัพธ์ที่เป็นลบหายไป จะส่งผลให้มีการทำพฤติกรรมนั้นมากขึ้น => Negative reinforcement
- ถ้าพฤติกรรมนั้นส่งผลไปให้มีผลลัพธ์ที่เป็นลบ จะส่งผลให้มีการทำพฤติกรรมนั้นน้อยลง => Punishment (ลงโทษ)
- ถ้าพฤติกรรมนั้นส่งผลให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกหายไป จะส่งผลให้มีการทำพฤติกรรมนั้นน้อยลง => Extinction




